Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวอาชญากรรม - Crime

คดีร้อน! ผอ. ป.ป.ช. อ้าง “ไม่ได้ขับ” หลังรถกระบะชนไรเดอร์เสียชีวิต ตำรวจฟัน 3 ข้อหาหนัก ยันผลแอลกอฮอล์พุ่ง 189

Naree Srisuk

Published

on

คดีร้อน! ผอ. ป.ป.ช. อ้าง "ไม่ได้ขับ" หลังรถกระบะชนไรเดอร์เสียชีวิต ตำรวจฟัน 3 ข้อหาหนัก ยันผลแอลกอฮอล์พุ่ง 189

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – อุบัติเหตุสุดสลดที่เกิดขึ้นบริเวณทางแยกบางรักน้อย จังหวัดนนทบุรี ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน รถกระบะคันหนึ่งชนกับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร ทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศทันที เมื่อมีการเปิดเผยว่าคนขับรถกระบะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานต่อต้านการทุจริตที่สำคัญ คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)

อ้างอิงจากรายงานข่าวของ ไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับ นายจรงค์ เกราะเหมาะ อายุ 52 ปี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ของสำนักงาน ป.ป.ช.

อุบัติเหตุครั้งนี้สร้างความเสียใจและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรบางศรีเมืองได้เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และนำตัวผู้ขับขี่รถกระบะไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ

ในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และ พ.ต.อ.ภูมิสิษฐ์ ตั้งวิทย์เดชา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางศรีเมือง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพรถกระบะและรถจักรยานยนต์อย่างละเอียด เพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำไปประกอบสำนวนคดีให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากที่สุด

วลีเด็ดจากผู้ต้องหา: “ต่อให้พี่เมา พี่ก็ไม่ได้ขับ”

ประเด็นที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างหนัก คือท่าทีและคำให้การของผู้ต้องหาในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่สถานีตำรวจ มีรายงานระบุว่า ในบางช่วงบางตอน นายจรงค์ได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “พี่ไม่ได้ขับ ต่อให้พี่เมา พี่ก็ไม่ได้ขับ” ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกับสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่พบในที่เกิดเหตุ

ความสับสนยังเกิดขึ้นเมื่อเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมา โดยระบุว่า ข่าวที่นำเสนอออกไปนั้นดูมีความรุนแรงเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับรายงานเบื้องต้น ทางเลขาธิการอ้างว่าไม่มีการยืนยันเรื่องการเมาแล้วขับ และไม่มีการเป่าแอลกอฮอล์ เป็นเพียงอุบัติเหตุธรรมดาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวก็ถูกปัดตกไปเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมายืนยันข้อมูลด้วยหลักฐานที่ชัดเจน

เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม พ.ต.อ.โชคชัย ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ได้มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของนายจรงค์ที่สถานีตำรวจแล้วอย่างแน่นอน และผลที่ออกมาก็ชัดเจนว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงถึง 189 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขนี้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ไปมาก

ด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนทั้งจากสถานที่เกิดเหตุและผลการตรวจร่างกาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงถึง 3 ข้อหา ได้แก่:

  • ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย: นี่คือความผิดหลักและเป็นข้อหาที่รุนแรงที่สุด
  • ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย: เป็นความผิดต่อเนื่องจากการขาดสติสัมปชัญญะในการควบคุมยานพาหนะ
  • ขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แสดงตัวต่อเจ้าพนักงาน: หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อข้อหา “ชนแล้วหนี”

ทางตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนและสื่อมวลชนว่า จะดำเนินการสืบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าไม่มีความหนักใจใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ต้องหาจะเป็นข้าราชการระดับสูงก็ตาม

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม

คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วไป แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงาน ป.ป.ช. มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ สังคมจึงตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบและจรรยาบรรณ

การที่ตำรวจออกมายืนยันข้อเท็จจริงด้วยหลักฐาน และกล้าที่จะเดินหน้าแจ้งข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นเรื่องที่สังคมชื่นชม เพราะแสดงให้เห็นว่ากฎหมายต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเพียงใด

การสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความสูญเสียในสังคมไทย คดีนี้นอกจากจะเป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญให้กับผู้ขับขี่ทุกคน การตัดสินใจขับรถขณะมึนเมาเพียงครั้งเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตของผู้กระทำผิดและพรากชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปตลอดกาล

เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน หากคุณดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยเด็ดขาด ควรใช้บริการรถสาธารณะหรือให้ผู้ที่ไม่ได้ดื่มเป็นคนขับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่คาดคิดซ้ำรอยอีกต่อไป

ข่าวไทยยอดนิยม

เชียงรายเป็นผู้นำต้นแบบชุมชนเพื่อสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

ประเทศไทยเตรียมรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม

 

ข่าวอาชญากรรม - Crime

อุบัติเหตุชนแล้วหนีในจังหวัดเชียงราย: ครอบครัวผู้เสียหายเสนอเงินรางวัล 100,000 บาท

Naree Srisuk

Published

on

อุบัติเหตุชนแล้วหนีในจังหวัดเชียงราย: ครอบครัวผู้เสียหายเสนอเงินรางวัล 100,000 บาท

น้ำท่วมในแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำใกล้ถึงระดับวิกฤตแล้ว">เชียงราย – เกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้นบนท้องถนนในจังหวัดเชียงราย เมื่อหนุ่มไรเดอร์ถูกรถกระบะชนท้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์ชนแล้วหนีครั้งนี้ผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจึงต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชนต่างๆ โดยหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากสังคมในการตามหาคนร้าย

บรรดาญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ พวกเขาจึงตัดสินใจประกาศมอบเงินรางวัลเงินสดจำนวน 100,000 บาท ให้กับพลเมืองดีที่สามารถแจ้งเบาะแสคนร้ายได้สำเร็จ นี่ถือเป็นความหวังสุดท้ายของครอบครัวที่จะนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้จงได้

ประเด็นสำคัญ

  • หนุ่มไรเดอร์ชาวเชียงใหม่ถูกรถกระบะชนท้ายเสียชีวิตอย่างน่าสลดที่จังหวัดเชียงราย
  • เหตุการณ์ผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือน แต่ตำรวจยังไม่สามารถติดตามตัวคนขับรถกระบะที่หลบหนีได้
  • ญาติผู้เสียชีวิตประกาศตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท สำหรับผู้แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมคนร้าย

ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชนแล้วหนีครั้งนี้คือ นายกรกช ดวงสุวรรณ ชายหนุ่มอายุ 33 ปี เขาเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่โดยกำเนิด แต่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาทำงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เหตุผลหลักที่เขาต้องจากบ้านเกิดมาคือ เขาต้องการอยู่ใกล้ชิดกับลูกสาววัย 2 ขวบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ลูกสาวตัวน้อยของเขาอาศัยอยู่กับอดีตภรรยาที่จังหวัดเชียงรายหลังจากที่ทั้งคู่เลิกรากันไป นายกรกชจึงเลือกทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งอาหาร หรือไรเดอร์ เพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูและส่งเสียครอบครัว เขาเป็นคนขยันขันแข็งและรักลูกสาวอย่างสุดหัวใจ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องมาจบชีวิตลงอย่างกะทันหันบนท้องถนน

อุบัติเหตุอันน่าเศร้าสลดใจนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 00.51 น. ตามรายงานข่าวระบุว่า นายกรกชกำลังขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ เพื่อเดินทางกลับบ้านพักตามปกติเหมือนในทุกๆ วัน

นาทีชีวิตบนถนนสายเลี่ยงเมืองเชียงราย

นายกรกชขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนสายเลี่ยงเมืองฝั่งตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อทางหลวงชนบท ชร.1023 เมื่อเขาขับมาถึงบริเวณใกล้กับทางแยกเข้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ในพื้นที่ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น รถกระบะสีเทาปริศนาพุ่งชนท้ายรถของเขาอย่างจัง

รถกระบะคันก่อเหตุขับตามมาด้วยความเร็วสูงมากจนเบรกไม่ทัน แรงชนมหาศาลทำให้รถจักรยานยนต์ของนายกรกชไถลไปกับพื้นถนนหลายเมตรจนเกิดประกายไฟลุกไหม้ แทนที่คนขับรถกระบะจะจอดรถลงมาดูเหตุการณ์และให้ความช่วยเหลือ เขากลับเร่งเครื่องยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นายกรกชนอนจมกองเลือดอยู่บนถนนอย่างโดดเดี่ยว

หลังจากได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้รีบนำตัวนายกรกชส่งไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์อย่างเร่งด่วนที่สุด แต่เนื่องจากบาดแผลตามร่างกายของเขานั้นฉกรรจ์มากเกินไป เขาจึงทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในช่วงเช้าของวันเดียวกัน สร้างความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งให้กับครอบครัว

หลังจัดงานศพเสร็จสิ้น ญาติของผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ เพื่อขอให้ตำรวจช่วยติดตามหาตัวคนขับรถกระบะคันดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็น

แม้ว่าภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกป่าแดง ตำบลริมกก จะบันทึกภาพรถกระบะต้องสงสัยไว้ได้ แต่ภาพไม่ชัดเจนพอที่จะระบุหมายเลขทะเบียนหรือยี่ห้อรถได้อย่างแม่นยำ

ทางครอบครัวของนายกรกชยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะมอบเงินรางวัลจำนวน 100,000 บาท ทันที หากมีพลเมืองดีคนใดมีข้อมูล หรือเบาะแสที่สามารถนำไปสู่การจับกุมตัวคนขับรถกระบะคันนี้ได้ สังคมไทยต้องร่วมมือกันไม่ให้คนทำผิดลอยนวล และช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวของผู้สูญเสียในครั้งนี้

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

จังหวัดเชียงรายเปิดตัวโครงการสะพานลอยแม่เขาตม มูลค่า 329 ล้านบาท

วิกฤตแม่น้ำโขง: เมื่อเชียงรายเสี่ยงกลายเป็น “อ่างรับมลพิษ”จากเขื่อนยักษ์ขนาบหัวท้าย

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

สามีขู่ฆ่าภรรยาภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

Rebecca Kim

Published

on

สามีขู่ฆ่าภรรยาภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์สุดช็อกขึ้นที่ร้าน เซเว่นอีเลฟเว่น แห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรช่วงดึก ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งอยู่ในภาวะเครียดจัด ได้ใช้มีดคมจี้ภรรยาของตนเองเป็นตัวประกัน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นให้กับลูกค้าในร้าน เจ้าหน้าที่ได้รีบไปยังที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันอันตรายเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในบริเวณตลาดคลองลาน อำเภอคลองลาน ผู้ก่อเหตุคือ นายวุฒิไกร ชายวัย 30 ปี เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา เขาย้ายมาทำงานและอาศัยอยู่กับภรรยาในพื้นที่นี้ได้ระยะหนึ่งแล้ว ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในคืนดังกล่าว

ประเด็นสำคัญ  

  • ชายวัย 30 ปีเกิดอาการเครียดสะสม และใช้มีดจี้คอภรรยาเป็นตัวประกันในร้านสะดวกซื้อ
  • ต้นเหตุมาจากความน้อยใจที่เกิดอุบัติเหตุรถล้ม แต่รู้สึกว่าไม่มีใครสนใจหรือเป็นห่วงตนเอง
  • ตำรวจใช้เวลาพูดคุยเกลี้ยกล่อมกว่า 1 ชั่วโมง จนผู้ก่อเหตุยอมมอบตัวและภรรยาปลอดภัย

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงเที่ยงของวันเดียวกัน นายวุฒิไกรได้ขับรถจักรยานยนต์แล้วเกิดล้มเองที่ตลาด เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำป้อมยามได้เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตำรวจช่วยทำแผลถลอกให้เขา ก่อนจะพาเขากลับไปส่งที่บ้านพัก ส่วนรถจักรยานยนต์นั้นถูกนำไปจอดเก็บไว้ที่ป้อมยามตำรวจเพื่อความปลอดภัย

เมื่อนายวุฒิไกรกลับมาถึงบ้าน เขากลับไม่พบภรรยาของตนเองรออยู่ ทำให้เขาเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิดและโวยวายออกมา เขาบ่นว่าไม่มีใครสนใจเขาเลยเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ ทุกคนเอาแต่ถามหารถจักรยานยนต์ โดยไม่ได้เป็นห่วงร่างกายของเขาเลย ความรู้สึกน้อยใจนี้เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเครียดอย่างหนัก

สามีขู่ฆ่าภรรยาภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

การทะเลาะวิวาทและจุดเริ่มของการจี้ตัวประกัน

ตกเย็น ภรรยาของเขากลับมาถึงบ้านหลังจากเลิกงานรับจ้าง ผู้ใหญ่บ้านได้พยายามเข้ามาพูดคุยเพื่อให้เขาใจเย็นลง แต่เขาก็ยังคงมีอารมณ์ฉุนเฉียว เขาบ่นว่าอยากกลับบ้านที่โคราชแต่ก็ไม่ได้กลับ รู้สึกเหมือนอยู่ที่นี่แล้วไม่มีใครเข้าใจและคอยดูแลเขา

ช่วงค่ำเวลาประมาณ 21.00 น. เขาเริ่มอาละวาดหนักขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเชิญตัวเขาไปพูดคุยที่ตู้ยาม เพื่อให้เขาสงบสติอารมณ์ลง แต่ในระหว่างที่ตำรวจเตรียมจะพาเขากลับบ้าน นายวุฒิไกรได้ดึงตัวภรรยาเดินไปทางตลาด ทั้งคู่มีปากเสียงกันตลอดทาง ทำให้ความเครียดของเขาพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด

สามีขู่ฆ่าภรรยาภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

เหตุการณ์เผชิดหน้าสุดระทึกขวัญภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

นายวุฒิไกรได้ฉุดกระชากภรรยาเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งอยู่ห่างจากป้อมตำรวจเพียงแค่ 200 เมตร จากนั้นเขาได้หยิบมีดปอกผลไม้ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ออกมาจี้ที่บริเวณคอด้านหน้าของภรรยา เขาเรียกร้องให้ทุกคนหันมาสนใจและแก้ไขปัญหาของเขา เขาขอเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อพูดคุย และสัญญาว่าจะยอมมอบตัวหากทุกอย่างตกลงกันได้

ท่ามกลางความตกใจของพนักงานและลูกค้าในร้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รีบอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

พ.ต.ท.ถนอม อิ่มมณี และ พ.ต.ท.บันลัง สถิตย์แจ้ง ได้นำกำลังตำรวจกว่า 20 นายเข้ามาระงับเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่พยายามพูดคุยและเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอย่างใจเย็น การเจรจาดำเนินไปอย่างตึงเครียดนานกว่า 1 ชั่วโมง ท่ามกลางการลุ้นระทึกของทุกคน

ในที่สุดความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นผลสำเร็จ นายวุฒิไกรเริ่มมีท่าทีอ่อนลงและสงบสติอารมณ์ได้ เขายอมวางมีดและปล่อยตัวภรรยาแต่โดยดี เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้เลย

หลังจากที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ตำรวจได้นำตัวนายวุฒิไกรไปสอบสวนอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจ การสอบสวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารภายในครอบครัว ความน้อยใจเพียงเล็กน้อยอาจบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ หากบุคคลนั้นไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ การรับฟังและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้ขึ้นในสังคมของเรา

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจทลายเครือข่าย “ปืนผี” ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ

จังหวัดเชียงรายเปิดตัวโครงการสะพานลอยแม่เขาตม มูลค่า 329 ล้านบาท

 

 

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ระทึกขวัญ! อดีตผัวหึงโหด ขับเก๋งพุ่งชนท้าย จยย. อดีตเมีย ลากไกล 200 เมตร

Published

on

ระทึกขวัญ! อดีตผัวหึงโหด ขับเก๋งพุ่งชนท้าย จยย. อดีตเมีย ลากไกล 200 เมตร

กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญขึ้นกลางถนนในอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อชายหนุ่มฟิวส์ขาดตัดสินใจก่อเหตุรุนแรง เขาได้ขับรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของอดีตภรรยาอย่างจัง ร่างของผู้บาดเจ็บกระเด็นตกกระแทกพื้นอย่างแรง ในขณะที่รถเก๋งคันดังกล่าวยังคงลากรถจักรยานยนต์ติดหน้ารถไปไกลกว่า 200 เมตร

หลังเกิดเหตุการณ์สุดระทึก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองขลุง ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที ทีมกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรได้เข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น โชคดีที่มีพลเมืองดีและญาติของผู้บาดเจ็บเข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทำให้ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลคลองขลุงได้อย่างปลอดภัยในที่สุด

ประเด็นสำคัญ

  • การก่อเหตุสุดอุกอาจ: อดีตสามีขับรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของอดีตภรรยาอย่างแรง และลากรถมอเตอร์ไซค์ไปไกลกว่า 200 เมตรกลางถนน
  • มูลเหตุจากความหึงหวง: ผู้ก่อเหตุสารภาพว่าลงมือทำไปเพราะความหึงหวง หลังจากเห็นอดีตภรรยาโพสต์ภาพคู่กับแฟนใหม่ลงในสื่อสังคมออนไลน์
  • ความคืบหน้าทางคดีล่าสุด: ผู้ก่อเหตุได้ติดต่อขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่ทำไปเพราะต้องการให้หยุดรถเพื่อพูดคุยกัน

ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้คือ น.ส.นรีรัตน์ หญิงสาวอายุ 39 ปี เธอได้เปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังสุดสะเทือนใจกับสื่อมวลชน เธอเล่าว่าได้ตัดสินใจเลิกรากับอดีตสามีมาประมาณ 2 เดือนแล้ว เนื่องจากมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยครั้ง

ตลอดเวลาที่เลิกรากันไป ฝ่ายชายยังคงพยายามตามง้อขอคืนดีอยู่เสมอ แต่เธอได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเลือกที่จะบล็อกช่องทางการติดต่อทุกทาง การกระทำนี้ทำให้อดีตสามีต้องพยายามติดต่อผ่านคนรอบข้างแทน และบางครั้งก็มีการข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายร่วมด้วย

จุดแตกหักที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อฝ่ายชายเห็นภาพของเธอและแฟนใหม่บนโซเชียลมีเดีย ภาพบาดใจเหล่านั้นทำให้ความหึงหวงปะทุขึ้นขีดสุด จนนำไปสู่การวางแผนขับรถสะกดรอยตามเพื่อก่อเหตุร้ายแรงในเวลาต่อมา

ในเช้าวันเกิดเหตุ น.ส.นรีรัตน์ กำลังขี่รถจักรยานยนต์เดินทางไปทำงานตามปกติ เธอสังเกตเห็นรถเก๋งฮอนด้าซีวิคสีดำของอดีตสามีขับตามมา ภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นเผยให้เห็นชัดเจนว่า รถเก๋งเร่งเครื่องพุ่งชนท้ายรถของเธออย่างแรงที่บริเวณหน้าธนาคาร

ร่างของเธอกระเด็นตกลงบนพื้นถนนอย่างรุนแรง สิ่งที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือ ล้อรถเก๋งได้ทับไปที่ขาขวาของเธอด้วย โชคดีอย่างยิ่งที่กระดูกไม่หักและไม่ได้รับบาดเจ็บถึงแก่ชีวิต หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้ลงจากรถมาดึงรถจักรยานยนต์ที่ติดหน้ารถออก แล้วขับหลบหนีไป

ผู้ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายบรรเจิด ชายอายุ 41 ปี ซึ่งในเวลาต่อมาได้ติดต่อผ่านผู้นำชุมชนเพื่อขอเข้ามอบตัว เขาให้การสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำไปเพราะความหึงหวงสะสม เขารู้สึกโกรธจัดและยอมรับว่าฟิวส์ขาดเมื่อเห็นอดีตภรรยามีคนรักใหม่

นายบรรเจิดพยายามอธิบายว่า เขาไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าอดีตภรรยาให้เสียชีวิต เขาเพียงต้องการขับรถชนเพื่อให้เธอตกใจและหยุดรถเพื่อเคลียร์ใจกันเท่านั้น แต่สถานการณ์ตรงหน้ามันบานปลายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตัดสินใจหลบหนีไปตั้งหลักที่บ้านก่อน

อย่างไรก็ตาม ข้อแก้ตัวของผู้กระทำความผิดไม่สามารถลบล้างความผิดได้ ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากภาพจากกล้องวงจรปิดและคำให้การของพยาน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ร้ายแรง ซึ่งสังคมต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

คนขับรถเมาสุราชนรถจักรยานยนต์ คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 14 ปี

ตำรวจเชียงรายจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาขโมยรถจักรยานยนต์เพื่อนำไปขายข้ามพรมแดน

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending