ข่าวอาชญากรรม - Crime
หัวหน้าองค์กรการกุศล Do Good ถูกพักงานชั่วคราวระหว่างรอการสอบสวน
กรุงเทพฯ – มูลนิธิ Do Good ของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อคณะกรรมการบริหารของมูลนิธิชื่อดังแห่งนี้ได้สั่งพักงานประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่างกะทันหัน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือและความสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการของมูลนิธิและการขาดความโปร่งใสที่เกิดขึ้นมานานหลายเดือน
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับองค์กรเปิดเผยว่า การพักงานครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้คณะกรรมการอิสระสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจในปัจจุบัน การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการรักษามาตรฐานจริยธรรมและความโปร่งใส
ประเด็นสำคัญ
- ผู้บริหารระดับสูงของมูลนิธิถูกสั่งพักงานชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบริหารงานอย่างละเอียด
- คณะกรรมการอิสระจะเข้ามาตรวจสอบเอกสารและกระบวนการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างความโปร่งใสและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากสาธารณชน
- การดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือสังคมของมูลนิธิจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ โดยมีผู้รักษาการแทนคอยดูแลและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
การสอบสวนในครั้งนี้ครอบคลุมถึงประเด็นการจัดการงบประมาณและกระบวนการอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานตรวจสอบภายใน เอกสารหลายฉบับกำลังถูกนำมาพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
นักวิเคราะห์มองว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริจาคและพันธมิตรที่สนับสนุนมูลนิธิมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การตอบสนองที่รวดเร็วของคณะกรรมการบริหารอาจช่วยบรรเทาความเสียหายและแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมได้ในระดับหนึ่ง
ความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป การบริหารจัดการเงินบริจาคอย่างมีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถดำรงอยู่และช่วยเหลือผู้คนได้ต่อไป
ในช่วงที่ผ่านมา มีการเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของมูลนิธิต่างๆ ให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตและรับประกันว่าเงินทุกบาทจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนเรื่อง “Do Good” อย่างเร่งด่วน
เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส ทางมูลนิธิได้ทาบทามผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ซึ่งประกอบด้วยนักบัญชีและนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการตรวจสอบ การทำงานของทีมนี้จะมีความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ในการเข้าถึงข้อมูลทุกส่วน
ระยะเวลาในการสอบสวนคาดว่าจะใช้เวลาประมาณสามถึงสี่สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการแถลงผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน ในระหว่างนี้ ผู้บริหารที่ถูกพักงานจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมหรือยุ่งเกี่ยวกับเอกสารใดๆ ขององค์กรโดยเด็ดขาด
พนักงานภายในมูลนิธิต่างรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ได้รับการยืนยันจากฝ่ายบริหารว่าหน้าที่และสวัสดิการของทุกคนจะไม่ได้รับผลกระทบ การสื่อสารภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้
ผู้นำภาคประชาสังคมหลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า กรณีนี้ควรเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ ในประเทศไทย การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในองค์กรเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้เลย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
หลายสำนักข่าว รวมถึง สื่อมวลชนท้องถิ่น ได้เริ่มเจาะลึกถึงเบื้องหลังของการบริหารงานในมูลนิธิแห่งนี้ โดยมีการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสอบสวน การนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนต่างจับตามองผลลัพธ์ที่จะออกมาอย่างใกล้ชิด
นักวิชาการด้านจริยธรรมองค์กรชี้ให้เห็นว่า ความผิดพลาดในการบริหารมักเกิดจากการขาดระบบควบคุมภายในที่ดี การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนให้พนักงานกล้ารายงานสิ่งผิดปกติ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันความเสียหายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและทิศทางในอนาคตขององค์กรการกุศล
หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดหลังจากนี้ คือการฟื้นฟูภาพลักษณ์และการสื่อสารกับสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา มูลนิธิจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของพวกเขามีความเด็ดขาดและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยได้อีกในอนาคต
ขณะเดียวกัน โครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่กำลังดำเนินการอยู่จะได้รับการสานต่อโดยทีมงานรักษาการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารในครั้งนี้
สำหรับผู้บริจาครายใหญ่และองค์กรพันธมิตร ทางมูลนิธิได้ส่งจดหมายชี้แจงสถานการณ์เบื้องต้นไปเรียบร้อยแล้ว การรักษาความสัมพันธ์อันดีและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง
ในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ความโปร่งใสไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง หากการสอบสวนพบว่าไม่มีความผิด ผู้บริหารก็จะสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างาม แต่หากพบข้อบกพร่อง องค์กรก็ต้องพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมาย
การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการกุศลอาจเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในระดับชาติอีกครั้ง การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้เกิดการทำความดีกับการควบคุมเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ เป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันขบคิด
ท้ายที่สุดนี้ สังคมยังคงเฝ้ารอคำตอบที่ชัดเจนจากผลการสอบสวน การตรวจสอบองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ก็สะท้อนถึงการเติบโตและวุฒิภาวะของสังคมไทย ที่ต้องการเห็นการบริหารจัดการที่ดีในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
บทเรียนที่สำคัญสำหรับภาคประชาสังคม
เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐาน การกำกับดูแลกิจการ ของทั้งระบบ การตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบนับเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความห่วงใยต่อประโยชน์ส่วนรวม
การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคประชาสังคมในระยะยาว การแบ่งปันทรัพยากรและความรู้ด้านการบริหารจัดการจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญต่อไป
สรุปได้ว่า วิกฤตการณ์สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้เสมอ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับข้อผิดพลาดและพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข ความหวังที่จะเห็นสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถร่วมกันสร้างขึ้นได้ในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไทยเตรียมถกจีน: แก้มลพิษน้ำ ฝุ่นควัน และแก๊งสแกมข้ามชาติ
เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงที่ชายแดนเชียงใหม่! ยึดยาไอซ์ได้ 14 กิโลกรัม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายคนหนึ่งถูกจับกุมในคดีทำให้ทารกอายุ 4 เดือนจมน้ำเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า
อยุธยา – เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา บุกจับกุมตัวนายเฉลิมชัย หรือเหน่ง อายุ 36 ปี ชายคนสนิทของแม่เด็ก หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีการเสียชีวิตปริศนาของเด็กทารกวัย 4 เดือน โดยผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกายอย่างชัดเจน
จากการเค้นสอบสวนอย่างเข้มข้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นคนแอบพายเรือไปอุ้มเด็กออกจากบ้านพักกลางดึก แต่เกิดอุบัติเหตุทำเด็กร่วงหลุดมือจมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถอ่านรายงานข่าวต้นทางเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวไทยรัฐออนไลน์
ประเด็นสำคัญ• ผู้ต้องหาคือ ชายคนสนิทของแม่ รับสารภาพว่าแอบพายเรือมาอุ้มเด็กวัย 4 เดือนกลางดึก ก่อนทำร่วงหลุดมือตกน้ำเสียชีวิต • ผลการตรวจร่างกาย พบสารเสพติดในตัวนายเหน่ง โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเรือพลาสติกสีส้มและไม้พายของกลางไปตรวจพิสูจน์ • ตำรวจ สภ.บางปะอิน แจ้งข้อหาหนักดำเนินคดีตามกฎหมาย ท่ามกลางบรรยากาศการทำแผนสุดเดือดจากทางญาติและแม่เด็ก |
เปิดคำสารภาพสิ้นไส้: อ้างเอ็นดูเด็ก พลาดพลั้งทำหลุดมือ
นายเหน่งเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนคบหาดูใจอยู่กับแม่ของเด็ก แต่ยายของเด็กตั้งแง่กีดกันความรัก ทำให้ตนต้องแอบพายเรือลัดเลาะตามคลองบ้านเลนมาหาอยู่เป็นประจำในยามค่ำคืน
ผู้ต้องหาอ้างว่า ตนรักและเอ็นดูเด็กทารกคนนี้มาก และเคยเอ่ยปากขอเด็กมาเลี้ยงดูแต่ทางแม่ไม่ยินยอม ในคืนเกิดเหตุตนจึงลอบเข้าไปอุ้มเด็กออกจากมุ้งขณะที่คนในบ้านหลับสนิท สามารถตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ได้ที่ ข้อมูลอำเภอบางปะอิน
ทว่าระหว่างที่กำลังอุ้มเด็กพาดบ่าเพื่อก้าวลงเรือพลาสติกสีส้ม เด็กกลับลื่นพลัดตกลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ตนจึงตัดสินใจพายเรือหนีกลับบ้านโดยไม่บอกใคร
บรรยากาศทำแผนประกอบคำรับสารภาพสุดตึงเครียด
ต่อมา พ.ต.อ.พิภพ นาพุทรา ผกก.สภ.บางปะอิน ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่คุมตัวนายเหน่งลงเรือเพื่อไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดเกิดเหตุ ติดตามแนวทางปฏิบัติงานได้ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านพักที่เกิดเหตุ มารดาของเด็กทารกที่อยู่ในอาการโศกเศร้าได้ปรี่ตรงเข้าหานายเหน่งพร้อมตะโกนด่าทอด้วยความแค้น จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบกันตัวเพื่อความปลอดภัย
นายเหน่งได้ยกมือไหว้ขอโทษครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายเด็กแม้แต่น้อย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวขึ้นรถตู้เพื่อนำไปฝากขังดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ปาฏิหาริย์! มช. ทำคลอด แฝด 4 แท้ธรรมชาติ รอดปลอดภัยทุกคน
ศุลกากรเชียงรายยึดเงินสด 3.5 ล้านบาท ที่ด่านแม่สาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หน่วยเฉพาะกิจชายแดนจังหวัดเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 20 ล้านเม็ด
เชียงราย — กองกำลังผาเมืองเปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนืออย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าตรวจสอบของกลางยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 4 ล้านเม็ด หลังเปิดฉากยิงปะทะกับกลุ่มคาราวานลักลอบลำเลียงยาเสพติดในเขตป่าเขาบ้านผาแตก ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
การปะทะเกิดขึ้นกลางดึกเมื่อทหารร้อย ม.3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ตรวจพบกลุ่มติดอาวุธลอบขนกระสอบฟางข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอตรวจค้น กลุ่มคนร้ายกลับเปิดฉากยิงอาวุธปืนเข้าใส่เพื่อเปิดทางหนี ทำให้ทหารต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ก่อนที่ขบวนการจะทิ้งกระสอบฟางบรรจุยาบ้า 16 ใบไว้ในแนวป่าแล้วล่าถอยหนีไป
สรุปประเด็นสำคัญ• ยึดยาบ้ามหาศาล: กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นยาบ้าสะสมกว่า 18.4 ล้านเม็ด และไอซ์ 120 กก. ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนของปีงบประมาณใหม่ • ปะทะเดือดชายแดน: เกิดเหตุปะทะกับขบวนการลำเลียงยาเสพติด 4 ครั้ง ส่งผลให้คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตรวม 3 ราย • จุดเพ่งเล็งแม่สาย: เจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าล็อตใหญ่ล่าสุด 4 ล้านเม็ด บริเวณบ้านผาแตก อำเภอแม่สาย หลังคาราวานคนร้ายยิงเปิดทางหนี |
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ตุลาคม พลตรีสาธิตย์ ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอกสุทธิ์เขตต์ ศรีนิลทิน รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วยพันเอกบัณฑิต ชาวกัณหา รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.แม่สาย เข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด
จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบกระสอบฟางสีรุ้งดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลังจำนวน 16 ใบ ซุกซ่อนยาบ้ารวมกว่า 4,000,000 เม็ด ซึ่งกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดวางแผนลักลอบลำเลียงเข้ามาพักในหมู่บ้านแนวตะเข็บชายแดน เพื่อเตรียมกระจายส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศตามคำสั่งของเครือข่ายรายใหญ่
คำสั่งเข้มงวดสกัดกั้นยาเสพติดตลอด 24 ชั่วโมง
พันเอกสุทธิเขต เปิดเผยว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ รายงานสถิติผลการปฏิบัติงานของ กองกำลังผาเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่าสามารถสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดได้มากถึง 26 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 ราย เกิดการปะทะติดอาวุธ 4 ครั้ง และมีคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต 3 ศพ
สรุปยอดจับกุมสะสม: ยาบ้าทะลุ 18 ล้านเม็ด เชียงรายครองสถิติสูงสุด
ยอดตรวจยึดของกลางรวมประกอบด้วย ยาบ้า 18,470,529 เม็ด, ยาไอซ์ 120 กิโลกรัม, ฝิ่นดิบ 102.4 กิโลกรัม และคีตามีนอีก 139 กิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว มีการสกัดกั้นได้ถึง 9 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย ปะทะ 2 ครั้ง และยึดยาบ้าได้มากถึง 13,385,605 เม็ด
กองทัพภาคที่ 3 และฝ่ายปกครองยืนยันจะเดินหน้ากดดันขบวนการค้ายาเสพตามแนวป่าเขาชายแดนไทย-เมียนมาอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติไม่ให้ทะลักเข้ามาทำลายความมั่นคงและเศรษฐกิจของสังคมไทยในทุกมิติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเปิด Life Artist Exhibition โชว์งานผ้าดันเที่ยว
เกิดการปะทะอย่างรุนแรงที่ชายแดนเชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 4 ล้านเม็ด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ช็อกวัดอ่างทอง พระบวช 24 พรรษา ผูกคอมรณภาพปริศนา
กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้นที่วัดอ่างทองในช่วงปลายเทศกาลเข้าพรรษา ตำรวจได้รับแจ้งเหตุพระภิกษุรูปหนึ่งเสียชีวิตกะทันหันภายในที่พักของท่าน เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและเศร้าโศกแก่ฆราวาสและพระภิกษุรูปอื่นๆ ในวัด ตำรวจและทีมแพทย์นิติเวชได้เดินทางมาตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตในทันที
เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม ทางด้าน พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ สิงพา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุด่วน จึงได้ประสานแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลกำแพงเพชรและอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างกำแพงเพชรธรรมสถานรุดไปยังวัดอ่างทอง หมู่ 1 บ้านปากอ่าง ต.อ่างทอง จุดเกิดเหตุเป็นกุฏิไม้ติดกับศาลาการเปรียญ ซึ่งพบร่างของพระภิกษุใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกคอกับไม้แปกุฏิในสภาพกึ่งยืนกึ่งนั่งย่อเข่า
ประเด็นสำคัญ• พบศพพระสมบุญ ใบพะออม อายุ 57 ปี บวชมานาน 24 พรรษา มรณภาพในกุฏิไม้ โดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย • โยมพ่อวัย 76 ปีติดต่อลูกชายไม่ได้ จึงขึ้นไปเรียกพร้อมพระลูกวัดก่อนพังประตูพบร่างผูกคอติดกับไม้แป • สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความเครียดปัญหาสุขภาพระบบทางเดินหายใจ ประกอบกับความวิตกกังวลเรื่องลี้ลับหลังเผาตอไม้ |
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดภายในที่เกิดเหตุ พบว่าผู้เสียชีวิตคือ พระสมบุญ ใบพะออม หรือฉายา ปภสฺสโร อายุ 57 ปี โดยสภาพศพไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย และข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องยังคงวางเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือการรื้อค้นทรัพย์สินใดๆ ภายในกุฏิไม้หลังดังกล่าว
สอบถามพระลูกวัดผู้เห็นเหตุการณ์คนแรกเล่าว่า โยมพ่อของพระสมบุญได้เดินทางมาตามหาลูกชายที่วัดเนื่องจากโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ทั้งสองจึงช่วยกันขึ้นไปเรียกที่หน้าประตูกุฏิแต่กลับไม่มีเสียงขานรับหรือสัญญาณตอบกลับใดๆ ออกมา ทุกคนจึงตัดสินใจช่วยกันพังประตูเข้าไป ก่อนที่โยมพ่อจะสังเกตเห็นร่างของพระลูกชายผูกคออยู่บริเวณมุมห้องและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่
ทางด้าน นายอัครพล ใบพะออม อายุ 76 ปี ซึ่งเป็นโยมพ่อของพระสมบุญ ได้เปิดเผยข้อมูลด้วยน้ำตาและความอาลัยอย่างสุดซึ้ง โดยระบุว่าพระลูกชายได้อุทิศตนในร่มกาสาวพัสตร์บวชเรียนมาอย่างยาวนานถึง 24 พรรษา และมีอุปนิสัยร่าเริงเป็นมิตรกับทุกคน อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือมีปัญหากระทบกระทั่งกับใครในชุมชนวัดแห่งนี้แม้แต่ครั้งเดียว
ปมปริศนาความเครียดและลางบอกเหตุก่อนมรณภาพ
อย่างไรก็ตาม โยมพ่อได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อไม่นานมานี้ พระสมบุญได้ไปทำการเผาตอไม้ต้นหนึ่งภายในบริเวณวัด หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พระลูกชายเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนเงียบขรึม มีสีหน้าหมองคล้ำและมักบ่นว่ารู้สึกเหมือนมีคนคอยติดตามเอาชีวิตตลอดเวลา แม้ว่าจะมีหมอดูทักเตือนให้รีบทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ด แต่พระสมบุญก็ยังไม่ได้มีโอกาสประกอบพิธีดังกล่าวแต่อย่างใด
ในส่วนของวันก่อนเกิดเหตุ โยมพ่อยังคงเดินทางมาร่วมทำบุญวันออกพรรษาตามประเพณีและได้นัดหมายกับพระลูกชายไว้ล่วงหน้า โดยตกลงกันว่าจะมาช่วยกางร่มให้ในพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะช่วงเช้า แต่วันรุ่งขึ้นกลับไม่เห็นพระสมบุญลงมารับบิณฑบาต จนกระทั่งรอถึงช่วงเย็นด้วยความเป็นห่วงจึงตัดสินใจเดินทางมาตรวจสอบที่กุฏิและพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต
ขณะเดียวกันกลุ่มญาติโยมและพระลูกวัดต่างให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า เมื่อวันก่อนพระสมบุญยังคงขึ้นแสดงธรรมเทศนามหาชาติกัณฑ์ที่สองตามหน้าที่ ทว่าในขณะแสดงธรรมนั้นมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ช่วงเย็นจะยังคงลงมากวาดลานวัดตามกิจวัตรสงฆ์ แต่พอถึงเช้าวันถัดไปก็ไม่ปรากฏตัวในพิธีตักบาตรเทโว และพบว่าจานภัตตาหารที่นำมาถวายไว้หน้ากุฏิยังคงวางอยู่โดยไม่ได้เปิดฉัน
สรุปแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์นิติเวชสันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากภาวะความเครียดสะสมจากปัญหาสุขภาพทางกาย โดยเฉพาะอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคปอด ซึ่งพระสมบุญเคยบ่นกับคนใกล้ชิดว่ามีอาการเหนื่อยหอบอยู่เป็นประจำ บวกกับความวิตกกังวลทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนจะมาปองร้ายหลังจากเผาตอไม้ จึงอาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตลง
ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้ทำการบันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุไว้อย่างครบถ้วน พร้อมส่งมอบร่างของพระสมบุญให้ทีมแพทย์นำไปชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการอีกครั้งเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด ก่อนจะอนุญาตให้ทางครอบครัวรับร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีของครอบครัวต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
พระภิกษุรูปหนึ่งถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจับกุมหลังก่อเหตุทารุณกรรมลูกสุนัขอย่างน่าตกใจ
-
ข่าว - News5 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News5 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 วันที่แล้ว
เหมืองแร่ใหม่จากเมียนมาร์ก่อให้เกิดมลพิษในแหล่งน้ำของเชียงราย

