ข่าวอาชญากรรม - Crime
นักเรียนถูกหลอกให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ดปลอม โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังกลายเป็นอาชญากร
เชียงราย – 24 ก.พ. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำกำลังกว่า 40 นาย บุกตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายซิมการ์ดข้ามชาติ เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเข้าตรวจทั้งหมด 8 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
ผลการตรวจค้น ชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่ พร้อมของกลางซิมโทรศัพท์จำนวนมากบรรจุในกล่องพัสดุ, น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่, และนายปรัชญา อายุ 36 ปี จับได้ในเชียงราย ซึ่งทำงานเป็นพนักงานขายของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนอีกทีมเข้าตรวจค้นบ้านที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 5 จุด ในอำเภอแม่สายและอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อหาหลักฐานและขยายผลผู้ร่วมขบวนการ
ต้นเรื่องเริ่มจาก “คดีแจ้งความออนไลน์” แต่เจอความผิดปกติของซิม
คดีนี้เริ่มจากวันที่ 4 ธ.ค. 2568 เมื่อศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ตรวจพบการร้องทุกข์ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 8 เคสไอดี ต่อมาพบหมายเลขโทรศัพท์คนร้าย 7 หมายเลขมีพฤติกรรมการลงทะเบียนซิมที่ผิดจากคดีอื่นอย่างชัดเจน
เมื่อตรวจสอบเชิงลึก ตำรวจพบว่าเบอร์ต้องสงสัยเหล่านี้ลงทะเบียนในชื่อเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และยังเกี่ยวพันกับรูปแบบหลอกลวงปลอมเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA THAILAND) หลอกให้โอนเงินค่าเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า
จากข้อมูลนี้ ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งให้ตำรวจและชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ที่รับผิดชอบพื้นที่เชียงใหม่ ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงทันที
พบพฤติการณ์เข้าหาโรงเรียน อ้างแจกซิมเพื่อการศึกษา แต่สแกนหน้าเปิดหลายซิม
ตำรวจลงพื้นที่แล้วพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยเกิดขึ้น 2 ครั้งในโรงเรียนพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ครั้งแรก วันที่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านสุขฤทัย (ระดับมัธยมศึกษา) และอีกครั้งวันที่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านห้วยศาลา (ระดับประถมศึกษา)
ทั้งสองเหตุมีลักษณะคล้ายกัน คือมีกลุ่มคนประมาณ 4 คน อ้างตัวว่ามาจากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ สาขาจังหวัดเชียงราย โดยติดต่อโรงเรียนว่าอยากแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียน
เมื่อเด็กสนใจสมัครใช้งาน กลุ่มดังกล่าวขอบัตรประชาชนของนักเรียน นำไปสแกนพร้อมผูกเบอร์ และให้เด็กสแกนใบหน้าหลายครั้งเพื่อ “เปิดใช้งานซิม”
ตำรวจเชื่อว่ากลุ่มที่อ้างเป็นพนักงานบริษัทเครือข่าย 4 คน นำข้อมูลซิมไปขายต่อให้เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ เพราะมีพฤติการณ์สแกนใบหน้าเด็กอายุราว 8-10 กว่าปี เพื่อเปิดซิมหลายหมายเลขต่อคน แต่ให้เด็กกลับบ้านไปเพียงคนละ 1 ซิมเท่านั้น
ต่อมาตำรวจแจ้งผู้อำนวยการทั้งสองโรงเรียนให้รับทราบ และให้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 เพื่อยืนยันว่าเด็กนักเรียนถูกหลอกและได้รับความเสียหาย
หลังรวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย และติดตามจับกุมได้ในที่สุด
ผอ.โรงเรียนเล่าเหตุการณ์ เห็นว่าเป็นกิจกรรมให้ความรู้ จึงอนุญาตให้เข้ามา
นายนิรันดร์ อวรรณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยศาลา เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มคนติดต่อโรงเรียนพร้อมเอกสาร ระบุว่าจะมาจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องแก๊งสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อใช้ในการเรียน
โรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กและครอบครัว จึงอนุญาตให้จัดกิจกรรมได้ พอถึงวันนัดหมาย มีกลุ่มคน 4 คน ชาย 2 หญิง 2 สวมเสื้อสีส้มของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์เข้ามาเป็นวิทยากร โดยโรงเรียนคัดนักเรียนที่มีบัตรประชาชนราว 40 คนเข้าร่วม
หลังให้ความรู้ กลุ่มดังกล่าวเริ่มแจกซิม และขอให้เด็กสแกนบัตรประชาชนกับสแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งาน จุดที่ดูผิดปกติคือเด็กบางคนต้องสแกนหน้าซ้ำหลายครั้ง โดยอีกฝ่ายอ้างว่าสแกนไม่ติด โรงเรียนจึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นการสแกนเพื่อเปิดซิมหลายใบในชื่อเด็กคนเดียว
สุดท้ายเด็กแต่ละคนได้ซิมกลับบ้านคนละ 1 ซิม บางคนใช้งานไม่ได้ จนต่อมาตำรวจกองปราบฯ เข้ามาประสานที่โรงเรียน จึงรู้ว่าซิมที่ลงทะเบียนชื่อเด็กบางรายถูกนำไปใช้ก่อเหตุผิดกฎหมาย
ผู้อำนวยการระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ปกครองและครูกังวลมาก เพราะเด็กที่ไม่รู้เรื่องอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับคดี ทั้งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เขายังฝากเตือนโรงเรียนอื่นๆ ให้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนรับกิจกรรมจากบุคคลภายนอก และได้แจ้งหน่วยงานการศึกษาแล้ว เพราะเชื่อว่าโรงเรียนในพื้นที่อื่นอาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
เด็กสองโรงเรียนอาจโดนหลอกเกิน 200 คน ตำรวจเร่งประสานค่ายมือถือระงับเบอร์
แนวทางสืบสวนล่าสุดพบว่า เด็กนักเรียนที่อาจตกเป็นเหยื่อจาก 2 โรงเรียนรวมกันมากกว่า 200 คน และอาจมีโรงเรียนอื่นในภาคเหนือได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ตำรวจเชื่อว่าซิมที่เปิดในชื่อเด็กถูกขายต่อไปยังเครือข่ายสแกมเมอร์ฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งติดชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขณะนี้ตำรวจกำลังประสานบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อระงับหมายเลขที่เปิดจากข้อมูลเด็กโดยเร่งด่วน
ข้อหาที่แจ้งเบื้องต้น และท่าทีผู้ต้องหา
ตำรวจแจ้งข้อหาเบื้องต้น ได้แก่
- ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลงทะเบียนผู้ใช้ในนามของบุคคลอื่น โทษจำคุก 2-5 ปี ปรับ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันใช้ข้อมูลของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลบุคคล เพื่อนำไปให้ผู้อื่นใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำผิด ตำรวจนำตัวส่ง สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบสวน ฝากขัง และเดินหน้าขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป