ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจทางหลวงจับคู่รักลอบขนไอซ์กว่า 100 กก
เชียงราย – วันพุธที่ผ่านมา พล.ต.ท.พรศักดิ์ เหล่าอุจิราลัย ผู้บัญชาการตำรวจทางหลวง แถลงผลคดีลักลอบขนยาเสพติดรายใหญ่ หลังเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คือชายอายุ 43 ปี และหญิงอายุ 32 ปี พร้อมของกลางยาเสพติด
พล.ต.ท.พรศักดิ์ระบุว่า จุดเริ่มคดีมาจากการจับกุมก่อนหน้านี้ที่ด่านตรวจในจังหวัดชุมพร ซึ่งพบไอซ์มากกว่า 100 กิโลกรัม จากนั้นพนักงานสอบสวนขยายผลจนทราบว่า ยังมีรถอีกคันที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเดียวกัน เตรียมลำเลียงของล็อตใหญ่ผ่านพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง
ทีมจับกุมจึงเฝ้าติดตามตามจุดเสี่ยงหลายแห่ง ต่อมาพบรถเป้าหมายในจังหวัดนครศรีธรรมราช มุ่งหน้าไปทางพัทลุง ก่อนเข้าควบคุมและสกัดรถได้สำเร็จ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนไว้สอบสวน
จากการตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบยาบ้าประมาณ 1 ล้านเม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้พนักพิงเบาะหลัง ก่อนนำตัวผู้ต้องสงสัยทั้งคู่ไปสอบปากคำเพิ่มเติม
คนขับชายให้การรับสารภาพว่า ถูกว่าจ้างให้ขนยาเสพติดจาก จังหวัดเชียงราย ลงไปยังพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยอ้างว่าจะได้ค่าจ้าง 35,000 บาท และยอมรับว่าเคยรับงานลักษณะนี้มาแล้ว 1 ครั้ง ส่วนผู้โดยสารหญิงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ระบุว่าแค่มาเที่ยวภาคใต้ และไม่รู้ว่ามียาเสพติดอยู่ในรถ
ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยคดีลักสายไฟสนามบินเชียงราย
อีกคดีเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2026 ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลว่า ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย และ พล.ต.ท.พรศักดิ์ เหล่าอุจิราลัย ตำรวจทางหลวงร่วมกับชุดสืบสวนจากกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ตม.เชียงราย และชุดสืบสวน สภ.บ้านดู่ เข้าจับกุมชายอายุ 32 ปี (สงวนนามสกุล) ชาวตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงราย
เจ้าหน้าที่จับกุมได้ที่บ้านเช่าในตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย โดยหมายจับสืบเนื่องจากเหตุช่วงกลางเดือนธันวาคม 2025 เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย แจ้งว่า พบชาย 2 คนใช้รถกระบะก่อเหตุลักตัดสายไฟบริเวณด้านทิศใต้ของสนามบิน
รายงานระบุว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าไปแสดงตัว ผู้ก่อเหตุทิ้งคีมตัดและสายไฟยาวราว 65 เมตร มูลค่าประมาณ 39,000 บาท ไว้ริมทาง ก่อนขับรถหลบหนี โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดใช้เป็นหลักฐานในการขออนุมัติหมายจับ
ภายหลังสืบทราบว่าผู้ต้องสงสัยหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเช่าที่บ้านดู่ จึงวางแผนเข้าจับกุม และตรวจยึดอาวุธปืนยาวขนาด .22 ที่ดัดแปลงติดกล้องเล็ง ผู้ต้องสงสัยรับว่าเป็นของตน และบอกว่าเตรียมออกจากเชียงรายในเช้าวันนั้น แต่ถูกจับกุมก่อน
ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยอีกรายที่เรียกแทนว่า “นายเอ” ไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อน หลังสังเกตความผิดปกติในช่วงกลางคืน
คดีนี้ผู้ต้องสงสัยถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเขตสนามบิน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือขนทรัพย์ และข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนส่งตัวพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจบ้านดู ดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมที่เกิดจากเหตุการณ์ยิงกันที่สถานีขนส่งเชียงราย 2 แล้ว
ข่าวอาชญากรรม - Crime
สำนักงานสอบสวนอาชญากรรม (CIB) ได้จับกุมเจ้าหน้าที่ 6 คน ในข้อหาออกบัตรประจำตัวประชาชนไทยให้แก่พลเมืองชาวจีน
เชียงใหม่ – รองอธิบดีกรมการปกครองพร้อม “บิ๊กเต่า” แถลงผลปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” หลังเข้าจับกุมปลัดอำเภอเชียงดาว และผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายทุจริตสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติไทยให้ชาวต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย ซึ่งบางรายเป็นชาวจีนที่มีหมายจับและเชื่อมโยงอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ย้ำว่าคดีนี้กระทบความมั่นคงประเทศ และจะเร่งขยายผลเอาผิดให้ครบทุกคนที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมทำงาน ได้แก่ ตำรวจสอบสวนกลาง, ป.ป.ช., ป.ป.ท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
ช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ใช้หมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายรวม 6 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และบุคคลเกี่ยวข้อง เบื้องต้นจับกุมได้ 5 ราย
นอกจากนี้ยังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ตามที่พักของผู้ถูกออกหมายจับ โดยในห้องพักของปลัดอำเภอเชียงดาว พบเอกสารเกี่ยวกับการขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยซ่อนอยู่ใต้เตียง และพบเงินสด 80,000 บาท จึงยึดไว้ตรวจสอบ
จุดเริ่มต้นคดี มาจากการขยายผลในเวียงแหง
นายวิฑูรย์เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ต่อยอดจากคดีสวมสิทธิบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ผู้ต้องหาคนสำคัญรายหนึ่งถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน ถูกสงสัยว่าทำบัตรประจำตัวครั้งแรกด้วยวิธีทุจริต และมีการย้ายทะเบียนบ้านจากอำเภอเวียงแหง ไปอยู่ในทะเบียนบ้านอำเภอเชียงดาว
เมื่อทีมตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร พบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นชาวจีนที่มีหมายจับ และมีความเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์หรืออาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ
จากการสอบสวน ยังพบสัญญาณผิดปกติหลายจุด เช่น ผู้ยื่นขอทำบัตรครั้งแรกมีอายุค่อนข้างมาก เขียนคำร้องไม่ได้ ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ และสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ทั้งที่อ้างว่าอยู่ไทยมากกว่า 20 ปี ทำให้เชื่อว่าการทุจริตน่าจะทำเป็นขบวนการ และมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
เอกสารประกอบคำขอมีพิรุธ เร่งตรวจเส้นทางเงิน
เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบว่า สำเนาสูติบัตรที่ใช้ประกอบการขอมีบัตรเป็นของบุคคลที่ไม่เคยทำบัตรประชาชน และไม่ปรากฏตัวมานาน แต่ครอบครัวกลับไม่มีการแจ้งความหรือดำเนินการใดๆ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลและคัดสำเนาเอกสารไปใช้งานได้ มักต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียน
ยังพบการใช้เอกสารและพยานรับรองที่อ้างว่าเป็นคนในครอบครัว แต่เมื่อตรวจสอบรูปพรรณแล้วไม่คล้ายกัน ผู้ต้องหาบางส่วนยังปฏิเสธข้อกล่าวหา ส่วนเงินสดที่พบระหว่างค้นห้องพัก มีการอ้างว่าเป็นเงินจากการขายพระเครื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
กรมการปกครองยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เนื่องจากมีข้อมูลว่าน่าจะมีการกระทำในลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก ส่วนปลัดอำเภอเชียงดาว 2 รายที่ถูกจับกุม จังหวัดเชียงใหม่เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวน และสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ตำรวจเชื่อยังมีผู้เกี่ยวข้องระดับสูงกว่านี้
พล.ต.ต. จรูญเกียรติระบุว่า จากพยานหลักฐานที่ได้รับและตรวจสอบเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น ระหว่างสอบปากคำ พบว่าบางคนให้ความร่วมมือ แต่บางคนยังปฏิเสธ อย่างไรก็ดีตำรวจเชื่อว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก และมีโอกาสพบผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงกว่านี้
เขายกตัวอย่างคดีในอำเภอเวียงแหง ที่ช่วงแรกยังไม่พบความเชื่อมโยงไปถึงระดับผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อสืบต่อจึงพบหลักฐานจนต้องดำเนินการตามขั้นตอน และกรณีเชียงดาวก็จะใช้แนวทางเดียวกัน หากพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็จะดำเนินคดีทันที
ตำรวจย้ำว่าการสวมสิทธิให้คนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เป็นปัญหาหนัก เพราะเปิดทางให้ไปก่อคดีอื่นต่อ และสร้างความเสียหายต่อประชาชนและประเทศ
รายชื่อผู้ถูกออกหมายจับ 6 ราย จับได้แล้ว 5 ราย
ผู้ถูกศาลอนุมัติหมายจับรวม 6 ราย ได้แก่
- ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ปลัดอำเภองานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ลูกจ้างงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ลูกจ้างงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ผู้อำนวยการกองคลัง เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง
- ผู้ช่วยนายทะเบียน เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จับกุมได้แล้ว 5 ราย และอยู่ระหว่างติดตามผู้ที่เหลือตามกระบวนการต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ประสบอุบัติเหตุขณะขับด้วยความเร็วสูง ทำให้ชาวจีนเสียชีวิต 2 ราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังใช้สุนัขและโดรนในการติดตามตัวชายชาวเมียนมาร์วัย 20 ปีที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แม่โสต – เจ้าหน้าที่ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ระดมกำลังพร้อมสุนัขตำรวจและโดรน เพื่อติดตามจับกุมชายสัญชาติเมียนมา หลังใช้อาวุธปืน 9 มม.ยิงตำรวจระหว่างปฏิบัติภารกิจล่อซื้ออาวุธปืนเถื่อน ก่อนวิ่งหนีเข้าไร่อ้อยริมถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง
ช่วงเวลา 13.30 น. วันนี้ (21 ม.ค.) พ.ต.อ.รัง ดาวดึงษ์ ผกก.สภ.แม่สอด นำกำลังตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร ฉก.ราชมนู กองกำลังนเรศวร ตชด.346 และอาสาสมัครในพื้นที่ชายแดน รวมกว่า 100 นาย เข้าปิดล้อมตรวจค้นไร่อ้อยใกล้หมู่บ้านผาลาด หมู่ 2 ต.แม่กุ อ.แม่สอด หลังผู้ต้องสงสัยชื่อ นายหน่าย เรอ่อง อายุ 20 ปี หลบหนีเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว
คดีนี้เกิดขึ้นหลังผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.ยิง ด.ต.เสกสันต์ กันกา อายุ 51 ปี ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.แม่สอด เข้าบริเวณหน้าท้อง ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการล่อซื้ออาวุธปืนเถื่อนริมถนนในพื้นที่ผาลาด
ตลอดวันเจ้าหน้าที่กระจายกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มพบร่องรอยสำคัญ โดยพบเสื้อผ้าถูกทิ้งไว้กลางไร่อ้อย ใกล้กันพบปืนพกสั้นยี่ห้อซิกซาวเออร์ รุ่น P320 ขนาด 9 มม. คาดว่าเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ ถูกวางทิ้งไว้เช่นกัน เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นของกลาง และเตรียมนำไปตรวจสอบทะเบียนปืน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องสงสัยยังซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ทิ้งสิ่งของ จึงเสริมกำลังปิดล้อม พร้อมวางชุดสกัดตามท่าข้ามแม่น้ำเมย เพื่อกันการหลบหนีข้ามแดน
ด้านอาการของ ด.ต.เสกสันต์ ล่าสุดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอด โดย พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจ พบว่าผ่านการผ่าตัดแล้ว อาการพ้นขีดอันตราย แต่ยังต้องเฝ้าดูใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีภรรยา น.ส.จารุณี มีเงิน อยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด
นายแพทย์สุทัศน์ อภัยกุญชร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลแม่สอด ระบุว่า กระสุนเข้าท้องและทะลุหลัง ทำให้มีเลือดออกภายในและลำไส้บาดเจ็บหลายจุด ทีมแพทย์จึงผ่าตัดเร่งด่วน ขณะนี้ผู้ป่วยรู้สึกตัวดีและถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว ย้ายไปพักฟื้นที่หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมและศัลยกรรมระบบประสาท เพื่อรอดูอาการ
วันเดียวกัน ผบช.ภ.6 เรียกประชุมชุดสืบสวนและทีมปฏิบัติการพิเศษที่ สภ.แม่สอด เพื่อปรับแผนไล่ติดตามจับกุม โดยช่วงค่ำยังคงเดินหน้าปูพรมปิดล้อมตรวจค้นอย่างเข้มงวดต่อไป
ข่าวตำรวจที่เกี่ยวข้อง:
น่าสยดสยอง! ตำรวจพบชายวัย 40 ปีเสียชีวิต โดยมีเลือดกระเด็นไปทั่วบ้าน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
น่าสยดสยอง! ตำรวจพบชายวัย 40 ปีเสียชีวิต โดยมีเลือดกระเด็นไปทั่วบ้าน
กำแพงเพชร – เกิดเหตุสะเทือนใจที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อชายวัย 40 ปีถูกพบเสียชีวิตภายในบ้านพัก สภาพนอนจมกองเลือด และมีคราบเลือดกระจายเป็นวงกว้างหลายจุด เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง อุบัติเหตุ หรือมีคนอื่นเกี่ยวข้อง
วันที่ 21 ม.ค. 2569 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในบ้านพื้นที่หมู่ 5 บ้านแม่นารี ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร จึงประสานผู้บังคับบัญชาและเข้าตรวจสอบพร้อมตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลกำแพงเพชร และอาสากู้ภัย
บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านสองชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน จุดพบศพอยู่บริเวณชั้นล่างใกล้ห้องครัวและห้องนอน พบผู้ตาย (ชายนิพล อายุ 40 ปี) นอนตะแคงซ้าย มีบาดแผลฉกรรจ์ที่หลังมือซ้ายจนเส้นเลือดขาด และมีบาดแผลลักษณะคล้ายกันที่ข้อมือขวา ส่วนจุดอื่นยังไม่พบบาดแผลเด่นชัดเพิ่มเติมในเบื้องต้น
ที่น่าตกใจคือพบคราบเลือดกระจายตั้งแต่ในห้องนอน ห้องครัว ต่อเนื่องไปถึงโรงเก็บของและบริเวณหลังบ้าน นอกจากนี้ยังพบท่อนไม้ตกอยู่ในพื้นที่ และใกล้จุดเกิดเหตุมีแคร่ไม้ที่วางขวดสุรา เครื่องดื่มชูกำลัง และแก้วน้ำ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้ตรวจสอบเป็นหลักฐาน
ญาติผู้ตายซึ่งเป็นคนพบศพเป็นรายแรกเล่าว่า ผู้ตายมีพฤติกรรมดื่มสุราหนัก เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และมีปัญหาติดการพนันออนไลน์ เมื่อเมามักอาละวาด ทุบทำลายข้าวของ และเคยทำร้ายคนในบ้าน ทำให้แม่และญาติบางส่วนต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นเพราะรับพฤติกรรมไม่ไหว โดยก่อนเกิดเหตุไม่นานยังมีเหตุทะเลาะรุนแรงในครอบครัวจนแม่ได้รับบาดเจ็บ
ญาติอีกรายให้ข้อมูลว่า ช่วงบ่ายวันก่อนเกิดเหตุยังเห็นผู้ตายออกไปซื้อเหล้าขาว และช่วงเย็นได้ยินเสียงโวยวายคล้ายข่มขู่ว่าจะทำร้ายแม่ พร้อมเสียงทุบทำลายข้าวของดังมาจากในบ้าน แต่คนในละแวกนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม กระทั่งเช้าวันถัดมาจึงพบว่าเสียชีวิตแล้ว
ตำรวจระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งความเป็นไปได้เรื่องอุบัติเหตุ การทำร้ายตัวเองขณะมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือการถูกทำร้ายจากบุคคลอื่น พนักงานสอบสวนจะเร่งสอบปากคำพยานแวดล้อมอย่างละเอียด และรอผลตรวจจากพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงผลชันสูตร เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง หากพบว่าเป็นคดีอาญาจะติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ตำรวจทางหลวงจับคู่รักลอบขนไอซ์กว่า 100 กก
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจทางหลวงจังหวัดเชียงรายจับกุมแก๊งค้าแรงงานต่างด้าวได้สำเร็จ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าตรวจค้นโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ และจับกุมชาวจีนหลายคน
-
บันเทิง - Entertainment6 days ago
เจนนี่ BLACKPINK ปล่อยโฟโต้บุ๊คสุดเซ็กซี่ ที่ถ่ายไว้ตอนเธออายุ 25 ปี
-
ฟุตบอล6 days ago
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค











