การเงิน -Finance
ครอบครัวในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
กรุงเทพฯ – เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ รวมถึงหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ล่าสุด นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ได้เตือนถึงความเปราะบางของครัวเรือนไทย…
กรุงเทพฯ – เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ รวมถึงหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ล่าสุด นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ได้เตือนถึงความเปราะบางของครัวเรือนไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารหากความผันผวนภายนอกยังคงดำเนินต่อไป
หนี้ท่วม-รายได้โตไม่ทัน: สัญญาณอันตรายที่ไม่อาจมองข้าม
จากรายงานของ Nation Thailand คุณ Rena Kwok นักวิเคราะห์สินเชื่ออาวุโสจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า ครัวเรือนไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ “ตึงตัว” อย่างหนัก เนื่องจากระดับหนี้ที่สูงลิ่วมาบรรจบกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่ถาโถมเข้ามา
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยพุ่งสูงถึง 86.7% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในภูมิภาค ขณะที่การฟื้นตัวของรายได้ยังเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ทั่วถึง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อลูกหนี้เริ่มหายใจไม่ออก ภาคธนาคารย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย แม้ว่าในไตรมาสแรกของปีธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ในไทยจะมีกำไรโดยรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่ากำไรเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญ 2 ประการ:
- คุณภาพสินเชื่อที่แย่ลง: ลูกหนี้เริ่มผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น
- ต้นทุนที่สูงขึ้น: ธนาคารต้องสำรองเงินเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยง “ราคาน้ำมัน” ตัวแปรสำคัญในปี 2026
หนึ่งในปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากราคายังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อและบีบให้ธนาคารต้องปรับเพิ่มต้นทุนสินเชื่อ (Credit Costs) อีกประมาณ 20-30 basis points ในปีนี้เพื่อรองรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น
ผลกระทบนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ค่าน้ำมัน แต่จะขยายวงกว้างไปยัง:
- ต้นทุนวัตถุดิบ: ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามค่าขนส่ง
- การบริโภคที่ลดลง: เมื่อประชาชนต้องจ่ายเงินไปกับสิ่งของจำเป็นมากขึ้น เงินที่จะนำมาใช้สอยอื่นๆ ก็ลดลง
- กลุ่มธุรกิจพลังงานและนำเข้า: จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์
ความแข็งแกร่งที่แตกต่าง: ใครรอด ใครเสี่ยง?
แม้ภาพรวมจะดูน่ากังวล แต่ระบบธนาคารไทยยังถือว่ามีความยืดหยุ่นและมีเกราะป้องกันที่ค่อนข้างดีจากการตั้งสำรองที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะ “ไม่เท่ากัน” ในแต่ละธนาคาร:
- กลุ่มที่ปลอดภัย: ธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สูง เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งมีพอร์ตลูกค้าองค์กรถึง 49% จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถในการปรับตัวสูง
- กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง: ธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยและ SME สูง เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกสิกรไทย (KBank) อาจต้องเผชิญกับต้นทุนสินเชื่อที่สูงกว่า เนื่องจากกลุ่ม SME และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกันมีความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่า
ทางออกและการรับมือในอนาคต
ปัจจุบันธนาคารต่างๆ เริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสีย (NPL) ในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคส่วนการเงินยังคงต้องทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด
ในระยะยาว ความสมดุลระหว่างการจัดการหนี้ครัวเรือน การควบคุมค่าครองชีพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบธนาคาร จะเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้หรือไม่ในช่วงปี 2026 ที่จะถึงนี้
สรุปประเด็นสำคัญ:
- หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกือบ 87% ของ GDP ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ส่งผลกระทบต่อกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร
- ราคาน้ำมันโลกที่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ คือปัจจัยเสี่ยงหลักที่จะเพิ่มต้นทุนทางเงิน
- ธนาคารที่มีฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มีแนวโน้มต้านทานวิกฤตได้ดีกว่ากลุ่มที่เน้นรายย่อย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไทยลดขนาดกู้เงินรัฐรับวิกฤตเศรษฐกิจ กังวลเพดานหนี้สาธารณะ
ทหารถูกกล่าวหาว่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 15 ปี ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว
วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ของ GDP: เมื่อการกู้ยืมไม่ใช่เพื่อลงทุน แต่คือการต่อลมหายใจรายวัน
การเงิน -Finance
ทองร่วง 300 บาท รูปพรรณขาย 67,000 ตลาดจับตาเฟด
เชียงราย – สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำในประเทศช่วงเช้าวันนี้ ปรับลดลงทันที 300 บาทต่อบาททองคำ ส่งผลให้ราคาทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 67,000 บาท ขณะที่ราคารับซื้อทองรูปพรรณอยู่ที่ 65,800 บาท ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน หลังราคาพุ่งแตะระดับสถิติใหม่ในช่วงก่อนหน้านี้
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาในเช้านี้ มาจากกระแสคาดการณ์เรื่องนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกต่างพากันชะลอการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อรอฟังความชัดเจนจากรายงานข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่กดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับลดลงตาม
ประเด็นสำคัญ
- ทองไทยร่วง 300 บาท: ราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดปรับลงแรง ส่งผลให้ทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ระดับ 67,000 บาท
- จับตาถ้อยแถลงเฟด: นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- บาทแข็งกดดันซ้ำ: การขยับแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้การคำนวณราคาทองคำแท่งและรูปพรรณในประเทศย่อตัวลง
สรุปราคาทองคำประจำวันและการปรับตัวของตลาด
สำหรับการเปิดตลาดรอบแรกวันนี้ ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 66,200 บาท และขายออกบาทละ 66,500 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 65,800 บาท และขายออกบาทละ 67,000 บาท ผู้สนใจสามารถตรวจสอบประกาศราคาอย่างเป็นทางการแบบเรียลไทม์ได้ที่ สมาคมค้าทองคำ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนราคาตามสภาวะตลาดตลอดทั้งวัน
บรรยากาศการซื้อขายย่านเยาวราชเช้านี้เริ่มมีประชาชนและนักลงทุนทยอยเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ระบุว่าแรงซื้อทองคำแท่งเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังราคาผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่อเป็นของขวัญหรือสะสมระยะยาวยังคงเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อราคาเริ่มย่อตัวลงมาเปิดโอกาสให้เข้าซื้อรอบใหม่
ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน
ในฝั่งของตลาดต่างประเทศ สัญญาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) แกว่งตัวในกรอบจำกัดเนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยบวกด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปมากแล้ว ขณะเดียวกัน ท่าทีของประธานเฟดที่มีต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด หากตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เฟดอาจส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและกดดันราคาทองคำต่อ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง ควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนและรอจังหวะเข้าซื้อสะสมเมื่อราคาย่อตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญ ทั้งนี้ การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายจะช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ดีที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ยื่นภาษี 2026 ให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก, รู้แบบ รู้วัน รู้เอกสาร
สเตเบิลคอยน์กำลังวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการเงินในประเทศไทย
การเงิน -Finance
เริ่มแล้ว! ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 1-15 ต.ค. นี้
เชียงราย – โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) รอบเพิ่มเติม เปิดให้ประชาชนกดยืนยันรับสิทธิแล้วตั้งแต่วันนี้ ใครที่พลาดการตรวจสอบสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบก่อน สามารถเข้ามาดำเนินการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง การเปิดลงทะเบียนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาล โดยระบบจะเปิดรับสิทธิตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 ถึง 15 ตุลาคม 2569
สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือของโครงการนี้ รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าสินค้าให้ในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนจ่ายเงินส่วนตัวเพียง 40% ผู้ที่ได้รับสิทธิจะมีวงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ ซึ่งสามารถใช้สแกนจ่ายได้ไม่เกินวันละ 200 บาท หากคุณยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเริ่มสแกนใช้จ่ายได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2569
ประเด็นสำคัญ
- เปิดให้กดยืนยันรับสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” รอบเพิ่มเติมผ่านแอปเป๋าตัง ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
- โครงการนี้รัฐช่วยจ่ายค่าครองชีพ 60% โดยให้วงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาท และจำกัดการใช้ไม่เกินวันละ 200 บาท
- ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569
วิธีการยืนยันสิทธิผ่านแอปเป๋าตัง
การยืนยันรับสิทธิสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านสมาร์ตโฟนของคุณทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันเป๋าตังที่อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว จากนั้นให้กดเข้าไปที่แบนเนอร์ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ที่แสดงอยู่บนหน้าจอหลัก เมื่อคุณอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการจบแล้ว ให้กดยอมรับข้อตกลงเพื่อยืนยันการรับสิทธิของคุณได้เลย
สำหรับคนที่ยังไม่เคยเปิดใช้งาน G-Wallet ในแอปเป๋าตัง คุณจะต้องทำการสมัครและยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากที่ระบบยืนยันตัวตนผ่านแล้ว คุณสามารถเติมเงินเข้า G-Wallet เพื่อเตรียมไว้สำหรับจ่ายเงินในส่วน 40% ของตัวคุณเอง การใช้งานจริงนั้นก็เพียงแค่นำสมาร์ตโฟนไปสแกนจ่ายค่าสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามปกติ
เงื่อนไขและข้อควรระวังในการใช้จ่าย
มาตรการช่วยเหลือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลออกนโยบายสมทบทุนแบบ 60/40 จะช่วยให้การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมีความคล่องตัวมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดสดหรือร้านอาหารรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งนี้จะช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง
แม้คุณจะได้รับสิทธิแล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขการใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เสียสิทธิไปฟรีๆ การใช้จ่ายผ่านโครงการนี้จะไม่สามารถกดออกมาเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารได้ และต้องใช้สแกนผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้น นอกจากนี้ วงเงิน 1,000 บาทที่รัฐบาลสมทบให้ จะมีระยะเวลาสิ้นสุดการใช้สิทธิภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ดังนั้น คุณควรวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวันให้ดี เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุดก่อนที่โครงการจะหมดเขต
โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวในช่วงปลายปี หากใครที่เข้าเกณฑ์และยังไม่ได้กดยืนยันสิทธิ ก็อย่าลืมเข้าไปทำรายการในแอปเป๋าตังภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน การเตรียมความพร้อมและทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
การเงิน -Finance
เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
เชียงราย – กระทรวงการคลังประกาศข่าวดีสำหรับประชาชนที่รอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 1.75 ล้านคนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยผู้ที่ได้รับสิทธิในรอบนี้ สามารถเริ่มใช้งานสวัสดิการต่างๆ ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลมุ่งหวังที่จะลดภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงจุดที่สุด
การประกาศผลรอบทบทวนสิทธินี้ ทำให้ยอดรวมของผู้ได้รับสิทธิทั่วประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึง 11.25 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ทุกคนจะต้องรีบดำเนินการยืนยันตัวตน หรือกระบวนการ e-KYC ให้เรียบร้อยเสียก่อน หากคุณสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนได้สำเร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง รวมถึงเงินพิเศษเพิ่มเติมอีก 700 บาทตามมติของคณะรัฐมนตรี
ประเด็นสำคัญ
- ผ่านเกณฑ์เพิ่ม 1.75 ล้านคน: กระทรวงการคลังอนุมัติสิทธิรอบทบทวน ทำให้ยอดรวมผู้ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐพุ่งแตะ 11.25 ล้านคนทั่วประเทศ
- เริ่มใช้สิทธิได้ทันที: ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติสามารถเริ่มรับวงเงินสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC): ผู้รับสิทธิจำเป็นต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือธนาคารที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินโอน
สำหรับผู้ที่ตรวจสอบผลแล้วพบว่าตนเองผ่านเกณฑ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ คุณสามารถทำขั้นตอน e-KYC ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 นอกจากนี้ คุณยังสามารถยืนยันตัวตนผ่านธนาคารของรัฐอื่นๆ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน หรือ ธอส. ได้จนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 การทำตามขั้นตอนนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยรับประกันว่าคุณจะไม่เสียสิทธิที่พึงได้
หลังจากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว วงเงินสวัสดิการที่คุณจะได้รับนั้นครอบคลุมหลายส่วนในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบไปด้วยวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม และวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะอีก 750 บาท ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของภาครัฐที่จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน หากคุณต้องการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด สามารถเข้าไปเช็กผลได้ที่เว็บไซต์ ตรวจสอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของกระทรวงการคลังโดยตรง
ทางเลือกสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน
ในทางกลับกัน หากคุณเข้าไปตรวจสอบรายชื่อแล้วพบว่าตนเองไม่ผ่านคุณสมบัติในรอบทบทวนสิทธินี้ ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) เพื่อรับการเยียวยาเพิ่มเติม โครงการนี้จะมอบเงินช่วยเหลือให้คุณ 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 2 เดือน คือในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแค่กดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในช่วงวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 นี้เท่านั้น
ท้ายที่สุด โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นหนึ่งในมาตรการหลักในการดูแลประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก การที่รัฐบาลปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเกิดความคุ้มค่าและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ประชาชนจึงควรติดตาม ข่าวเศรษฐกิจล่าสุด อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ตนเองสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลได้อย่างครบถ้วนและทันท่วงที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
-
ข่าว - News3 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News3 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

