Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจทลายแก๊งฉ้อโกงการลงทุนที่หลอกลวงพยาบาลเกษียณอายุไป 17 ล้านบาท

Naree Srisuk

Published

on

ตำรวจทลายแก๊งฉ้อโกงการลงทุนที่หลอกลวงพยาบาลเกษียณอายุไป 17 ล้านบาท

เชียงใหม่ – อาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมาก เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจภาค 5 ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการปราบปรามแก๊งฉ้อโกง โดยจับกุมแก๊งที่หลอกลวงพยาบาลเกษียณอายุไปมากกว่า 17 ล้านบาท

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยทีมสืบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติการครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า “สกัดม้า 17 ล้าน” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถนำกำลังบุกเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ถึง 14 คน จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า มีเครือข่ายมิจฉาชีพกลุ่มใหญ่ร่วมกันวางแผนหลอกลวงประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความน่าเชื่อถือปลอมๆ และผลตอบแทนที่สูงเกินจริงมาเป็นตัวล่อใจให้คนทั่วไปติดกับดัก, ตามรายงานของ MRG Online.

ตำรวจทลายแก๊งฉ้อโกงการลงทุนที่หลอกลวงพยาบาลเกษียณอายุไป 17 ล้านบาท

กลโกงมิจฉาชีพ: หลอกลวงอดีตพยาบาลวัยเกษียณอย่างไร?

จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการพยาบาลวัยเกษียณในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เธอถูกกลุ่มคนร้ายหลอกให้ร่วมลงทุนซื้อขายหุ้นผ่านแอปพลิเคชันปลอมที่ชื่อว่า “CAPFAST” โดยมิจฉาชีพได้อ้างว่าการลงทุนนี้จะได้กำไรตอบแทนที่สูงมาก

ด้วยความหลงเชื่อ ผู้เสียหายได้โอนเงินไปลงทุนอย่างต่อเนื่องถึง 21 ครั้ง รวมเป็นเงินสูงกว่า 8 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกลุ่มคนร้ายเห็นว่าเหยื่อยอมจ่ายเงิน จึงได้สร้างเอกสารปลอมโดยแอบอ้างชื่อบริษัทเอกชน เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม โดยอ้างว่าเป็นค่าภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ อีก 5 ครั้ง ส่งผลให้ความเสียหายทั้งหมดพุ่งสูงถึง 17,655,968.62 บาท

หลังจากได้รับแจ้งความ ตำรวจได้ทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยเส้นทางการเงิน จนพบว่าเงินของเหยื่อถูกโอนผ่านบัญชีรับโอนเงินผิดกฎหมายถึง 35 บัญชี นำไปสู่การรวบตัวผู้กระทำผิดในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ตำรวจทลายแก๊งฉ้อโกงการลงทุนที่หลอกลวงพยาบาลเกษียณอายุไป 17 ล้านบาท

โครงการ “Money Cash Back” ช่วยเหลือเหยื่อ นำเงินคืนสู่กระเป๋าประชาชน

นอกจากคดีใหญ่ที่อำเภอแม่สะเรียงแล้ว ทางตำรวจภูธรภาค 5 ยังได้เดินหน้าโครงการดีๆ อย่าง “Money Cash Back” (ปิดบัญชี ตามล่า คว้าเงินคืน) ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์โดยเฉพาะ โดยสามารถสกัดจับคนร้ายและอายัดเงินสดคืนมาได้ทันเวลา รวม 5 คดี คิดเป็นเงินที่นำมาคืนผู้เสียหายได้ถึง 3,149,900 บาท

คดีที่น่าสนใจและสามารถยึดเงินคืนมาได้ มีรายละเอียดดังนี้:

  • แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่ทางโทรศัพท์: ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ผู้เสียหายอายุ 71 ปี ถูกหลอกว่าบัญชีธนาคารมีปัญหาและไปพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย ตำรวจสามารถตามเงินกลับมาคืนได้ถึง 1,700,000 บาท
  • หลอกลวงจัดหางานไปต่างประเทศ: คดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ตำรวจตามมาจับคนร้ายที่ทำหน้าที่กดเงินได้ถึงจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมยึดเงินคืนได้ 290,000 บาท
  • หลอกให้ทำภารกิจโปรโมทสินค้า: ผู้เสียหายติดต่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทางออนไลน์ ก่อนถูกชักชวนให้ลงทุน ตำรวจรวบตัวคนร้ายได้ขณะกำลังกดเงินที่อำเภอเชียงดาว ยึดเงินคืนได้เต็มจำนวน 250,000 บาท
  • ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์: หลอกให้เหยื่อเข้าแอปพลิเคชันของธนาคารและสแกนใบหน้าเพื่อดูดเงิน ตำรวจสามารถอายัดเงินคืนมาได้ 410,000 บาท
  • ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า: มิจฉาชีพหลอกว่าจะคืนเงินค่ามิเตอร์เก่า โดยให้เหยื่อส่งรหัสผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (Line) จนถูกโอนเงินออกไป แต่ตำรวจตามอายัดคืนได้ 499,900 บาท

ตำรวจทลายแก๊งฉ้อโกงการลงทุนที่หลอกลวงพยาบาลเกษียณอายุไป 17 ล้านบาท

ตำรวจเตือนภัย! โทษหนักสำหรับคนรับจ้างเปิดบัญชีให้มิจฉาชีพ

ในตอนท้ายของการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากคำเตือนที่สำคัญมากถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้เปิดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม หรือซิมการ์ดโทรศัพท์ เพื่อให้คนอื่นนำไปใช้เด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการสนับสนุนมิจฉาชีพ

กฎหมายในปัจจุบันมีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับผู้ที่เปิดบัญชีให้คนอื่นใช้ทำเรื่องผิดกฎหมาย หากใครยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตนเอง จะมีโทษติดคุกสูงสุดถึง 3 ปี หรือปรับสูงสุด 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนคนที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหาหรือโฆษณาซื้อขายบัญชีเหล่านี้ จะได้รับโทษหนักกว่า คือติดคุกตั้งแต่ 2 ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 500,000 บาท

การปฏิบัติการของตำรวจภูธรภาค 5 ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากคุณได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้า หรือมีข้อความเชิญชวนให้ลงทุนที่ได้ผลกำไรสูงผิดปกติ ขอให้ตั้งสติ อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าโอนเงินโดยเด็ดขาด หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาครอบครัว หรือโทรสอบถามหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

ข่าวตำรวจที่กำลังเป็นที่นิยม

เหตุยิงปะทะรุนแรงในเชียงราย: ตำรวจสกัดกั้นกลุ่มค้ายาเสพติดในแม่จัน

ตำรวจจับกุมคนส่งของผิดกฎหมายฐานลักพาตัวเด็กหญิงอายุ 13 ปีและข่มขืนเธอ

 

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจจับกุมแล้ว! ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนที่ต่อยหน้าผู้หญิง โดยอ้างว่าโมโหจัด

Rebecca Kim

Published

on

จับแล้ว! หนุ่มหัวร้อนทุบรถชกหน้าสาว อ้างฉุนถูกชนก่อน

น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – ตำรวจรวบตัวแล้วสำหรับวัยรุ่นชายอายุ 19 ปีที่ก่อเหตุระทึกขวัญกลางถนนบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ชายคนดังกล่าวได้ขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามและทุบกระจกรถยนต์ของหญิงสาววัย 27 ปีอย่างเกรี้ยวกราด เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ใช้ถนนอย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นชกเข้าที่ใบหน้าของผู้เสียหายจนฟกช้ำอย่างเห็นได้ชัด

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มาจากความเข้าใจผิดและการใช้ความรุนแรงบนท้องถนน ผู้เสียหายเล่าว่าเธอเพียงแค่บีบแตรเตือนสั้นๆ ขณะที่รถจักรยานยนต์พยายามเบรกกะทันหันเพื่อกลับรถในจุดที่เลยทางกลับรถมาแล้ว สิ่งนี้ทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงและขับรถไล่ตามมาก่อเหตุดังกล่าวกลางถนน

ประเด็นสำคัญ

  • ตำรวจจับกุมชายวัย 19 ปี: ผู้ก่อเหตุทุบรถและทำร้ายร่างกายหญิงสาววัย 27 ปี บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ถูกตำรวจเชิญตัวมาสอบสวนแล้ว
  • สาเหตุจากเสียงแตร: หญิงสาวบีบแตรเตือนสั้นๆ ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่พอใจ กระโดดทุบกระจกรถและชกเบ้าตาอย่างรุนแรง
  • อ้างไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิง: ผู้ก่อเหตุอ้างว่าถูกรถเก๋งเฉี่ยวชนก่อน และอ้างว่าหากรู้แต่แรกว่าเป็นผู้หญิงจะไม่ลงมือทำร้ายเด็ดขาด

นาทีระทึกกลางห้าแยกลาดพร้าว

เมื่อการจราจรติดขัดจนรถไม่สามารถขยับได้ ชายหนุ่มคนนี้ได้เดินตรงเข้ามาที่รถของผู้เสียหายทันที เขากระชากประตูและทุบกระจกฝั่งคนขับพร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง แม้ว่าผู้เสียหายจะพยายามยกมือไหว้ขอโทษจากในรถแล้ว แต่เขากลับยิ่งโมโหและกระโดดขึ้นไปกระทืบกระจกหน้ารถจนแตกร้าวเสียหายหนัก

ด้วยความตกใจกลัวและทำอะไรไม่ถูก ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเปิดประตูรถออกมาเพื่อหวังจะพูดคุยเจรจาและขอโทษอีกครั้ง แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อคู่กรณีไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ เขาตัดสินใจชกเข้าที่บริเวณเบ้าตาซ้ายของเธออย่างแรงจนเกิดรอยเขียวช้ำ หลังจากระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว เขาก็ได้หลบหนีไปจากจุดเกิดเหตุทันที

พ.ต.อ.มารุต สุดหนองบัว ผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเส้นทางหลบหนี แม้ว่าในตอนแรกจะตามตัวได้ยากเพราะผู้ก่อเหตุสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า และรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามเชิญตัวมาสอบปากคำได้สำเร็จ ตามรายงานข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์

คำให้การและประวัติที่ไม่ธรรมดา

นายณัฐนนท์ ผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี ได้ให้การกับตำรวจว่า ตนเองถูกผู้เสียหายขับรถเฉี่ยวชนก่อน แต่คู่กรณีไม่ยอมจอดรถลงมาพูดคุย เขาพยายามขี่รถตามและเรียกแล้วแต่ไม่เป็นผล จึงทำให้เกิดความโมโหอย่างมากจนขาดสติและก่อเหตุดังกล่าวขึ้น

เขายอมรับผิดและอ้างว่ารู้สึกสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าถ้ารู้แต่แรกว่าคนขับเป็นผู้หญิงก็คงจะไม่ทำร้ายร่างกายแบบนั้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชายคนนี้เคยก่อเหตุใช้หินขว้างกระจกรถยนต์จนแตกมาแล้วถึงสองครั้งในพื้นที่อื่น เพียงเพราะความไม่พอใจที่ถูกบีบแตรใส่

ทางด้านผู้เสียหายวัย 27 ปียืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด เธอระบุชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับเพียงแค่กระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นการขอโทษอย่างแน่นอน เธอมองว่าการกระทำรุนแรงเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครบนท้องถนน และหากมีการเฉี่ยวชนกันจริงตามที่คู่กรณีอ้าง เธอก็พร้อมที่จะรับผิดชอบความเสียหายในส่วนนั้นตามความเป็นจริง

พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ตำรวจเตรียมพิจารณาแจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์ พร้อมทั้งเตรียมตรวจสอบสารเสพติดและระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ก่อเหตุด้วย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า

ตำรวจเชียงรายพบยาบ้า 280,000 เม็ดซ่อนอยู่ในลำโพงรถบรรทุก

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า

Rebecca Kim

Published

on

หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า

น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – เหตุการณ์ระทึกขวัญบนท้องถนนกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง ล่าสุดเกิดเหตุชายขี่รถจักรยานยนต์ทำร้ายร่างกายผู้หญิงอายุ 27 ปี เธอเป็นคนขับรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส บริเวณห้าแยกลาดพร้าว โดยมีสาเหตุเพียงแค่เธอพยายามบีบแตรเตือนเท่านั้น

ความคืบหน้าล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนได้ทำงานอย่างหนัก จนตอนนี้สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด ทางตำรวจยืนยันว่าจะต้องนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทางกฎหมายให้เร็วที่สุด

ประเด็นสำคัญ

  • ตำรวจรู้ตัวคนร้ายที่ขี่จักรยานยนต์ทุบรถและทำร้ายสาวขับรถฮอนด้าแจ๊สแล้ว
  • พบประวัติคนร้ายเคยก่อเหตุพฤติกรรมรุนแรงแบบเดียวกันในหลายพื้นที่
  • รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุถูกขายต่อแบบ “โอนลอย” มาแล้วถึง 3 ทอด

การตามล่าตัวคนร้ายเริ่มต้นจากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ทีมชุดสืบสวนได้ไล่เรียงเส้นทางหลบหนีจนพบเบาะแสสำคัญของรถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ตาม การทำงานของตำรวจกลับพบอุปสรรคเล็กน้อยจากระบบการซื้อขายยานพาหนะ

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า รถจักรยานยนต์คันนี้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันมาแล้วถึง 3 ทอด การซื้อขายทั้งหมดเป็นรูปแบบการโอนลอย ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง ทำให้การตามหาตัวผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทางตำรวจได้เรียกตัวเจ้าของรถตามเอกสารมาให้ผู้เสียหายชี้ตัวแล้ว แต่ผู้เสียหายยืนยันชัดเจนว่าผู้ชายคนดังกล่าวไม่ใช่คนที่ลงมือทำร้ายเธอ ทางตำรวจจึงรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม และเตรียมให้ผู้เสียหายชี้ภาพยืนยันตัวผู้ก่อเหตุตัวจริงอีกครั้ง

แฉประวัติภัยสังคม ก่อเหตุซ้ำซาก

ข้อมูลจากชุดสืบสวนเปิดเผยให้เห็นถึงความอันตรายของผู้ก่อเหตุรายนี้ เขามีพื้นเพเป็นคนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ที่น่าตกใจคือเขาไม่ได้ก่อเหตุรุนแรงบนถนนลักษณะนี้เป็นครั้งแรก

ตำรวจพบว่าชายคนนี้มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงบนท้องถนนลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เขาถือเป็นภัยสังคมที่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน การปล่อยตัวไว้อาจทำให้มีเหยื่อรายต่อไปเกิดขึ้นได้

ขณะนี้ชุดสืบสวนจากสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ประสานงานร่วมกับทีมสืบนครบาล 2 อย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างสุดความสามารถ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก ผู้จัดการออนไลน์

ปัญหาการโอนลอย และถนนหัวร้อน

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่สองเรื่องในสังคมไทยอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือปัญหาความรุนแรงบนท้องถนนที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ การบีบแตรเพื่อความปลอดภัยกลับกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการทำร้ายร่างกายที่รุนแรง

เรื่องที่สองคือช่องโหว่ของการซื้อขายรถยนต์และจักรยานยนต์แบบโอนลอย การไม่เปลี่ยนชื่อให้ถูกต้อง ทำให้มิจฉาชีพสามารถใช้รถเหล่านี้เป็นเครื่องมือหลบหนีความผิดได้ เพราะตำรวจจะแกะรอยตามตัวได้ยากกว่าปกติ

ทางเจ้าหน้าที่จึงอยากฝากเตือนประชาชนให้ทำธุรกรรมซื้อขายรถอย่างถูกต้องเสมอ นอกจากนี้ หากพบเจอเหตุการณ์รุนแรงบนถนน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

วิธีรับมือเมื่อเจอคนหัวร้อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำว่า หากคุณต้องเผชิญหน้ากับคนขับรถที่มีอารมณ์รุนแรง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการควบคุมสติ อย่าพยายามตอบโต้หรือแสดงท่าทีท้าทายกลับไปเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย

ให้คุณปิดกระจกและล็อกประตูรถทุกบานทันที หากเป็นไปได้ควรขับรถไปยังสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด อย่าจอดรถลงไปเจรจาด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง

การติดตั้งกล้องหน้ารถเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ผู้ขับขี่ทุกคนควรมี ภาพจากกล้องจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ตำรวจสามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดได้รวดเร็วขึ้น เหมือนกับกรณีของหญิงสาวรายนี้

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายพบยาบ้า 280,000 เม็ดซ่อนอยู่ในลำโพงรถบรรทุก

ชาวต่างชาติ 11 คนที่หลบหนีแก๊งมิจฉาชีพถูกจับกุมขณะซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ชาวต่างชาติ 11 คนที่หลบหนีแก๊งมิจฉาชีพถูกจับกุมขณะซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย

Rebecca Kim

Published

on

จับ 11 ต่างชาติหนีแก๊งสแกมเมอร์ ซุกไร่อ้อยแม่สอด

จังหวัดตาก – เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยสนธิกำลังรวบตัวชาวต่างชาติ 11 คน ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากได้รับเบาะแสว่ามีการแอบข้ามพรมแดนผ่านแม่น้ำเมย

กลุ่มชาวต่างชาติดังกล่าวได้หลบซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อยของชาวบ้านในตำบลแม่กาษา เจ้าหน้าที่คาดว่าพวกเขาอาจหลบหนีมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้เข้าควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สรุปประเด็นสำคัญ  

  • จับกุมชาวต่างด้าว 11 คน จาก 7 สัญชาติ ทั้งจากทวีปเอเชียและแอฟริกา ที่ลักลอบข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาในไทย
  • พบผู้ต้องหาซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย คาดว่าหนีขบวนการหลอกลวงออนไลน์">หลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) จากฝั่งเมียวดี
  • การปะทะและสู้รบในเมียนมา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดการลักลอบข้ามแดนเพื่อหนีภัยอันตราย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ถูกจับกุมมาจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก พวกเขารวมตัวกันเพื่อหลบหนีข้ามพรมแดน โดยมีทั้งหมด 7 สัญชาติ ซึ่งแบ่งเป็นชาวจีน 4 คน อินเดีย 2 คน ปากีสถาน 1 คน และเวียดนาม 1 คน

นอกจากกลุ่มชาวเอเชียแล้ว ยังมีชาวแอฟริกันอีก 3 คน ประกอบด้วยชาวไนจีเรีย เคนยา และผู้ที่มาจากประเทศในแอฟริกาอีก 1 คน ทุกคนไม่มีเอกสารประจำตัวหรือหลักฐานการเดินทางที่ถูกกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงต้องควบคุมตัวไว้ตามระเบียบ

การลักลอบข้ามแดนผ่านแม่น้ำเมยมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เนื่องจากแม่น้ำมีขนาดแคบและตื้นเขินในบางฤดูกาล ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถเดินข้ามมายังฝั่งไทยได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลจากการลาดตระเวน

หนีสแกมเมอร์และภัยสงคราม

สาเหตุหลักที่ชาวต่างชาติกลุ่มนี้หลบหนีเข้ามา คาดว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือเครือข่ายสแกมเมอร์ พื้นที่ฝั่งเมียวดีของเมียนมาขึ้นชื่อเรื่องการเป็นฐานที่ตั้งของธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ เมื่อพวกเขาทนสภาพการทำงานไม่ได้จึงต้องหาทางหนีเอาตัวรอด

นอกจากเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว สถานการณ์ความตึงเครียดในเมียนมาก็มีส่วนสำคัญ มีรายงานการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อย การสู้รบที่รุนแรงทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้คนตัดสินใจอพยพข้ามฝั่ง

การปราบปรามของเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองตาก ได้ทำงานร่วมกับทหารชุดเฉพาะกิจราชมนูอย่างใกล้ชิด การสนธิกำลังครั้งนี้ช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่เป้าหมาย และรวบตัวผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว

ผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดถูกส่งตัวดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน พ.ศ. 2565 (2022) ทางการไทยยังคงรักษาการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำลังขยายการสืบสวนเพื่อระบุและจับกุมเครือข่ายผู้ลักลอบค้ามนุษย์

การหลั่งไหลของกลุ่มลักลอบเข้าเมือง สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนแม่สอด ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เนื่องจากไม่ทราบประวัติที่แท้จริงของบุคคลแปลกหน้าเหล่านี้

กลุ่มคนเหล่านี้มักใช้พื้นที่ทางการเกษตรที่ห่างไกลเป็นที่ซ่อนตัว ทำให้เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยต้องเพิ่มความระมัดระวัง หน่วยงานภาครัฐจึงขอความร่วมมือจากประชาชน ให้ช่วยแจ้งเบาะแสทันทีที่พบเห็นบุคคลต้องสงสัย เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ชาวต่างชาติถูกจับกุมที่เกาะสมุย หลังขับ SUV สุดระทึก

AIS ยกระดับเทศกาลโคมไฟลำพูนด้วยเทคโนโลยี 5G

Continue Reading

SOi Dog FOundation

ชื่นชมคนดีเชียงราย! เก็บเงิน 3 แสนส่งคืนเจ้าของครบถ้วน
เชียงราย - Chiang Rai News13 hours ago

ชื่นชมคนดีเชียงราย! เก็บเงิน 3 แสนส่งคืนเจ้าของครบถ้วน

ททท. แจกส่วนลดตั๋วบิน 500 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจ 300 ล้าน
ข่าวธุรกิจ Business16 hours ago

ททท. แจกส่วนลดตั๋วบิน 500 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจ 300 ล้าน

จับแล้ว! หนุ่มหัวร้อนทุบรถชกหน้าสาว อ้างฉุนถูกชนก่อน
ข่าวอาชญากรรม - Crime17 hours ago

ตำรวจจับกุมแล้ว! ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนที่ต่อยหน้าผู้หญิง โดยอ้างว่าโมโหจัด

หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า
ข่าวอาชญากรรม - Crime17 hours ago

หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า

จับ 11 ต่างชาติหนีแก๊งสแกมเมอร์ ซุกไร่อ้อยแม่สอด
ข่าวอาชญากรรม - Crime17 hours ago

ชาวต่างชาติ 11 คนที่หลบหนีแก๊งมิจฉาชีพถูกจับกุมขณะซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย

AIS ยกระดับเทศกาลโคมไฟลำพูนด้วยเทคโนโลยี 5G
ข่าวอาชญากรรม - Crime17 hours ago

AIS ยกระดับเทศกาลโคมไฟลำพูนด้วยเทคโนโลยี 5G

ผู้ว่าฯ เชียงรายลุยแก้ 200 บ้านไร้ไฟ-เน็ต
เชียงราย - Chiang Rai News18 hours ago

ผู้ว่าฯ เชียงรายลุยแก้ 200 บ้านไร้ไฟ-เน็ต

ตำรวจเชียงรายพบยาบ้า 280,000 เม็ดซ่อนอยู่ในลำโพงรถบรรทุก
เชียงราย - Chiang Rai News18 hours ago

ตำรวจเชียงรายพบยาบ้า 280,000 เม็ดซ่อนอยู่ในลำโพงรถบรรทุก

PHP2Shell
เทคโนโลยี - Tech2 days ago

รับมือ PHP2Shell: ไทยเร่งอุดช่องโหว่สกัดแฮกเกอร์

ไทยจ่อแก้กฎหมายยาเสพติด: ขัง 7 วัน-ฟันผู้เสพติด
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 days ago

ไทยจ่อแก้กฎหมายยาเสพติด: ขัง 7 วัน-ฟันผู้เสพติด

สิงหคลาย เฮาส์ เชียงราย ขอนำเสนอ กลอรี่ อิน พีซ
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

สิงหคลาย เฮาส์ เชียงราย ขอนำเสนอ กลอรี่ อิน พีซ

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

พบแล้ว! ชายที่หลงป่าเชียงรายเป็นเวลา 3 วันรอดชีวิตมาได้ แต่เหนื่อยล้ามาก
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

พบแล้ว! ชายที่หลงป่าเชียงรายเป็นเวลา 3 วันรอดชีวิตมาได้ แต่เหนื่อยล้ามาก

เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
การเงิน -Finance3 weeks ago

เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ปิดทำการหลังเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
ข่าว - News4 weeks ago

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ปิดทำการหลังเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน
เชียงราย - Chiang Rai News3 weeks ago

ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน

ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ระทึก! กระบะเสียหลักชนเสาไฟแม่สาย ตำรวจลุยจับจอดผิดกฎ
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

ระทึก! กระบะเสียหลักชนเสาไฟแม่สาย ตำรวจลุยจับจอดผิดกฎ

วิกฤตอุทกภัยส่งผลกระทบต่อ 31 จังหวัดในประเทศไทย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมพุ่งสูงถึง 24 ราย
ข่าว - News3 weeks ago

วิกฤตอุทกภัยส่งผลกระทบต่อ 31 จังหวัดในประเทศไทย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมพุ่งสูงถึง 24 ราย

เชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน
เชียงราย - Chiang Rai News3 weeks ago

เชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน

ราคาทองคำวันนี้

24 October 2026, 09:03

Gold bar 96.5%
Buy
63,900.00
Sell
64,100.00
▼ -250
Gold ornament 96.5%
Buy
62,625.96
Sell
64,900.00

Baht per 1 baht-weight (15.244 g)
Source: Gold Traders Association

Download Our App

Trending