เชียงราย - Chiang Rai News
นักวิจัยเชียงรายต้องการให้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติ
เชียงราย – ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เสนอให้ภาครัฐยกระดับปัญหาสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกก รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพราะผลตรวจในพื้นที่พบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของชาวบ้านริมลุ่มน้ำกก นักวิจัยยังย้ำว่า รัฐควรจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ และสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ชัดเจน
วันที่ 8 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระบุว่า ทีมวิจัยจากสองสถาบันได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานศึกษาเรื่อง “การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ด้วยกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ)” หลังพบการสะสมของสารหนูในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำกก
ข้อเสนอหลักด้านสุขภาพมุ่งให้หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันวาง “แผนจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพจากสารหนู” ให้เดินหน้าได้จริงในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ทีมวิจัยเสนอให้จัดทำ “แผนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพของชุมชน” โดยใช้ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจพบสารหนูในร่างกายเป็นฐาน เพื่อช่วยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง และวางมาตรการลดความเสี่ยงให้ตรงจุด
ขณะเดียวกัน ควรมีการตรวจสุขภาพประจำปีในพื้นที่เสี่ยง และพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลสุขภาพให้ใช้งานได้ดี เพราะข้อมูลที่ต่อเนื่องช่วยให้ติดตามแนวโน้มและวางแผนได้เร็วขึ้น อีกด้านหนึ่ง การสื่อสารความเสี่ยงต้องทำให้เข้าใจง่าย และเหมาะกับบริบทชุมชน รวมถึงสนับสนุนให้ชุมชนมีทักษะจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง ภายใต้การหนุนเสริมจากรัฐและท้องถิ่น

เสนอทำเกณฑ์ค่าสารหนูในร่างกาย และเพิ่มการเฝ้าระวังโรค
ทีมวิจัยยังเสนอให้หน่วยงานสาธารณสุขจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน “ค่าสารหนูสะสมในร่างกาย” เพื่อใช้เป็นแนวทางเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมผลักดันให้ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง โดยใช้หลักระบาดวิทยาในการสอบสวน ติดตาม และเฝ้าระวังโรคอย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้ที่ตรวจพบสารหนูในร่างกาย ข้อเสนอระบุให้กระทรวงสาธารณสุขจัดกระบวนการคัดกรองซ้ำ ตรวจยืนยันผล และวางระบบส่งต่อเข้าสู่การรักษาพยาบาลให้ชัดเจน พร้อมทั้งตั้งระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรคพิษสารหนูในพื้นที่เสี่ยงแบบต่อเนื่อง
ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ทีมวิจัยเสนอให้รัฐและสถาบันการศึกษาที่ลงพื้นที่ศึกษาปัญหา เปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาต่อประชาชนอย่างโปร่งใส เพื่อให้ชุมชนรับรู้สถานการณ์เดียวกัน และลดความสับสนจากข่าวลือ นอกจากนี้ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยมากขึ้น เพราะคนในพื้นที่เห็นปัญหาจริงในชีวิตประจำวัน
ในส่วนผลกระทบทางรายได้ รัฐควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงกำหนดมาตรการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจวัดระดับสารหนูในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ และสื่อสารผลตรวจให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม เร่งหาต้นตอ และจัดหาน้ำสะอาด
ด้านสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยเสนอให้รัฐเร่งแก้ปัญหาโลหะหนักในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค โดยสนับสนุนการจัดหาน้ำสะอาด และยกระดับระบบประปาชุมชนให้ได้มาตรฐานควบคู่กันไป
อีกส่วนที่สำคัญคือ การเร่งหาสาเหตุการปนเปื้อนในแม่น้ำกก และวางระบบเฝ้าระวังมลพิษตั้งแต่แหล่งกำเนิด รวมถึงควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง เมื่อปัญหามีมิติข้ามพรมแดน ทีมวิจัยจึงเสนอให้ผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การประสานงานและการแก้ไขเกิดความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐพิจารณาประกาศพื้นที่เสี่ยงเป็นเขตภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้อำนาจและงบประมาณ ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาได้เป็นระบบมากขึ้น
ผศ.ดร.เสถียรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ พบว่าความกังวลไม่ได้มีแค่การปนเปื้อนจากแม่น้ำเท่านั้น เพราะยังมีประเด็นแหล่งมลพิษภายในพื้นที่ เช่น การใช้สารเคมีทางการเกษตร การจัดการขยะอันตราย และของเสียมีพิษในชุมชน ดังนั้นรัฐควรสนับสนุนมาตรการควบคุมและจัดการมลพิษเหล่านี้ไปพร้อมกัน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้ยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เทศกาลว่าวแม่น้ำโขง เชียงราย เสริมสร้างมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เชียงราย - Chiang Rai News
เทศกาลว่าวแม่น้ำโขง เชียงราย เสริมสร้างมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เชียงราย – เทศกาลว่าวริมโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กำลังกลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่คนในพื้นที่ตั้งใจปลุกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย นพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย บอกว่า งานนี้เป็นการจัดครั้งแรก เพื่อให้เชียงของมีอีเวนต์ท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้น และช่วยดึงบรรยากาศริมโขงให้มีชีวิตชีวา
อีกแง่มุมหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมนี้น่าสนใจคือความร่วมมือจากสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ซึ่งช่วยทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้ ช่างทำว่าวจาก “เมืองเหวยฟาง มณฑลชานตง” และช่างทำว่าวชาวไทยได้แบ่งปันความรู้ให้กับเยาวชนไทยกว่า 100 คน ทำให้พวกเขามีโอกาสได้ลองทำว่าวด้วยตนเองและสนุกกับการเล่นว่าวร่วมกับชุมชนและนักท่องเที่ยว

นพรัตน์ยังบอกด้วยว่า หลังจากเริ่มต้นปีนี้แล้ว หน่วยงานในพื้นที่เตรียมต่อยอดงานให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวประจำปี เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีนไปพร้อมกัน
ทางฝั่งจีน Mr. Lyu Sheng กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะช่างฝีมือว่าวจากเหวยฟางเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้โดยเฉพาะ เพื่อแลกเปลี่ยนทักษะงานทำว่าว และใช้ว่าวเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เพราะเมืองเหวยฟางกับจังหวัดเชียงรายเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันมาตั้งแต่ปี 2557
เหวยฟางยังถูกพูดถึงในฐานะ “นครแห่งว่าว” ที่มีรากวัฒนธรรมด้านว่าวสืบต่อกันมานาน เขาหวังว่ากิจกรรมร่วมกันครั้งนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนใกล้ชิดขึ้น ผ่านงานอดิเรกที่จับต้องได้และสนุกกับทุกวัย

ด้าน Mr. Wang Weili รองหัวหน้าฝ่ายโฆษณา คณะกรรมการพรรคเขตเหวยเฉลิง เมืองเหวยฟาง ระบุว่า เมืองเหวยฟางจัดเทศกาลว่าวนานาชาติต่อเนื่องมาแล้ว 42 ปี และมีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 55 ประเทศทั่วโลก เขายังกล่าวว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมว่าวแบบครบวงจรของเหวยฟางสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท จากการส่งออกสินค้าว่าวไปมากกว่า 70 ประเทศ และครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณร้อยละ 85
นอกจากนี้ เขายังเชื่อมโยงถึงวาระสำคัญด้วยว่า ปี 2568 เป็นปีครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยทั้งสองประเทศเคยร่วมปล่อยว่าวในเทศกาลว่าวที่เหวยฟาง ซึ่งเปรียบเหมือนสัญลักษณ์มิตรภาพบนท้องฟ้า ดังนั้น การจัด “เทศกาลว่าวริมฝั่งโขง” ที่เชียงของครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำว่าว วัฒนธรรมการเล่นว่าว รวมถึงแนวทางสร้างอาชีพจากการทำว่าว เพื่อให้เกิดรายได้กับชุมชน และต่อยอดการท่องเที่ยวไทย-จีนในอนาคต

ส่วน Mr. Xing Shunjian ช่างฝีมือว่าวจากสถาบันวิจัยศิลปะหัตถกรรมเมืองเหวยฟาง เล่าว่า เหวยฟางมีประวัติการทำว่าวยาวนานกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันมีช่างทำว่าวมากกว่า 80,000 คน และหลายสถาบันการศึกษายังบรรจุการทำว่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน ตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย
เขายังเสริมว่า เหวยฟางเป็นเมืองที่มีการผลิตว่าวครบวงจรขนาดใหญ่ โดยมีทั้งว่าวทำมือ 100% ว่าวทำมือร่วมกับเครื่องจักร และการผลิตด้วยเครื่องจักรเต็มรูปแบบ ว่าวที่มีมูลค่าสูงสุดอาจมีราคาถึงชิ้นละ 2.5 ล้านบาท
ในทุกปีช่วงกลางเดือนเมษายน เมืองเหวยฟางจะจัดเทศกาลว่าวนานาชาติ และมีนักเล่นว่าวจากทั่วโลกมาร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 20,000 คน เมืองนี้ยังเคยสร้างสถิติว่าวขนาดใหญ่ระดับโลก ความยาวถึง 7 กิโลเมตร น้ำหนัก 6 ตัน ต้องใช้รถลาก และใช้เวลาปล่อยว่าวมากกว่า 5 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน การเดินทางมาไทยครั้งนี้ก็เพื่อพร้อมสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องว่าวให้เกิดขึ้นจริงในไทยด้วย

ฝั่งชุมชนท้องถิ่น ธันวา เหลี่ยมพันธ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มองว่า เชียงของเป็นเมืองชายแดนสำคัญ มีแม่น้ำโขงคั่นกลางระหว่างไทยกับ สปป.ลาว และยังเดินทางเชื่อมไปจีนได้ทั้งทางน้ำและทางรถผ่านเส้นทาง R3A ดังนั้น การจัดเทศกาลว่าวร่วมกันครั้งแรกจึงมีความหมายมาก เพราะช่วยกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ไปพร้อมกัน
เหนือสิ่งอื่นใด ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยให้ “การเล่นว่าว” ที่เคยเงียบหายไปจากเชียงของ กลับมามีพื้นที่อีกครั้ง และทำให้เด็กๆ ได้สืบต่อวัฒนธรรมแบบสนุกและเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ชุมชนยังมองเห็นทางทำมาหากินจากงานว่าวได้ด้วย เพราะในพื้นที่มีไม้ไผ่ซึ่งนำมาเป็นวัสดุทำว่าว สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้จริง และมีการคาดกันว่า งานครั้งต่อไปอาจจัดในช่วงเดือนธันวาคม 2569
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
เชียงราย - Chiang Rai News
สั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
เชียงราย – กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจับตาแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่เกิดถี่ขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ในพื้นที่เชียงราย แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงพอทำให้อาคารหลักเสียหาย แต่หลายครั้งแรงสั่นสะเทือนทำให้ประชาชนรับรู้ได้ชัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ
เพราะพื้นที่ภาคเหนืออยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนมีพลังหลายจุด และเชียงรายเองก็ยังมีบทเรียนจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐจึงขยับจากการติดตามแบบรายเหตุ ไปสู่การเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมากขึ้น
วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจัดประชุมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) โดยมีนายสักดา วิชัยศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เพื่อทบทวนสถานการณ์แผ่นดินไหว เพิ่มความพร้อมในจังหวัดเสี่ยง และสั่งตรวจสอบเขื่อนรวมถึงโครงสร้างสำคัญทั่วประเทศ
ข้อมูลในที่ประชุมชี้ว่ามากกว่า 90% ของแผ่นดินไหวในไทยมีขนาดต่ำกว่า 3.0 แมกนิจูด อย่างไรก็ตาม หลายเหตุการณ์เกิดตื้น จึงทำให้คนรู้สึกได้แม้ตัวเลขไม่สูง ผลที่ตามมาคือความกังวลของประชาชนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่

แผ่นดินไหวเชียงราย ขนาดไม่ใหญ่แต่คนรู้สึกได้
ช่วงที่ผ่านมา เชียงรายมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายครั้งที่ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ เช่น เหตุขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สาย ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และอีกเหตุขนาด 3.1 ในอำเภอพาน ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026
รายงานเหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏใน Nakorn News (ภาษาไทย) และ Chiang Rai Times (ภาษาอังกฤษ) โดยย้ำตรงกันว่า “ความรู้สึก” ไม่ได้ขึ้นกับขนาดอย่างเดียว ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางและความลึกของแผ่นดินไหวก็มีผลมากพอ ๆ กัน
ดังนั้น การสื่อสารกับประชาชนต้องเดินคู่กับการติดตามด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา เมื่อข้อมูลชัด คนจะรู้ว่าอะไรคือความเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ และเมื่อไรที่ควรเฝ้าระวังมากขึ้น ความกลัวก็จะไม่วิ่งนำข้อเท็จจริง
ในที่ประชุม รัฐมนตรีช่วยฯ เน้นชัดว่าแผ่นดินไหว “ทำนายล่วงหน้าไม่ได้” เพราะฉะนั้น โฟกัสควรอยู่ที่การเตรียมพร้อมแบบทำได้จริง เช่น ซ้อมอพยพ เตรียมอุปกรณ์กู้ภัย และตรวจความปลอดภัยของโครงสร้างที่อาจเป็นจุดเสี่ยง

ประเด็นหลักที่ประชุมเน้นย้ำ
- ติดตามแนวรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มแผ่นดินไหวล่าสุด
- ประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและสาธารณูปโภค
- ส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้เร็ว เพื่อลดข่าวลือและความสับสน
ฝั่งเชียงราย รายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยชี้ว่ามีการอัปเดตแผนตอบโต้เหตุ ซักซ้อมการปฏิบัติ และทำงานสื่อสารความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่า
อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของไทยที่สัมพันธ์กับภูมิประเทศและธรณีวิทยา หน่วยงานด้านธรณีระบุว่าไทยรับรู้แนวรอยเลื่อนมีพลังอยู่ 16 แนวรอยเลื่อน และกำลังศึกษาเพิ่มอีก 13 แนวรอยเลื่อน เพื่อทำฐานข้อมูลให้ครบและแม่นยำขึ้น (1รอยเลื่อนที่ยังทำงานอยู่ 16 แห่ง)
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ตกใจ แต่มีไว้เพื่อยืนยันว่าความเสี่ยงมีจริง และการวางแผนต้องอิงข้อมูลปัจจุบัน เมื่อคนเข้าใจพื้นฐาน ก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้น เช่น อาคารไหนควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ตรงไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลควรซ้อมอพยพอย่างไร

แจ้งเตือน Cell Broadcast และการตรวจอาคารเสี่ยง
ที่ประชุมสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจอาคารสูง โครงป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่อาจพังเสียหายเมื่อเกิดการสั่นไหว ควบคู่กับการตรวจเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบความเสียหายต้องเร่งซ่อมทันที และทุกพื้นที่ต้องทำแผนฉุกเฉินให้ใช้งานได้จริง ไม่ใช่มีแค่ในเอกสาร
ด้านการแจ้งเตือน รัฐเน้นให้สื่อสารเร็วและชัด เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนข่าวลือ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือ และใช้ควบคู่ช่องทางทางการของ DDPM และกรมอุตุนิยมวิทยา
สรุประดับการส่งข้อความเตือนภัยแผ่นดินไหวผ่าน Cell Broadcast ถูกกำหนดเพื่อเตือนให้ทันเวลา และไม่ทำให้ตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่
- แผ่นดินไหวบนบกในประเทศไทย ขนาด 4.0 ขึ้นไป
- แผ่นดินไหวบนบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 6.0 ขึ้นไป
- แผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน ขนาด 7.0 ขึ้นไป
ขณะเดียวกัน รัฐยังปรับปรุงแอป ประกาศเตือนภัยภัยพิบัติในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยหลายประเภท เป้าหมายคือให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน
เชียงรายกับผลกระทบที่มากกว่าแค่ความรู้สึกสั่น
สำหรับเชียงราย แผ่นดินไหวไม่ได้กระทบแค่ชีวิตประจำวัน แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว ธุรกิจท้องถิ่น และการดูแลโบราณสถานด้วย เพราะฉะนั้น การสื่อสารต้องทำสองอย่างพร้อมกัน
อย่างแรกคือยึดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เหตุส่วนใหญ่ยังเป็นขนาดเล็ก และมีระบบติดตามตลอดเวลา อย่างที่สองคือบอกสิ่งที่ทำได้ทันที เพื่อให้ความไม่แน่ใจไม่กลายเป็นความเสี่ยงเพิ่ม
ในที่ประชุมยังขอให้โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสูงในโซนเสี่ยง ซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมย้ำคำแนะนำมาตรฐานระหว่างเกิดแรงสั่นสะเทือนคือ “หมอบ คลุม ยึด” (หมอบลง ปิดบังศีรษะ และยึดเกาะไว้ให้แน่น) และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแผ่นดินไหว
ทำวันนี้ให้พร้อมขึ้น ลดกังวลได้จริง
เพื่อให้การเตรียมพร้อมในบ้านทำได้ไม่ยาก หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานดังนี้
- ยึดตู้ ชั้นวาง และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดการล้มทับ
- เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน เช่น น้ำ อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญ
- กำหนดจุดนัดพบครอบครัว และวิธีติดต่อกันหากสัญญาณโทรศัพท์ล่ม
- ติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการก่อน และงดแชร์โพสต์ที่ยังไม่ยืนยัน
สรุปแล้ว ข้อความจากภาครัฐชัดเจน แผ่นดินไหวคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่เราลดการบาดเจ็บและความเสียหายได้ การลงมือทำให้ถูกและเร็วช่วยได้มาก และถ้าชุมชนซ้อมและเตรียมพร้อมร่วมกัน ความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นแบบจับต้องได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายจี้รัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ
เชียงราย - Chiang Rai News
เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายจี้รัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ
เชียงราย – เครือข่ายสิทธิชุมชน ร่วมกับกลุ่มภาคประชาชนที่ทำงานปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน มากกว่า 200 คน
แกนหลักของข้อเรียกร้องคือ รัฐต้องเร่งรับมือวิกฤตปนเปื้อนโลหะหนักที่กำลังลุกลามในลุ่มน้ำสำคัญภาคเหนือ เครือข่ายระบุว่า กิจกรรมเหมืองในเมียนมาเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทยอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่เครือข่ายย้ำคือ แหล่งกำเนิดมลพิษมาจากเหมืองฝั่งเมียนมา ขณะที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านขนส่งแร่ไปจีน ผ่านด่านชายแดนในจังหวัดเชียงราย เครือข่ายมองว่าโครงสร้างการขนส่งแบบนี้ทำให้ความเสี่ยงตกอยู่กับชุมชนริมแม่น้ำ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ผ่านรัฐบาลมาแล้วสองชุด เครือข่ายบอกว่ายังไม่เห็นความตั้งใจจริงในการจัดการปัญหาในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ทั้งที่ผลกระทบขยายตัวต่อเนื่องและกระทบวิถีชีวิตของคนริมน้ำมากขึ้น
นอกจากนี้ เครือข่ายยังวิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่ยึด “ค่ามาตรฐานความปลอดภัย” เป็นหลัก แต่ไม่มองความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษสะสมระยะยาว เพราะคนในพื้นที่อาจรับโลหะหนักซ้ำๆ ผ่านน้ำ ปลา พืชผัก และอาหารท้องถิ่น แม้ผลตรวจระยะสั้นจะดูไม่เกินเกณฑ์ แต่การสะสมในร่างกายอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังในภายหลัง
เมื่อมลพิษเป็นเรื่องข้ามพรมแดน เครือข่ายจึงอยากให้รัฐปรับวิธีคิดและวิธีจัดการ โดยชี้ว่า “การสะสมของสารพิษ” คือภัยเงียบ หลายครอบครัวรู้สึกเหมือน “ค่อยๆ ตาย” เพราะข้อมูลความปลอดภัยที่ครบถ้วนและเข้าใจง่ายยังเข้าถึงได้ยาก
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่สุขภาพ โดยยังโยงไปถึงรายได้ครัวเรือน ระบบอาหารของชุมชน และความมั่นคงด้านทรัพยากรของไทยในระยะยาว เครือข่ายจึงเรียกร้องให้การแก้ปัญหาต้องจริงจัง โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ข้อเสนอหลักที่เครือข่ายเชียงรายอยากให้รัฐบาลทำทันที
เครือข่ายสรุปสาระสำคัญไว้ชัดเจน คือ ต้องเจรจาเพื่อปิดต้นตอ หยุดแร่ที่เชื่อมโยงกับการปนเปื้อน และคุ้มครองคนริมแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอหลักดังนี้
- หยุดนำเข้าแร่ และยกเลิก MOU ที่เกี่ยวกับการขนส่งแร่ผ่านแดน
เครือข่ายต้องการให้เร่งเจรจาเพื่อปิดเหมืองที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อน และยุติข้อตกลงที่เอื้อให้มีการนำเข้าและขนส่งแร่ข้ามพรมแดน - ตั้งระบบเยียวยาและฟื้นฟูที่ใช้งานได้จริง
ต้องมีแนวทางชดเชยและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน ทำได้จริง และเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ประกาศในเอกสาร - เพิ่มความถี่การตรวจคุณภาพน้ำ และตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
ควรขยายการตรวจน้ำในจุดเสี่ยง และจัดการคัดกรองสุขภาพในชุมชน พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อเห็นแนวโน้มการสะสมของสารพิษ - สื่อสารตรงไปตรงมา และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ
รัฐควรเปิดเผยข้อมูลความปลอดภัยให้ครบถ้วน เข้าใจง่าย และสื่อสารถึงประชาชนโดยตรง พร้อมเปิดกระบวนการให้หลายภาคส่วนร่วมกำหนดทางออก
เครือข่ายยังสรุปภาพรวมแบบตรงไปตรงมาว่า “จีนได้แร่ เมียนมาและกลุ่มว้าได้เงิน ไทยได้พิษ” เพื่อสะท้อนว่าภาระตกกับชุมชนไทยที่อยู่ปลายน้ำ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายและกลุ่มพันธมิตรระบุว่ากำลังเตรียมกิจกรรมวันน้ำโลก วันที่ 22 มีนาคม 2026 โดยมีแผนจัดพิธีสืบชะตาแม่น้ำกกตามประเพณี และยื่นข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเดินหน้ากดดันให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทำเงินจากบ้านด้วยการทำวิดีโอ AI ในไทย (คู่มือเริ่มต้นปี 2026)
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoเชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล “สารหนูในแม่น้ำกก” ก่อนสงกรานต์
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงใส่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บสองคน ก่อนจะหลบหนีไปโดยรถยนต์ที่พุ่งชนลงไปในสระน้ำ
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในจังหวัดเชียงราย ส่งผลให้จับกุมนายทหารทุจริตได้ 2 นาย



