ข่าวการเมือง Politics
ไทยเตรียมถกจีน: แก้มลพิษน้ำ ฝุ่นควัน และแก๊งสแกมข้ามชาติ
กรุงเทพฯ – ทางการไทยเตรียมเดินหน้าหารือระดับทวิภาคีกับรัฐบาลจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภูมิภาค ทั้งในเรื่องวิกฤตมลพิษทางน้ำ ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน และเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติ การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะนำประเด็นสำคัญทั้งหมดนี้เข้าหารือโดยตรงกับทางการจีนในการประชุมที่กรุงปักกิ่ง
การประชุมระดับรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ เพื่อจัดการกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไร้พรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาฝุ่นพิษและการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ ล้วนเป็นวาระระดับชาติที่ไทยต้องการให้ทางการจีนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นสำคัญ
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเตรียมเยือนปักกิ่งเพื่อหารือความร่วมมือกับจีนโดยตรง
- วาระสำคัญครอบคลุมการแก้วิกฤตมลพิษทางน้ำ ฝุ่นควันข้ามแดน และปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์
- ไทยเรียกร้องให้จีนร่วมมือบูรณาการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม แทนการออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในวงกว้าง
วิกฤตมลพิษทางน้ำในแม่น้ำโขง
มลพิษทางน้ำในปัจจุบันกลายเป็นความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่งน้ำอย่างมาก แม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาคกำลังเผชิญกับภาวะมลพิษและการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำอย่างผิดธรรมชาติ ทางการไทยจึงเตรียมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเจรจาเพื่อสร้างกลไกการบริหารจัดการร่วมกันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในแหล่งน้ำธรรมชาติยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันดูแล รายงานหลายฉบับระบุว่าพบการปนเปื้อนจากการทำอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชุมชน รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างเข้มงวด
ยุทธศาสตร์ฟ้าใสแก้ฝุ่น PM2.5
วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่จะถูกนำมาหารือบนโต๊ะเจรจา รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ฟ้าใสเพื่อลดปริมาณจุดความร้อนและควบคุมการเผาในที่โล่งแจ้ง ประเทศไทยหวังว่ารัฐบาลจีนจะให้การสนับสนุนทั้งในด้านเทคโนโลยีและการผลักดันนโยบายเพื่อควบคุมต้นตอของฝุ่นควัน
ผลกระทบจากฝุ่นควันข้ามพรมแดนไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพของประชาชน แต่ยังสร้างความเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือทางการเงินและเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศพันธมิตร การลดปริมาณมลพิษทางอากาศคือเป้าหมายร่วมกันที่ทุกประเทศในภูมิภาคต้องเร่งดำเนินการให้สำเร็จ
กวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์
การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับสูงสุดที่ทางการไทยและจีนต้องร่วมมือกัน การเติบโตของเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้มิจฉาชีพสามารถขยายเครือข่ายและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทางการไทยจึงขอความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทางการจีน เพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ที่มักซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกประกาศเตือนการเดินทางของสถานทูตจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจึงเสนอให้จีนหันมาร่วมมือกันตรวจสอบและทลายฐานที่มั่นของเครือข่ายมิจฉาชีพโดยตรง การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจะช่วยปกป้องประชาชนของทั้งสองประเทศจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ขับเคลื่อนความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง
การเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนผ่านกลไกการทูตเชิงรุก ความร่วมมือภายใต้กรอบแม่โขง-ล้านช้างจะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ไทยและจีนได้หารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน การประสานงานที่รวดเร็วระหว่างรัฐบาลคือกลไกสำคัญในการจัดการกับความท้าทายระดับโลก
การบรรเทาปัญหามลพิษข้ามแดนและการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ไม่สามารถสำเร็จได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากการเจรจาระดับสูงประสบความสำเร็จ ก็จะถือเป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิภาค
ก้าวต่อไปของนโยบายต่างประเทศ
รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดอกพูดคุยกับทางการจีนอย่างตรงไปตรงมาในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาค ทุกภาคส่วนหวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่การทำข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้จริงในอนาคตอันใกล้
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการหารือครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการติดตามผลและการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดของทั้งสองฝ่าย ประชาชนชาวไทยและชาวจีนต่างคาดหวังที่จะเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปราศจากมลพิษทางอากาศ และความปลอดภัยจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยี การก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกันของไทยและจีนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียให้ก้าวหน้าต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชาวจีน 99 คนถูกจับกุม! แก๊งอาชญากรถูกทลายที่ชายแดนเมียนมาร์-ไทย
การโจมช็อก! มือปืนยิงผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษาจีนในจังหวัดเชียงรายเสียชีวิต
ข่าวการเมือง Politics
ดุสิตโพลชี้รัฐบาลอนุทินเรตติ้งตก เซ่นพิษน้ำท่วม-จี้เยียวยา
กรุงเทพฯ – วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ไม่ได้พัดพาแค่บ้านเรือนประชาชนเท่านั้น แต่มันยังกวาดเอาคะแนนนิยมของรัฐบาลไปด้วย ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่าความเชื่อมั่นของประชาชนกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย สาเหตุหลักมาจากการจัดการวิกฤตที่ล่าช้าและไม่ทันต่อเหตุการณ์ รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากทุกสารทิศ
ข้อมูลจาก สวนดุสิตโพล สะท้อนภาพความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจน รัฐบาลและผู้นำประเทศได้รับคะแนนประเมินการทำงานที่ต่ำมากในสายตาประชาชน สิ่งนี้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยทางการเมืองที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไขโดยด่วนที่สุด ก่อนที่วิกฤตศรัทธาจะลุกลามจนยากที่จะกอบกู้กลับคืนมาได้
ประเด็นสำคัญ
- คะแนนนิยมของรัฐบาลตกต่ำลงอย่างหนักจากการรับมือวิกฤตน้ำท่วมที่ผิดพลาด
- ประชาชนกว่าร้อยละ 74 มองว่าการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าคือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ต้องแก้
- ผู้ประสบภัยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาด้วยขั้นตอนที่รวดเร็วและเป็นธรรม
เสียงสะท้อนจากประชาชน ปัญหาการแจ้งเตือนล่าช้า
ตัวเลขจากผลสำรวจนั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง โดยรัฐบาลได้คะแนนการรับมือน้ำท่วมไปเพียง 3.34 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้คะแนนไปเพียง 3.08 คะแนนเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ทหารที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนกลับได้คะแนนสูงถึง 6.37 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าประชาชนมองเห็นและชื่นชมคนที่ลงมือทำจริงในยามวิกฤต
สาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลสอบตกในครั้งนี้คือเรื่องของความล่าช้า ประชาชนร้อยละ 74.80 ระบุว่าการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทำได้ไม่ดีและไม่ทันการณ์ นอกจากนี้ ร้อยละ 68.58 ยังมองว่าระบบการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เมื่อมวลน้ำมาเร็วแต่การแจ้งเตือนกลับล่าช้า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมหาศาลเกินกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
วิกฤตศรัทธาและการเรียกร้องเงินเยียวยา
ปัญหาไม่ได้จบลงแค่ตอนที่น้ำท่วมสูง แต่ยังลากยาวไปถึงช่วงเวลาของการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประชาชนร้อยละ 63.96 รู้สึกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำได้ล่าช้าและไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพังในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ความโกรธเคืองของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เรื่องเงินเยียวยากลายเป็นอีกหนึ่งฟางเส้นสุดท้ายสำหรับผู้ประสบภัยหลายคน ผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.10 มองว่าเงินเยียวยาไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการขอรับเงินยังยุ่งยากและซับซ้อนเกินความจำเป็น ประชาชนที่สูญเสียบ้านและทรัพย์สินไม่อยากต้องมาเผชิญกับระบบราชการที่เชื่องช้าเพื่อซ้ำเติมความทุกข์ของพวกเขาอีก
ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลในการแก้ปัญหา
เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คำตอบนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด ร้อยละ 73.05 เรียกร้องให้มีการช่วยเหลือและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พวกเขาต้องการให้เงินก้อนนี้กระจายไปถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง รัฐบาลต้องกล้าที่จะตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติและทันเวลา
นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 60.37 ยังต้องการให้รัฐบาลเร่งขุดลอกคูคลองและปรับปรุงระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมด นี่คือการแก้ปัญหาระยะยาวที่ทุกคนคาดหวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 57.66 ต้องการให้มีการวางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดในวิกฤตครั้งนี้
ปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจคือปัญหาการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ประชาชนร้อยละ 47.69 ชี้ว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังขาดประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด บ่อยครั้งที่การลงพื้นที่ทับซ้อนกัน หรือบางพื้นที่กลับไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลเลย ความสับสนนี้ทำให้การกู้ภัยล่าช้า รัฐบาลจำเป็นต้องมีศูนย์กลางการสั่งการที่ชัดเจนและเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมา
ประชาชนกว่าร้อยละ 48.01 เสนอว่ารัฐบาลควรดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การตัดสินใจของรัฐบาลแม่นยำขึ้น เราไม่สามารถพึ่งพาระบบราชการแบบเดิมในการจัดการกับภัยพิบัติสมัยใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้นได้อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ก้าวต่อไปของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น
สถานการณ์ในตอนนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของรัฐบาล ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่เพียงแต่ทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง ประธานสวนดุสิตโพลได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ ความไม่พอใจของประชาชนก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลจึงไม่มีเวลาให้ลังเลหรือแก้ตัวอีกต่อไป การทำงานหลังจากนี้ต้องรวดเร็ว โปร่งใส และผลลัพธ์ต้องจับต้องได้ การลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ดี แต่การอนุมัติงบประมาณและส่งความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนนั้นสำคัญกว่ามาก หากรัฐบาลสามารถปรับปรุงระบบและเร่งรัดการเยียวยาได้ทันท่วงที พวกเขายังพอมีโอกาสที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐ บทเรียนราคาแพงนี้ควรถูกนำไปปรับปรุงโครงสร้างการรับมือภัยพิบัติระดับชาติ รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำสัญญา เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าในอนาคต พวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อนุทินขู่ฟัน ข้าราชการเมินช่วยน้ำท่วม
อนุทินวอนยูเอ็นปฏิรูปองค์กร ชูสิทธิ์เท่าเทียมบนเวทีโลก
ข่าวการเมือง Politics
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เชียงราย – โลกปัจจุบันหมุนไปอย่างรวดเร็ว การเตรียมความพร้อมให้เยาวชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เทศบาลนครเชียงรายจึงเดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อยกระดับการศึกษาในพื้นที่ เป้าหมายหลักคือการสร้างเด็กยุคใหม่ให้มีทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และความสามารถรอบด้านที่ใช้งานได้จริง การปรับตัวครั้งนี้เน้นการเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้จัดการประชุมนัดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นางสาววรรณพัชร จินดาขัด รองนายกเทศมนตรี นายประชวน เขื่อนเพชร ที่ปรึกษานายกฯ และนางอำไพ จันทร์เงิน ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการและคณะครูจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงรายมาร่วมกำหนดทิศทางนโยบายอย่างคึกคัก
ประเด็นสำคัญ
- เทศบาลนครเชียงรายปรับทิศทางการศึกษาใหม่ เน้นสร้างเด็กให้มีทั้งความรู้และทักษะชีวิตที่จำเป็น
- ผู้บริหารเมืองและบุคลากรทางการศึกษาจัดการประชุมร่วมกันเพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง
- เป้าหมายหลักคือการสอนให้เด็กรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI พัฒนาครูผู้สอน และดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
นายกเทศมนตรีนครเชียงรายให้ความเห็นว่า การศึกษาคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเมืองให้ยั่งยืน การเรียนรู้ในยุคนี้จึงไม่ควรถูกตีกรอบอยู่แค่ความรู้ในหนังสือเรียนอีกต่อไป โรงเรียนต้องเปลี่ยนบทบาทมาส่งเสริมให้เด็กมีทักษะชีวิตและกล้าคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการสอนให้เด็กเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังด้านคุณธรรม

มุ่งหน้านครแห่งการเรียนรู้ พัฒนาพลเมืองอย่างยั่งยืน
การที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ได้ การพัฒนาครูผู้สอนถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายใหม่จึงเน้นการอบรมและเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ ให้กับบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้โรงเรียนเปิดรับความร่วมมือจากผู้ปกครองและคนในชุมชน เพื่อเปลี่ยนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เยาวชนสามารถลองผิดลองถูกและค้นพบพรสวรรค์ของตนเองได้อย่างเต็มที่
ทิศทางการทำงานทั้งหมดนี้สอดคล้องกับนโยบายหลักที่ต้องการผลักดันให้เชียงรายเป็นนครแห่งการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบ เทศบาลฯ มุ่งหวังที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่และทุกเวลา การศึกษาจะต้องถูกเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมและบริบทของชุมชนอย่างแนบเนียน หากทำสำเร็จ ระบบนิเวศทางการศึกษานี้จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะกลายเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เมืองเชียงรายก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกยึด! ยาบ้า 20 กระสอบ ริมโขงเชียงแสน
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
ข่าวการเมือง Politics
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
เชียงราย – นายธนรัช จงสุทธานามณี หรือ “ต้นน้ำ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ตัวแทนคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาบนเวทีระดับโลก การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ เมืองอารูชา ประเทศแทนซาเนีย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก
การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังผู้แทนกัมพูชากล่าวพาดพิงไทยเรื่องปัญหาชายแดน โดยหยิบยกประเด็นทุ่นระเบิดและข้อตกลงเขตแดนขึ้นมาโจมตีฝ่ายเดียว นายธนรัชจึงใช้สิทธิชี้แจงเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของประเทศ พร้อมยืนยันว่าการเจรจาด้วยความจริงใจคือหนทางเดียวสู่สันติภาพที่แท้จริง
ประเด็นสำคัญ
- เน้นเจรจาไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์: ไทยเลือกไม่สาดโคลนกลับ แต่ย้ำว่าการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
- โปร่งใสและตรวจสอบได้: ข้อกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิดและคลัสเตอร์บอมบ์ ต้องผ่านการพิสูจน์จากองค์กรอิสระที่เป็นกลางและใช้มาตรฐานสากล
- แก้ปัญหาตามกรอบกฎหมาย: การจัดการพื้นที่ชายแดนและทะเลยังดำเนินตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
ยึดหลักมนุษยธรรมสากล พร้อมเปิดรับการตรวจสอบที่เป็นธรรม
นายธนรัชกล่าวต่อที่ประชุม สหภาพรัฐสภา (IPU) ว่า ประเทศไทยเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความขัดแย้ง หากมีข้อสงสัย ทุกฝ่ายต้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริงที่เป็นอิสระ โปร่งใส และมีมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ สส.เชียงราย ยังอธิบายชัดเจนถึงกรณีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 ว่า ไทยไม่เคยละทิ้งสันติวิธี ปัจจุบันการหารือเรื่องเขตแดนทางบกยังเดินหน้าผ่านกลไกทวิภาคี ส่วนพื้นที่ทางทะเลดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
ผู้แทนไทยย้ำว่า นักการเมืองรุ่นใหม่มีหน้าที่เลือกความก้าวหน้ามากกว่าการเล่นเกมการเมืองเดิมๆ แม้ไทยจะรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของเพื่อนบ้าน แต่คณะผู้แทนไทยจะไม่ยอมหมดหวังในการสร้างมิตรภาพ ไทยยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะรัฐที่มีเอกราช และพร้อมร่วมมือกับทุกชาติในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี
ก่อนลงจากเวที นายธนรัชได้กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาสวาฮิลี และภาษาไทย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้แทนกว่า 2,000 คน จาก 183 รัฐสภาทั่วโลกที่มาร่วมกำหนดทิศทางธรรมาภิบาลในครั้งนี้อย่างอบอุ่น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกยึด! ยาบ้า 20 กระสอบ ริมโขงเชียงแสน
สลด! กระบะตกเหวลึกที่เวียงแก่น เชียงราย ดับ 1 บาดเจ็บ 10 ราย
-
ข่าว - News5 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News5 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 วันที่แล้ว
เหมืองแร่ใหม่จากเมียนมาร์ก่อให้เกิดมลพิษในแหล่งน้ำของเชียงราย

