ข่าวอาชญากรรม - Crime
นักเรียนถูกหลอกให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ดปลอม โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังกลายเป็นอาชญากร
เชียงราย – 24 ก.พ. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำกำลังกว่า 40 นาย บุกตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายซิมการ์ดข้ามชาติ เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเข้าตรวจทั้งหมด 8 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
ผลการตรวจค้น ชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่ พร้อมของกลางซิมโทรศัพท์จำนวนมากบรรจุในกล่องพัสดุ, น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่, และนายปรัชญา อายุ 36 ปี จับได้ในเชียงราย ซึ่งทำงานเป็นพนักงานขายของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนอีกทีมเข้าตรวจค้นบ้านที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 5 จุด ในอำเภอแม่สายและอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อหาหลักฐานและขยายผลผู้ร่วมขบวนการ
ต้นเรื่องเริ่มจาก “คดีแจ้งความออนไลน์” แต่เจอความผิดปกติของซิม
คดีนี้เริ่มจากวันที่ 4 ธ.ค. 2568 เมื่อศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ตรวจพบการร้องทุกข์ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 8 เคสไอดี ต่อมาพบหมายเลขโทรศัพท์คนร้าย 7 หมายเลขมีพฤติกรรมการลงทะเบียนซิมที่ผิดจากคดีอื่นอย่างชัดเจน
เมื่อตรวจสอบเชิงลึก ตำรวจพบว่าเบอร์ต้องสงสัยเหล่านี้ลงทะเบียนในชื่อเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และยังเกี่ยวพันกับรูปแบบหลอกลวงปลอมเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA THAILAND) หลอกให้โอนเงินค่าเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า
จากข้อมูลนี้ ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งให้ตำรวจและชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ที่รับผิดชอบพื้นที่เชียงใหม่ ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงทันที
พบพฤติการณ์เข้าหาโรงเรียน อ้างแจกซิมเพื่อการศึกษา แต่สแกนหน้าเปิดหลายซิม
ตำรวจลงพื้นที่แล้วพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยเกิดขึ้น 2 ครั้งในโรงเรียนพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ครั้งแรก วันที่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านสุขฤทัย (ระดับมัธยมศึกษา) และอีกครั้งวันที่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านห้วยศาลา (ระดับประถมศึกษา)
ทั้งสองเหตุมีลักษณะคล้ายกัน คือมีกลุ่มคนประมาณ 4 คน อ้างตัวว่ามาจากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ สาขาจังหวัดเชียงราย โดยติดต่อโรงเรียนว่าอยากแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียน
เมื่อเด็กสนใจสมัครใช้งาน กลุ่มดังกล่าวขอบัตรประชาชนของนักเรียน นำไปสแกนพร้อมผูกเบอร์ และให้เด็กสแกนใบหน้าหลายครั้งเพื่อ “เปิดใช้งานซิม”
ตำรวจเชื่อว่ากลุ่มที่อ้างเป็นพนักงานบริษัทเครือข่าย 4 คน นำข้อมูลซิมไปขายต่อให้เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ เพราะมีพฤติการณ์สแกนใบหน้าเด็กอายุราว 8-10 กว่าปี เพื่อเปิดซิมหลายหมายเลขต่อคน แต่ให้เด็กกลับบ้านไปเพียงคนละ 1 ซิมเท่านั้น
ต่อมาตำรวจแจ้งผู้อำนวยการทั้งสองโรงเรียนให้รับทราบ และให้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 เพื่อยืนยันว่าเด็กนักเรียนถูกหลอกและได้รับความเสียหาย
หลังรวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย และติดตามจับกุมได้ในที่สุด
ผอ.โรงเรียนเล่าเหตุการณ์ เห็นว่าเป็นกิจกรรมให้ความรู้ จึงอนุญาตให้เข้ามา
นายนิรันดร์ อวรรณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยศาลา เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มคนติดต่อโรงเรียนพร้อมเอกสาร ระบุว่าจะมาจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องแก๊งสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อใช้ในการเรียน
โรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กและครอบครัว จึงอนุญาตให้จัดกิจกรรมได้ พอถึงวันนัดหมาย มีกลุ่มคน 4 คน ชาย 2 หญิง 2 สวมเสื้อสีส้มของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์เข้ามาเป็นวิทยากร โดยโรงเรียนคัดนักเรียนที่มีบัตรประชาชนราว 40 คนเข้าร่วม
หลังให้ความรู้ กลุ่มดังกล่าวเริ่มแจกซิม และขอให้เด็กสแกนบัตรประชาชนกับสแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งาน จุดที่ดูผิดปกติคือเด็กบางคนต้องสแกนหน้าซ้ำหลายครั้ง โดยอีกฝ่ายอ้างว่าสแกนไม่ติด โรงเรียนจึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นการสแกนเพื่อเปิดซิมหลายใบในชื่อเด็กคนเดียว
สุดท้ายเด็กแต่ละคนได้ซิมกลับบ้านคนละ 1 ซิม บางคนใช้งานไม่ได้ จนต่อมาตำรวจกองปราบฯ เข้ามาประสานที่โรงเรียน จึงรู้ว่าซิมที่ลงทะเบียนชื่อเด็กบางรายถูกนำไปใช้ก่อเหตุผิดกฎหมาย
ผู้อำนวยการระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ปกครองและครูกังวลมาก เพราะเด็กที่ไม่รู้เรื่องอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับคดี ทั้งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เขายังฝากเตือนโรงเรียนอื่นๆ ให้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนรับกิจกรรมจากบุคคลภายนอก และได้แจ้งหน่วยงานการศึกษาแล้ว เพราะเชื่อว่าโรงเรียนในพื้นที่อื่นอาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
เด็กสองโรงเรียนอาจโดนหลอกเกิน 200 คน ตำรวจเร่งประสานค่ายมือถือระงับเบอร์
แนวทางสืบสวนล่าสุดพบว่า เด็กนักเรียนที่อาจตกเป็นเหยื่อจาก 2 โรงเรียนรวมกันมากกว่า 200 คน และอาจมีโรงเรียนอื่นในภาคเหนือได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ตำรวจเชื่อว่าซิมที่เปิดในชื่อเด็กถูกขายต่อไปยังเครือข่ายสแกมเมอร์ฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งติดชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขณะนี้ตำรวจกำลังประสานบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อระงับหมายเลขที่เปิดจากข้อมูลเด็กโดยเร่งด่วน
ข้อหาที่แจ้งเบื้องต้น และท่าทีผู้ต้องหา
ตำรวจแจ้งข้อหาเบื้องต้น ได้แก่
- ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลงทะเบียนผู้ใช้ในนามของบุคคลอื่น โทษจำคุก 2-5 ปี ปรับ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันใช้ข้อมูลของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลบุคคล เพื่อนำไปให้ผู้อื่นใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำผิด ตำรวจนำตัวส่ง สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบสวน ฝากขัง และเดินหน้าขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักเรียนชั้น ม.1 หวาดกลัวสุดขีด หลังถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแกและดูถูกเหยียดหยามที่โรงเรียน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
“นานา ไรบีนา” และ “เวย์ ไทยทาเนียม” ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงเป็นจำนวนเงินเกิน 100 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – อัยการยื่นฟ้อง “นานา ไรบีนา” และ “เวย์ ไทเทเนียม” พร้อมนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต่อศาลอาญาในคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ยื่นฟ้อง นางไรบีนา อินทชัย อายุ 44 ปี, นายปริญญา อินทชัย อายุ 44 ปี, บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักส์ชั่นส์ จำกัด (โดยนางไรบีนา), และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด (โดยนางไรบีนา) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม
อัยการระบุในคำฟ้องว่า ช่วงเดือนเมษายน 2564 ถึงเดือนตุลาคม 2568 จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย (มากกว่า 10 ราย) ด้วยการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ เพื่อชักชวนให้โอนเงินร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะนำไปทำธุรกิจหลายประเภท เช่น ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล, ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์, ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา, กองทุนเพื่อลงทุนในกิจการต่าง ๆ, ซื้อหุ้น, ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ในคำฟ้องยังระบุว่า จำเลยเสนอผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่นำมาลงทุน ซึ่งสูงกว่ากรอบดอกเบี้ยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายทั้ง 11 รายจึงตัดสินใจโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารตามที่จำเลยและพวกแจ้ง
อย่างไรก็ตาม อัยการกล่าวหาว่าการชักชวนทั้งหมดเป็นข้อความเท็จ เพราะจำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนตามที่อ้าง แต่กลับนำเงินไปหมุนเวียนจ่ายให้ผู้ลงทุนรายอื่นในลักษณะต่อเงินกันไปมา และตั้งใจใช้กลอุบายตั้งแต่ต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของผู้เสียหาย ขณะที่ชั้นสอบสวน จำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ
อัยการยังชี้ว่า คดีมีความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลต่อผู้เสียหายทั้ง 11 ราย และกระทบเป็นวงกว้าง จึงขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก หากจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านด้วย
ส่วนเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย อัยการขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กู้ยืมจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยระบุยอดตามคำฟ้องดังนี้
- ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 41,683,337 บาท
- ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 46,394,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 28,795,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,550,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,150,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 4,364,500 บาท
- ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 2,970,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,500,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 13,951,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 4,000,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 23,684,077 บาท
ศาลรับฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ อ.508/2569 โดยอัยการนำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาล และจำเลยบางรายยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ประเทศไทยเปิดแคมเปญ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” รับมืออัตราเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เรื่องราวสุดสะเทือนใจ!! เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยเด็กชาย 5 คน
ไชยนาท – เด็กหญิงอายุ 14 ปี กำลังขอความช่วยเหลือหลังจากอ้างว่าเธอถูกเด็กชายอายุ 16 ปี ล่อลวงให้ดื่มเหล้าจนหมดสติ จากนั้นเธอก็ถูกเด็กชาย 5 คน อายุประมาณ 13-16 ปี ข่มขืน โดยพวกเขาได้ถ่ายคลิปวิดีโอและเผยแพร่ในพื้นที่ เหยื่อระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่เธอปฏิเสธที่จะค้าประเวณีตามที่ถูกชักชวน
วันที่ 23 ก.พ. 69 ที่ สภ.เนินขาม อ.เนินขาม จ.ชัยนาท “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พาผู้เสียหายวัย 14 ปี เข้าแจ้งความและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน กรณีถูกรุ่นพี่ลวงไปให้กลุ่มเพื่อนชาย 5 คน กระทำชำเราและอนาจาร พร้อมถ่ายคลิปเพื่อประจานและข่มขู่แบล็กเมล์ โดยในคำร้องเรียนมีการกล่าวอ้างถึงการใช้พอตไฟฟ้า และโช้ครถจักรยานยนต์ในการกระทำอนาจารด้วย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ พมจ.ชัยนาท พาผู้เสียหายเข้ารับการตรวจร่างกายและประเมินสภาพจิตใจ ขณะเดียวกันตำรวจได้ออกหมายเรียกวัยรุ่นชาย 5 คนที่ปรากฏในคลิป รวมถึงผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคนชักชวนหรือ “นกต่อ” ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทคล้ายแม่เล้า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกออกหมายเรียกยังไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงนำหมายเรียกไปมอบให้ผู้ปกครอง เพื่อนำตัวมาสอบปากคำ หากไม่มาตามกำหนด จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ผู้เสียหายเล่าว่า เหตุการณ์เกิดวันที่ 1 ม.ค. 69 เธอและกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวงานวัด จากนั้น นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ชวนเธอ ซึ่งเป็น ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ไปบ้านเพื่อน โดยบอกว่ามีเพื่อนผู้ชายอยากเจอ
หลังงานวัดเลิก ทุกคนไปที่บ้านของ ด.ช.ซี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ในพื้นที่ อ.หันคา จ.ชัยนาท ที่นั่นมีการชวนกันเล่นทอยลูกเต๋า แล้วให้คนแพ้ดื่มเหล้า ผู้เสียหายบอกว่าเธอดื่มจนเมาหนักและไม่ได้สติ ต่อมาฟื้นขึ้นอีกราวตี 1-2 ก่อนที่นางสาวเอจะปลุกให้กลับบ้าน แล้วต่างคนต่างแยกย้าย
ต่อมาผู้เสียหายจึงมารู้ภายหลังว่า ระหว่างที่เธอไม่รู้สึกตัว เธอถูกวัยรุ่นชายรวม 5 คน ล่วงละเมิดและกระทำอนาจาร โดยเธอทราบเรื่องหลังมีคลิปหลุดแพร่ในอำเภอ และเพื่อนส่งมาให้ดู ทำให้เธอตกใจและหวาดกลัวมาก
ผู้เสียหายยังเล่าย้อนว่า วันที่ 5-6 ธ.ค. 68 นางสาวเอเคยชวนเธอไปบ้านรุ่นพี่ แล้วพูดชักชวนให้ “ทำงาน” เธอตอบรับเพราะอยากได้เงิน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นงานอะไร โดยอีกฝ่ายบอกเพียงว่าไปนั่งกินข้าวกับลูกค้า เมื่อรู้ภายหลังว่าเป็นงานขายบริการ เธอจึงปฏิเสธ แต่ถูกกดดันด้วยคำพูดทำนองว่าแขกมาแล้ว เธอพยายามหลีกเลี่ยงและยืนยันว่าไม่ทำเพราะกลัวแฟนรู้ จากนั้นผู้เสียหายอ้างว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ และเคยขู่ไว้ว่าเจอที่ไหนจะทำร้าย
หลังเรื่องนี้ถูกเปิดเผย มีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหายรายอื่นทยอยส่งข้อความมาหา “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” เพื่อเล่าพฤติการณ์การชักชวนเด็กไปขายบริการ โดยมีการกล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงกับคนมีตำแหน่งในพื้นที่ คุณต้นอ้อระบุว่าอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้ตำรวจพิจารณาดำเนินคดีในประเด็นค้ามนุษย์ด้วย เพราะมีเบาะแสว่าเหตุลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นมาก่อน และมีการพูดถึงค่าบริการครั้งละ 1,500 บาท โดยคนชักชวนหักส่วนต่าง 500-800 บาทแล้วแต่กรณี
ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง กล่าวว่า รับเรื่องได้ราว 2-3 วันก่อน แม้คลิปจะถูกส่งต่อกันมาราวเดือนกว่า แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่ชัดว่าเป็นเด็กกลุ่มใด ครอบครัวผู้เสียหายรู้ตัวผู้เกี่ยวข้องบางส่วน แต่ไม่กล้าแจ้งความเพราะถูกข่มขู่ทำร้าย เธอย้ำว่าต้องการให้ตำรวจเร่งเชิญผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน และให้ตรวจสอบเครือข่ายการชักจูงเด็กอย่างจริงจัง
“คลิปที่เห็นมันหดหู่มาก เด็กควรปลอดภัย แต่ผู้เสียหายกลับต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ในขณะที่คนทำยังใช้ชีวิตปกติ อยากให้ช่วยเหลือเด็กให้เร็วที่สุด และอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูก ถ้าเด็กกลับบ้านแล้วไม่มีคนฟัง ไม่มีคนปกป้อง เด็กจะไม่รู้จะพึ่งใคร ส่วนใครเจอปัญหาแบบนี้และไม่กล้าเผชิญ ติดต่อมาที่เพจ ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ได้ เราจะลงไปช่วยเหลือทันที”
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
จับกุมแม่ต้องสงสัยบังคับลูกสาววัย 12 ปีค้าประเวณีในญี่ปุ่น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายวัย 56 ปีถูกจับกุมในข้อหาเผาสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ชื่อ “มอลลี่” จนตาย
สงขลา – เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับคนรักสัตว์ทั่วประเทศ และก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนรักสัตว์ทั่วประเทศ ตำรวจในจังหวัดสงขลาได้ควบคุมตัวชายวัย 56 ปีในข้อหาทารุณกรรมสัตว์และวางเพลิง เขาถูกกล่าวหาว่าราดน้ำมันเครื่องใช้แล้วลงบนสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้อายุ 2 ขวบชื่อ “มอลลี่” แล้วจุดไฟเผา ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่สุด เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน และเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่
เหตุเกิดในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ช่วงดึกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ต้องหาอ้างว่าเห็น “มอลลี่” หลุดออกจากบ้านเจ้าของเข้าไปในเล้าไก่ชนของตน และกัดไก่จนบาดเจ็บ เขาจึงเดือดอย่างหนัก จากนั้นหยิบน้ำมันเครื่องเก่า (หรือน้ำมันหล่อลื่น) จากในบ้านมาราดใส่ตัวสุนัข ก่อนจุดไฟด้วยกระดาษที่ติดไฟแล้วโยนใส่ ทำให้ไฟลุกท่วมตามลำตัวจำนวนมาก
หลังถูกเผา “มอลลี่” วิ่งหนีด้วยความเจ็บปวดและร้องเสียงดัง ชาวบ้านเข้าช่วยดับไฟ และรีบนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อย่างไรก็ตาม สุนัขทนพิษบาดแผลไฟไหม้ไม่ไหว และเสียชีวิตในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
รายละเอียดการจับกุม และคำให้การผู้ต้องหา
ตำรวจภูธรภาค 9 นำโดย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แถลงข่าววันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจับกุมนายเจริญ (หรือนายยาว) ได้ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา หลังติดตามข้อมูลร่วมกับหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง ผู้ต้องหารับสารภาพตามข้อกล่าวหา โดยให้การในประเด็นสำคัญว่า
- พบสุนัขเข้าไปในเล้าไก่ช่วงประมาณตี 2
- โกรธเพราะไก่ชนบาดเจ็บและตาย
- ใช้ไม้ไล่ตี ก่อนราดน้ำมันเครื่องเก่าใส่ตัวสุนัข
- จุดไฟเผาในจังหวะที่ขาดสติจากความโมโห
ตำรวจยึดของกลางเป็นถังน้ำมันที่ใช้ก่อเหตุ
ข้อหาที่ถูกแจ้ง
ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหลายรายการ ได้แก่
- วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 (ทำให้เสียทรัพย์)
- ทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 มาตรา 20
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 (เกี่ยวกับการทำให้เสียทรัพย์)
ทั้งนี้ คดีมีโทษทั้งจำคุกและปรับ เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
กระแสสังคมเดือด โซเชียลแชร์ต่อเนื่อง
เมื่อข่าว “มอลลี่” ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย กระแสก็ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีการแชร์ภาพและคลิปจำนวนมาก พร้อมแฮชแท็ก #JusticeForMolly และ #ลงโทษคนเผาหมา หลายคนแสดงความโกรธและเสียใจ พร้อมกดดันให้เจ้าหน้าที่เร่งตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน องค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์ เช่น มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ (Watchdog Thailand) และสมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ออกมาเรียกร้องให้ใช้กฎหมายเต็มที่ และมีการประกาศตั้งรางวัลนำจับระดับหลักหมื่นบาท เพื่อช่วยเร่งให้จับตัวได้เร็วขึ้น
พระมหากรุณาธิคุณต่อ “มอลลี่”
ท่ามกลางความเศร้าของเจ้าของและคนติดตามข่าว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบเหตุการณ์ และทรงเสียพระทัยต่อการสูญเสีย “มอลลี่” โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ทรงมีพระเมตตารับ “มอลลี่” ไว้ใน พระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดที่กรุงเทพมหานคร มีการประสานผ่านราชเลขานุการในพระองค์กับเจ้าของและโรงพยาบาลสัตว์โดยตรง
แม้ “มอลลี่” จะเสียชีวิตก่อนการเคลื่อนย้าย แต่เหตุนี้ก็เป็นกำลังใจให้คนรักสัตว์จำนวนมาก และสะท้อนความห่วงใยด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างชัดเจน
บทเรียนจากคดี “มอลลี่”
คดีนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากความโกรธชั่ววูบ และการจัดการเหตุสัตว์หลุดเข้าไปทำความเสียหายที่ผิดทาง เจ้าหน้าที่ยืนยันเดินหน้าดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุทารุณกรรมสัตว์ซ้ำรอย
ประชาชนช่วยกันได้ด้วยการไม่เพิกเฉย หากพบการทำร้ายสัตว์ให้รีบแจ้งตำรวจท้องที่ หรือประสานองค์กรพิทักษ์สัตว์ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสังคมช่วยกันจับตาและใช้กฎหมายจริง สัตว์ทุกตัวก็มีโอกาสได้รับความคุ้มครองมากขึ้นตามที่ควรเป็น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
-
ข่าวระดับชาติ - National7 days ago
กลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
-
สุขภาพและการแพทย์6 days ago
หน่วยงานสาธารณสุขเตือนเกี่ยวกับระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
YouTube ประสบปัญหาขัดข้องครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลก
-
บันเทิง - Entertainment6 days ago
เพลงของ Lil Poppa ได้รับความนิยมอย่างมากบน Spotify หลังจากมีการประกาศข่าวการเสียชีวิต

