Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าว - News

เริ่มตั้งแต่ภาคเรียนนี้เป็นต้นไป โรงเรียนทั้ง 437 แห่งในกรุงเทพฯ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ นักเรียนต้องฝากโทรศัพท์ไว้กับครูผู้สอนก่อนเข้าโรงเรียน

นโยบาย “Phone Off, Learning On” (ปิดมือถือ เปิดการเรียนรู้) หวังดึงสมาธิเด็กกลับสู่ห้องเรียน ลดปัญหาเด็กติดจอ และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง

Naree Srisuk

Published

on

สั่งห้ามใช้มือถือในโรงเรียน 437 แห่ง เริ่มเปิดเทอมนี้ ต้องฝากครูไว้ก่อนเข้าเรียน

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เริ่มต้นภาคเรียนใหม่ในวันจันทร์นี้ กรุงเทพมหานครได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับระบบการศึกษาของเมืองหลวง ด้วยการประกาศใช้มาตรการ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในเวลาเรียน สำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้งหมด 437 แห่ง นโยบายนี้ไม่ใช่แค่การห้ามธรรมดา แต่เป็นความพยายามที่จะดึงเด็กๆ ออกจากหน้าจอสี่เหลี่ยม และให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่ากฎใหม่นี้ทำงานอย่างไร ทำไมถึงต้องมีกฎนี้ และผู้ปกครองควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อร่วมมือกับทางโรงเรียนครับ

ทำไม กทม. ถึงต้องออกกฎห้ามใช้มือถือ?

ในยุคที่เทคโนโลยีอยู่รอบตัว เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสมาร์ทโฟนมีประโยชน์มหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การใช้มากเกินไปก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กวัยเรียน ข้อมูลจาก รายงานผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการศึกษาจาก UNESCO ระบุชัดเจนว่า การมีสมาร์ทโฟนในห้องเรียนมักจะขัดจังหวะการเรียนรู้ กทม. จึงได้สรุปปัญหาหลักๆ ที่นำไปสู่การออกกฎนี้ ได้แก่:

  • สมาธิสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด: เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถทำให้เด็กหลุดโฟกัสจากการเรียนได้ทันที และงานวิจัยพบว่าเด็กอาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีในการพยายามดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับบทเรียนอีกครั้ง
  • ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: เมื่อเด็กใช้เวลาไปกับโลกออนไลน์มากขึ้น การพูดคุย วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ในชีวิตจริงก็ลดน้อยลง ทำให้ทักษะการเข้าสังคมพัฒนาได้ไม่เต็มที่
  • ปัญหาด้านสุขภาพที่ตามมา: การนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานานส่งผลให้เด็กขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย เสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน และยังมีผลกระทบโดยตรงต่อสายตาอีกด้วย

กฎใหม่นี้ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ?

เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่สร้างความสับสน ทาง สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจน 3 ข้อหลัก เพื่อให้โรงเรียน ครู และนักเรียนปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้ครับ:

  1. ฝากมือถือไว้กับครูประจำชั้น: เมื่อนักเรียนเดินทางมาถึงโรงเรียนและเข้าสู่ช่วงเวลาเรียน พวกเขาจะต้องนำสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ดิจิทัลไปฝากไว้ในจุดที่คุณครูจัดเตรียมไว้ให้ และจะได้รับคืนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหรือเมื่อเลิกเรียน
  2. กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone): โรงเรียนจะกำหนดพื้นที่และเวลา เช่น ช่วงพักเที่ยง หรือบริเวณลานอเนกประสงค์ ให้เป็นพื้นที่ห้ามใช้มือถือ เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ลุกไปออกกำลังกายและพูดคุยกันมากขึ้น
  3. อนุญาตให้ใช้เพื่อการศึกษาได้: กฎนี้มีความยืดหยุ่น หากมีวิชาใดที่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนเพื่อค้นคว้าข้อมูล หรือใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน คุณครูสามารถอนุญาตให้เด็กๆ นำขึ้นมาใช้ได้ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด

หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ปกครองจะติดต่อลูกอย่างไร?

นี่คือความกังวลอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ แต่ขอให้วางใจได้ครับ เพราะทางโรงเรียนได้เตรียมระบบรองรับไว้แล้ว หากมีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วน ผู้ปกครองสามารถติดต่อลูกหลานได้โดยตรงผ่านช่องทางเหล่านี้:

  • โทรศัพท์เข้าเบอร์สายตรงของห้องธุรการโรงเรียน
  • ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE ของกลุ่มผู้ปกครองและคุณครูประจำชั้น

นอกจากนี้ กทม. ยังได้สร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ (Cyber safety) เช่น การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการแอบเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในช่วงเวลาเรียนอีกด้วย

เสียงตอบรับจากโครงการนำร่อง

ก่อนที่จะบังคับใช้จริงใน 437 โรงเรียน กทม. ได้ทดลองใช้นโยบายนี้ในโรงเรียนนำร่องจำนวน 10 แห่ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นบวกอย่างมาก

คุณครูพบว่าบรรยากาศในห้องเรียนเงียบสงบและราบรื่นขึ้น เด็กๆ ให้ความสนใจกับสิ่งที่ครูสอนโดยไม่ต้องคอยพะวงกับหน้าจอ ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็มีความพึงพอใจสูงมาก เพราะช่วยลดภาระการคอยดูแลเรื่องการบ้าน ลดความขัดแย้งเรื่องการติดมือถือในครอบครัว และพบว่าเด็กมีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

บทเรียนจากระดับสากล สู่ห้องเรียนไทย

การแบนมือถือในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หากเรามองดูประเทศในแถบยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร สเปน และเบลเยียม เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้ได้ริเริ่มมาตรการลดการใช้มือถือในโรงเรียนมาสักระยะแล้ว ซึ่งผลวิจัยยืนยันตรงกันว่า การนำสมาร์ทโฟนออกจากห้องเรียนช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีผลการเรียนอ่อน

ยิ่งไปกว่านั้น การจำกัดการใช้มือถือยังช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมยุคใหม่อย่างการเสพติดข่าวสารมากเกินไป (Doomscrolling) ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยอัลกอริทึม การให้เด็กได้พักสายตาจากเทคโนโลยี จึงถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่ดีที่สุด

การตัดสินใจของกรุงเทพมหานครในการให้นักเรียนกว่า 400 โรงเรียนฝากโทรศัพท์มือถือไว้กับคุณครู ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญในการปฏิรูประบบการศึกษา แน่นอนว่าในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดเทอม เด็กๆ อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวบ้าง แต่เชื่อว่าในระยะยาว มาตรการนี้จะช่วยคืนความมีชีวิตชีวาให้กับโรงเรียน คืนสมาธิให้กับห้องเรียน และคืนวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกหลานของเราทุกคน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนขับรถเมอร์เซเดสเสียชีวิตหลังเกิดอุบัติเหตุชนกับรถเครนในกรุงเทพฯ

วิกฤตกรุงเทพฯ เดือด! ดัชนีความร้อนพุ่งทะลุ 52 องศาเซลเซียส กทม. เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม

ข่าว - News

นักดำน้ำเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้หลังจากรถบรรทุกพ่วงเกิดไฟไหม้เนื่องจากอุบัติเหตุ

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

นักดำน้ำเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้หลังจากรถบรรทุกพ่วงเกิดไฟไหม้เนื่องจากอุบัติเหตุ

ปราจีนบุรี – เกิดอุบัติเหตุสุดสลดขึ้นอีกครั้งบนเส้นทางที่ได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เมื่อรถบรรทุกพ่วงที่บรรทุกยางพาราอัดแท่งเสียหลักพลิกคว่ำบนทางหลวงหมายเลข 304 ในพื้นที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เหตุการณ์นี้ทำให้ไฟลุกท่วมรถอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนขับถูกไฟคลอกเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าภายในซากรถ อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณทางลงเขาที่คดเคี้ยวและลาดชัน

ประเด็นสำคัญ

  • รถบรรทุกยางพาราเกิดระบบเบรกขัดข้องขณะลงเขา ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำและเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง
  • คนขับรถถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่งผลให้การจราจรฝั่งมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ติดขัดอย่างหนัก
  • จุดเกิดเหตุคือทางหลวงหมายเลข 304 ซึ่งเป็นเส้นทางลาดชันที่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากมาแล้วหลายครั้ง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรวังขอนแดง พบว่าสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากระบบเบรกขัดข้อง รถพ่วงคันนี้กำลังเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาเพื่อมุ่งหน้าไปอำเภอกบินทร์บุรี เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 209 ซึ่งเป็นทางโค้งลาดชัน รถได้สูญเสียการควบคุมอย่างสมบูรณ์ น้ำหนักบรรทุกที่มากทำให้รถไถลและพลิกคว่ำในที่สุด

สาเหตุหลักจากระบบเบรกขัดข้อง

หลังจากรถพลิกคว่ำไปกระแทกกับแผงกั้นคอนกรีตเกาะกลางถนน ประกายไฟได้ลุกลามไปติดสินค้าในรถ ยางพาราอัดแท่งที่บรรทุกมานั้นเป็นวัสดุที่ติดไฟง่ายมาก จึงทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เปลวไฟลุกโชนอย่างรวดเร็วและมีควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างความตกใจให้กับผู้ที่ขับรถผ่านไปมาอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ นักผจญเพลิง และหน่วยกู้ภัยทางหลวงได้รีบเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในการฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง หลังจากไฟดับลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างไฮดรอลิกเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา สภาพศพถูกไฟคลอกอย่างหนักจนไม่สามารถระบุตัวตนหรือเพศได้ทันที และถูกส่งไปยังโรงพยาบาลนาดีเพื่อชันสูตรต่อไป

เหตุการณ์นี้ทำให้ช่องทางจราจรฝั่งมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานครถูกปิดกั้นทั้งหมด รถยนต์ต้องจอดติดสะสมยาวเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรตลอดช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทางหลวงต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเคลื่อนย้ายซากรถและทำความสะอาดคราบน้ำมันบนพื้นถนน จนกระทั่งช่วงสายจึงสามารถเปิดช่องทางจราจรได้หนึ่งช่องทาง

ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงกิโลเมตรที่ 208-210 ในอำเภอนาดี เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ถนนช่วงนี้เป็นทางลาดชันยาวและมีโค้งอันตรายหลายจุด ผู้ขับขี่รถบรรทุกที่ไม่ชำนาญทางมักจะใช้เบรกมากเกินไปจนทำให้เบรกไหม้และสูญเสียการควบคุม ซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง

ถนนเส้นนี้เคยเป็นสถานที่เกิดเหตุสลดมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 2025 รถบัสทัศนศึกษาจากจังหวัดบึงกาฬเกิดเบรกแตกและพุ่งตกถนน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 19 คน และบาดเจ็บ 30 คน นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียนพุ่งชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 คน และบาดเจ็บอีก 45 คน

นักดำน้ำเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้หลังจากรถบรรทุกพ่วงเกิดไฟไหม้เนื่องจากอุบัติเหตุ

คำแนะนำสำหรับการขับขี่บนทางลาดชัน

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ซ้ำอีก ผู้ขับขี่รถบรรทุกหนักควรปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เกียร์ต่ำเมื่อขับลงเขาเพื่อช่วยชะลอความเร็วของรถ การหลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกแช่เป็นเวลานานจะช่วยป้องกันปัญหาเบรกไหม้หรือเบรกแตกได้ นอกจากนี้ การตรวจสอบสภาพรถก่อนการเดินทางไกลถือเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ

จากสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำซาก หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนเส้นทางนี้ เช่น การขยายทางหนีฉุกเฉิน (Runaway truck ramp) หรือการเพิ่มป้ายเตือนขนาดใหญ่ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ใช้ถนน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริง คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้ที่ Bangkok Post เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่มาโดยตรง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายสกัดรถบรรทุกพ่วงบรรทุกยาไอซ์ 300 กิโลกรัม

อุบัติเหตุรถบรรทุกร้ายแรงเปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 8 ราย

Continue Reading

ข่าว - News

รัฐบาลวางแผนลดจำนวนข้าราชการพลเรือน: จะช่วยประหยัดเงินได้หรือไม่?

Published

on

แผนการอันกล้าหาญของไทยในการลดขนาดข้าราชการพลเรือน: จะได้ผลหรือไม่?

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – รัฐบาลไทยกำลังผลักดันแผนลดจำนวนข้าราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี อ้างอิงรายงานจาก Bangkok Post โครงการนี้เปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ด้วยความสมัครใจ เป้าหมายหลักคือการลดรายจ่ายและปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยขึ้น

ประเด็นสำคัญ 

  • รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการเออร์ลี่รีไทร์ (Early Retire) ให้ข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคนเก่งจะแห่ลาออกไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีศักยภาพ
  • การลดขนาดองค์กรควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องประเมินเนื้องานก่อนตัดจำนวนบุคลากรเสมอ

รัฐมนตรีหลายท่านเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหางบประมาณที่บานปลายได้ แต่กลุ่มนักวิจารณ์กลับมองต่างออกไป พวกเขาเตือนว่าโครงการนี้อาจทำให้ภาครัฐสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย

ทำไมต้องเป็นข้าราชการวัย 40 ปี?

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าโครงการนี้จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 40 ปีเป็นหลัก ข้าราชการในวัยนี้ยังมีเรี่ยวแรงและเวลาพอที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ดีกว่า

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจเจอปัญหาใหญ่หากต้องเปลี่ยนสายอาชีพ การเริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจสร้างความเครียดได้ รัฐบาลจึงต้องพิจารณาเงื่อนไขนี้อย่างรอบคอบที่สุด

เจาะลึกสถิติข้าราชการไทย

ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.พ. ระบุว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งหมด 414,088 คน อายุเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 42.14 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยกลางคนเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กลุ่มข้าราชการอายุ 41 ถึง 50 ปี มีจำนวนถึง 121,545 คน ตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบ 30% ของจำนวนแรงงานในระบบราชการทั้งหมด นี่จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่มาก

เทคโนโลยีและ AI คือทางออก?

นายปกรณ์กล่าวว่า โครงการนี้จะเริ่มทดลองกับพนักงานในตำแหน่งธุรการก่อน งานเอกสารหรืองานที่ต้องทำซ้ำๆ เหล่านี้สามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ไม่ยาก

หากการนำร่องในกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ รัฐบาลก็จะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นต่อไป การศึกษารายละเอียดทั้งหมดนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานภายในปีงบประมาณ 2027

นักวิชาการเตือน: ระวังปัญหาแทรกซ้อน

นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน เขามองว่าโครงการนี้มีแนวคิดที่ดี แต่การนำไปปฏิบัติต้องระวังให้มาก

เขาอธิบายว่า หากออกแบบเงื่อนไขไม่ดี โครงการนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม การพิจารณาว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปคือหัวใจสำคัญของการลดขนาดองค์กรครั้งนี้

ใครบ้างที่จะตัดสินใจลาออก?

นณริฏแบ่งกลุ่มคนที่น่าจะเข้าร่วมโครงการออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือคนเก่งและมีประสบการณ์สูง คนกลุ่มนี้มักเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทเอกชนอยู่แล้ว

หากรัฐบาลปล่อยให้คนกลุ่มนี้ลาออกไป ภาครัฐจะสูญเสียมันสมองสำคัญในการบริหารประเทศ การกำหนดนโยบายและการให้บริการประชาชนก็จะขาดประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด

ความเสี่ยงของพนักงานธุรการ

กลุ่มที่สองคือพนักงานฝ่ายปฏิบัติการและธุรการทั่วไป การลดตำแหน่งเหล่านี้อาจช่วยลดรายจ่ายได้จริง แต่มันก็อาจผลักภาระไปสู่ส่วนอื่นแทน

พนักงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เลือกรับราชการเพราะต้องการความมั่นคง ไม่ใช่เพราะต้องการความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด หากพวกเขาเกษียณออกไปแล้วตกงาน พวกเขาอาจต้องกลับมาพึ่งพาสวัสดิการรัฐในรูปแบบอื่นแทน

การประหยัดงบประมาณเกิดขึ้นจริงหรือ?

นักวิชาการยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการจ่ายเงินชดเชย การจูงใจให้ข้าราชการยอมทิ้งความมั่นคงต้องใช้เงินก้อนโต หากให้น้อยไปก็ไม่มีใครเข้าร่วมโครงการ

แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยสูงเกินไป การประหยัดงบประมาณในระยะยาวก็อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องศึกษาจุดสมดุลของตัวเลขนี้ให้ดี

ประกันสุขภาพเอกชน: ทางเลือกที่แพงกว่า?

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ยกเลิกสวัสดิการรักษาพยาบาลเดิม แล้วหันไปใช้ระบบประกันสุขภาพของเอกชนแทน ระบบเดิมนั้นมีจุดอ่อนเรื่องการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและการใช้ยาที่เกินความจำเป็น

การใช้บริษัทประกันอาจช่วยตรวจสอบการเคลมเงินได้รัดกุมขึ้น แต่บริษัทเหล่านี้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร เมื่อข้าราชการอายุมากขึ้น เบี้ยประกันก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

เริ่มที่งาน ไม่ใช่เริ่มที่คน

นณริฏแนะนำว่า การปฏิรูประบบราชการควรเริ่มจากการทบทวนบทบาทของหน่วยงานรัฐเสียก่อน รัฐบาลต้องหาให้เจอก่อนว่างานไหนยังจำเป็นและงานไหนควรถูกตัดทิ้ง

หลังจากนั้นจึงค่อยมากำหนดว่าต้องใช้คนกี่คนในการทำงานเหล่านั้น การตัดคนออกโดยไม่ดูเนื้องานจะทำให้ระบบราชการอ่อนแอ และจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

มุมมองทางการเมือง: ภาวะสมองไหล

สถิตย์ธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน เขาเชื่อว่าโครงการนี้จะดึงดูดคนที่รัฐบาลไม่ควรสูญเสียไปมากที่สุด

คนเก่งมักจะมองเห็นโอกาสในภาคเอกชนและพร้อมที่จะก้าวออกไป ในขณะที่คนซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นมักจะเลือกกอดเก้าอี้ของตัวเองไว้แน่น ผลลัพธ์คือภาครัฐจะเหลือแต่บุคลากรที่มีข้อจำกัดในการทำงาน

วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า

สถิตย์ธรเสนอว่า รัฐบาลควรลดขนาดองค์กรผ่านกระบวนการเกษียณอายุตามปกติ เมื่อมีคนเกษียณ ก็ให้ยุบตำแหน่งนั้นทิ้งและไม่รับคนใหม่เพิ่ม

วิธีนี้จะช่วยให้จำนวนข้าราชการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าและไม่สร้างผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงจนเกินไป

ตัดงบอีเวนต์ดีกว่าตัดคน?

นอกจากประเด็นเรื่องคนแล้ว สถิตย์ธรยังมองว่ารัฐบาลควรไปตรวจสอบงบประมาณส่วนอื่นด้วย โดยเฉพาะงบพัฒนาและโครงการที่ต้องจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาทำงาน

หน่วยงานรัฐหลายแห่งมักจ้างเอกชนมาจัดงานอีเวนต์ ทั้งๆ ที่ข้าราชการในหน่วยงานก็มีความสามารถพอที่จะทำเองได้ การลดรายจ่ายซ้ำซ้อนตรงนี้จะช่วยลดรายจ่ายประเทศได้มหาศาล

อนาคตของระบบราชการไทย

ท้ายที่สุด โครงการนี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ารับราชการอีกต่อไป หากสวัสดิการและความมั่นคงหายไป เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกาจจะหันไปเลือกทำงานเอกชนแทนอย่างแน่นอน

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ระบบราชการไทยจะสูญเสียแรงดึงดูด ภาครัฐจะขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และหน่วยงานต่างๆ จะเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ทำไมรัฐบาลไทยถึงอยากลดจำนวนข้าราชการ?

A: รัฐบาลต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้แทนที่งานเอกสารแบบเดิม เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น

Q: ข้าราชการกลุ่มไหนคือเป้าหมายหลักของโครงการนี้?

A: โครงการนี้เล็งไปที่กลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในตำแหน่งธุรการทั่วไป รัฐบาลเชื่อว่าคนวัย 40 ปียังสามารถปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อไปทำงานเอกชนได้

Q: ทำไมนักวิชาการถึงกังวลเกี่ยวกับโครงการเออร์ลี่รีไทร์?

A: ข้อกังวลหลักคือภาวะ “สมองไหล” นักวิชาการกลัวว่าคนเก่งจะรับเงินชดเชยแล้วย้ายไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่พนักงานทั่วไปจะตกงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐแทน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงราย หลังรัฐบาลวางแผนเวนคืนที่ดินริมแม่น้ำไทรเพื่อป้องกันน้ำท่วม

 

Continue Reading

ข่าว - News

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

Rebecca Kim

Published

on

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้บ้านของตายายคู่หนึ่งในซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 11 ย่านเขตธนบุรี เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทั้งสองท่านเสียชีวิตพร้อมกับแมวที่เลี้ยงไว้อีกถึง 73 ตัว สองตายายเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ใจบุญที่รับเลี้ยงแมวกว่า 100 ตัวในบ้านหลังนี้ เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 05:59 น. และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วในเวลา 06:05 น.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานอย่างเต็มกำลัง และสามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จในเวลา 06:14 น. แต่ด้วยความรวดเร็วของไฟและควันพิษที่หนาแน่น ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงาน

ประเด็นสำคัญ

  • ตายายสองท่านและแมวอีก 73 ตัว เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในเขตธนบุรีช่วงเช้าตรู่
  • พบแมวรอดชีวิต 19 ตัว โดย 2 ตัวถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์อย่างเร่งด่วน
  • แมวอีก 17 ตัวถูกส่งไปยังศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ) เพื่อรอผู้ใจบุญมารับอุปการะต่อไป

หลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้สงบลง พวกเขาได้ค้นพบแมวที่รอดชีวิตจากกองเพลิงจำนวน 19 ตัว สภาพของพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ได้รีบนำแมว 2 ตัวที่มีอาการบาดเจ็บส่งไปยังโรงพยาบาลสัตว์เพื่อรับการรักษาทันที ส่วนแมวที่เหลืออีก 17 ตัวได้รับการดูแลเบื้องต้นเป็นอย่างดี

สำนักงานเขตธนบุรีได้รับหน้าที่ดูแลแมวทั้ง 17 ตัวนี้เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้นและฟื้นฟูสภาพจิตใจ จากนั้นในวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 12:00 น. เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายพวกมันอย่างปลอดภัย แมวทั้งหมดถูกส่งตัวไปยัง ศูนย์ควบคุมสุนัขและแมวประเวศ (Prawet Dog and Cat Shelter) เพื่อรอการอุปการะต่อไป

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบความเสียหายอย่างใกล้ชิด ท่านลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. การทำงานร่วมกันครั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตธนบุรี และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะใช้เวลาเพียง 6 นาทีในการเดินทางมาถึง แต่ไฟก็ลุกลามไปอย่างรวดเร็วมาก ท่านผู้ว่าฯ ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ท่านยังได้กล่าวเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเรื่องอัคคีภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

เปิดรับผู้ใจบุญ มอบชีวิตใหม่ให้แมวน้อย

ตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครกำลังเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อหาบ้านใหม่ที่อบอุ่นให้กับแมวที่รอดชีวิตทั้ง 17 ตัว แมวเหล่านี้รอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายมาได้ และต้องการความรักความเอาใจใส่ ศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ) จึงขอเชิญชวนผู้ที่รักสัตว์มาร่วมกันให้โอกาสพวกมัน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะมอบชีวิตใหม่ให้กับแมวเหล่านี้ สามารถติดต่อทางศูนย์ฯ ได้โดยตรงในช่วงวันและเวลาราชการ การรับอุปการะสัตว์ที่ผ่านเรื่องราวสะเทือนใจ จะช่วยเยียวยาจิตใจของพวกมันได้เป็นอย่างดี เราหวังว่าน้องแมวทุกตัวจะได้พบกับครอบครัวใหม่ที่รักและดูแลพวกมันตลอดไป

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

การป้องกันอัคคีภัยในบ้านพักอาศัย

เหตุการณ์สลดครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญ ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในบ้านมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบสายไฟเก่าและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นประจำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไฟไหม้ หากพบว่ามีอุปกรณ์ใดชำรุด ควรเปลี่ยนหรือซ่อมแซมทันที

นอกจากนี้ การติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟในบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถเตือนภัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ การเตรียมพร้อมและมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก เราทุกคนสามารถช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ เริ่มต้นจากบ้านของเราเอง

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ความร่วมมือของชุมชนในยามวิกฤต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ เรามักจะได้เห็นน้ำใจของคนในชุมชนที่ช่วยเหลือกันเสมอ เพื่อนบ้านและผู้เห็นเหตุการณ์ต่างพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ แม้สถานการณ์จะเลวร้าย แต่ความมีน้ำใจนี้คือสิ่งที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกของทุกคน

หน่วยงานภาครัฐเองก็ทำงานอย่างหนัก ทั้งในการดับเพลิงและการช่วยเหลือสัตว์ที่รอดชีวิต ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้เราดูแลกันและกันให้ดียิ่งขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

โศกนาฏกรรมในกรุงเทพฯ!! เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่ผับลาดพร้าว คร่าชีวิต 27 ราย

ตำรวจไซเบอร์ยึดบุหรี่ไฟฟ้า 50,000 เครื่องและเงินสดจำนวนมากจากบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

ตำรวจใช้รอยสักเพื่อระบุตัวตนศพที่เน่าเปื่อยซึ่งพบในนาข้าว
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 hours ago

ตำรวจใช้รอยสักเพื่อระบุตัวตนศพที่เน่าเปื่อยซึ่งพบในนาข้าว

โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน
เชียงราย - Chiang Rai News5 hours ago

โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน

เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดนตรี "Young Talents Music Competition 2026"
เชียงราย - Chiang Rai News6 hours ago

เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดนตรี “Young Talents Music Competition 2026”

บการในแม่สายต่างยินดี!! ตำรวจเร่งปราบปรามรถแท็กซี่ผิดกฎหมายของเมียนมาร์ ส่งผลให้การจราจรกลับสู่ภาวะปกติ
เชียงราย - Chiang Rai News6 hours ago

บรรดาผู้ประกอบการในแม่สายต่างยินดี!! ตำรวจเร่งปราบปรามรถแท็กซี่ผิดกฎหมายของเมียนมาร์ ส่งผลให้การจราจรกลับสู่ภาวะปกติ

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว!! ฝึกอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครท้องถิ่นสำหรับปี 2026
เชียงราย - Chiang Rai News6 hours ago

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว!! ฝึกอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครท้องถิ่นสำหรับปี 2026

โรงเรียนบ้านดอยหลาน บีพีพี จังหวัดเชียงราย ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์กีฬาใหม่
เชียงราย - Chiang Rai News7 hours ago

โรงเรียนบ้านดอยหลาน บีพีพี จังหวัดเชียงราย ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์กีฬาใหม่

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
ข่าวระดับชาติ - National7 hours ago

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เจ้าหน้าที่เร่งเฝ้าระวังความเสี่ยงสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำเชียงราย
สุขภาพและการแพทย์ Health7 hours ago

เจ้าหน้าที่เร่งเฝ้าระวังความเสี่ยงสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำเชียงราย

เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 day ago

เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร

สลด! ตำรวจขับรถพุ่งชนจักรยานยนต์ 3 แม่ลูก แม่เสียชีวิต ลูกเจ็บสาหัส
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 day ago

สลด! ตำรวจขับรถพุ่งชนจักรยานยนต์ 3 แม่ลูก แม่เสียชีวิต ลูกเจ็บสาหัส

การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง

น่าตกใจ! ชายคนหนึ่งจากจังหวัดพะเยา เมาสารเสพติด ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนหนึ่งกลางดึก
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

น่าตกใจ! ชายคนหนึ่งจากจังหวัดพะเยา เมาสารเสพติด ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนหนึ่งกลางดึก

เครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง
ข่าว - News3 weeks ago

เครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง

นักกีฬายิงปืนเยาวชนเชียงรายครองความยิ่งใหญ่ในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ
ข่าวกีฬา Sports4 weeks ago

นักกีฬายิงปืนเยาวชนเชียงรายครองความยิ่งใหญ่ในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวถูกแทงอย่างโหดเหี้ยมบนท้องถนน: วัยรุ่นผู้ต้องสงสัย 3 คนเข้ามอบตัวแล้ว
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวถูกแทงอย่างโหดเหี้ยมบนท้องถนน: วัยรุ่นผู้ต้องสงสัย 3 คนเข้ามอบตัวแล้ว

ปฏิบัติการขุดบิตคอยน์ใต้ดินถูกทลายในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

ปฏิบัติการขุดบิตคอยน์ใต้ดินถูกทลายในภาคเหนือของประเทศไทย

ทหารเชียงรายบุกเข้าตรวจค้นแหล่งซ่อนยาเสพติดในป่า ยึดยาเสพติดประเภทเฮโรอีน ฝิ่น และเมทแอมเฟตามีน
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

ทหารเชียงรายบุกเข้าตรวจค้นแหล่งซ่อนยาเสพติดในป่า ยึดยาเสพติดประเภทเฮโรอีน ฝิ่น และเมทแอมเฟตามีน

ปิดคดีสลดพัทยา! หนุ่มออสซี่รับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างทำไปเพื่อป้องกันตัว
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

ปิดคดีสลดพัทยา! หนุ่มออสซี่รับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างทำไปเพื่อป้องกันตัว

าหนังคาเขา! ชายวัย 55 ปี ถูกจับในข้อหาขโมยสายล่อฟ้าจากระบบประปาของหมู่บ้านในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

จับได้คาหนังคาเขา! ชายวัย 55 ปี ถูกจับในข้อหาขโมยสายล่อฟ้าจากระบบประปาของหมู่บ้านในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

ภัยเงียบสายปาร์ตี้! ป.ป.ส. เตือนระวัง "โคเคนสีชมพู" ยาเสพติดมรณะระบาดผับบาร์
สุขภาพและการแพทย์ Health4 weeks ago

ภัยเงียบสายปาร์ตี้! ป.ป.ส. เตือนระวัง “โคเคนสีชมพู” ยาเสพติดมรณะระบาดผับบาร์

Download Our App

Trending