เชียงราย - Chiang Rai News
หญิงชาวเชียงรายที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกหลอกลวงในประเทศกัมพูชา
เชียงราย – หญิงสาวชาวเชียงรายที่ป่วยโปลิโอ เดินทางพร้อมพ่อเข้าไปขอบคุณตำรวจ หลังประสานช่วยเหลือให้กลับไทยได้อย่างปลอดภัย เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้ถูกหลอกไปทำงานเป็นแอดมินที่สระแก้ว สุดท้ายกลับถูกพาข้ามแดนไปปอยเปต ถูกยึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์ แล้วถูกบังคับสแกนหน้าเพื่อทำธุรกรรมโอนเงิน
วันที่ 24 ก.พ. นายอุดร ชาว บ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พาลูกสาว น.ส.นภัศรา อายุ 23 ปี ซึ่งป่วยโปลิโอ เข้าพบและขอบคุณ พล.ต.ต.มานพ เสนากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย หลังตำรวจในพื้นที่ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ช่วยประสานงานจนเธอหนีออกจากขบวนการหลอกลวงในกัมพูชา และกลับถึงไทยได้
น.ส.นภัศราเล่าว่า เธอเคยทำงานแอดมินติดต่อประสานลูกค้าในกรุงเทพฯ แต่เมื่อว่างงานจึงหางานผ่านออนไลน์ ต่อมาพบเฟซบุ๊กรับสมัครงานแอดมินที่จังหวัดสระแก้ว เสนอเงินเดือน 20,000 บาท จึงตัดสินใจสมัคร
จากนั้น ผู้ชักชวนให้นัดขึ้นรถที่ห้างสรรพสินค้า ย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 เพื่อเดินทางไปสระแก้ว ระหว่างทางมีผู้สมัครร่วมไปด้วยประมาณ 5-6 คน
ถึงสระแก้วแล้วไม่ตรงปก ถูกพาเข้าพื้นที่ไร่อ้อยและบังคับข้ามแดน
เมื่อไปถึงจังหวัดสระแก้ว กลุ่มดังกล่าวถูกพาไปแวะห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ ก่อนจะถูกพาขึ้นรถกระบะไปยังไร่อ้อยที่ไม่ทราบพิกัด แล้วถูกบังคับให้วิ่งผ่านไร่อ้อยไปอีกฝั่ง
น.ส.นภัศราซึ่งพิการระดับ 3 จากโปลิโอ ต้องเดินเขย่งฝ่าทางจนสุดแนวไร่ ต่อมามีชาวกัมพูชาประมาณ 4 คนมารับตัว แล้วพาขึ้นรถกระบะเข้าเขตเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา
เธอบอกว่า เมื่อไปถึงตึกที่ใช้เป็นฐานของแก๊งสแกมเมอร์ กลุ่มคนร้ายยึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์ ทำให้ครอบครัวติดต่อไม่ได้ จากนั้นยังบังคับให้สแกนใบหน้าผ่านแอปธนาคารในมือถืออย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อทำรายการโอนเงินเข้าและออก
ในตึกเดียวกัน เธอสังเกตว่ามีคนไทยอยู่จำนวนมาก ราว 30-40 คน หลายคนพยายามหาทางหนี บางส่วนรวมตัวกันก่อเหตุเผาตึกเพื่อเปิดทางหลบออกมา
“ตอนนั้นกลัวมาก อยากกลับบ้านอย่างเดียว” เธอเล่า
ถูกย้ายไปกาสิโนเมืองไพลิน ได้โทรศัพท์คืนจึงขอความช่วยเหลือ
ต่อมาวันที่ 16 ก.พ. กลุ่มคนร้ายส่งเธอไปอยู่ที่ Grand Pailin Casino & Resort ในเมืองไพลิน ใกล้ปอยเปต ครั้งนี้เธอได้โทรศัพท์และเอกสารคืน ทำให้สามารถใช้ Wi-Fi ติดต่อพ่อ และขอความช่วยเหลือไปยังตำรวจที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน คนไทยที่ยังอยู่ตึกเดิมในปอยเปตทราบว่าเกิดเหตุวุ่นวายและมีไฟไหม้ หลายคนจึงวิ่งหนีออกมา และมีบางส่วนข้ามกลับฝั่งไทยได้
รวมตัวหนีอีก 5 คน วิ่งข้ามแดนกลับไทยทางสระแก้ว
น.ส.นภัศราบอกว่า เมื่อเห็นโอกาสจึงชวนคนไทยอีก 5 คน หนีออกมาด้วยกัน ได้แก่
- น.ส.กมลเนตร อายุ 45 ปี ชาวนครราชสีมา
- น.ส.รุ่ง อายุ 35 ปี ชาวอุทัยธานี
- น.ส.บุญยารัตน์ อายุ 29 ปี ชาวนครปฐม
- นายกิตติศักดิ์ อายุ 27 ปี ชาวขอนแก่น
- นายอาทิมา อายุ 25 ปี ชาวหนองคาย
ทั้งหมดนั่งรถรับจ้างไปลงบริเวณป่าไผ่ใกล้ชายแดน ก่อนวิ่งฝ่ากลับเข้าประเทศไทย และมีทหารไทยตามแนวชายแดนช่วยเหลือจนเข้าพื้นที่จังหวัดสระแก้วได้
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ส่งทุกคนเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง และมีการเปรียบเทียบปรับตามขั้นตอน เนื่องจากเข้าออกชายแดนผิดกฎหมาย ก่อนแยกย้ายกลับภูมิลำเนา
ด้านน.ส.นภัศราเข้าแจ้งความที่ สภ.เชียงแสน ระบุว่าถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศจนเข้าข่ายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์
ตำรวจเตือน งานง่ายเงินดีผิดปกติ ให้ระวังการชวนไปทำงานชายแดน
พล.ต.ต.มานพกล่าวว่า ดีใจที่ครอบครัวได้ลูกสาวกลับมาอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำเตือนประชาชนให้ระวังการชักชวนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะงานแอดมินที่บอกว่าไม่ต้องมีทักษะ งานสบาย แต่ให้เงินเดือนสูง 20,000-40,000 บาท เพราะถือว่าน่าสงสัย
ยิ่งถ้ามีการนัดให้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา ให้คิดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง และอาจถูกพาออกนอกประเทศได้
“ไม่มีงานไหนให้ข้อเสนอง่าย แต่ได้เงินแพงแบบนี้” เขากล่าว
ส่วนคดีนี้ ตำรวจจะสอบปากคำและตรวจสอบหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กรมควบคุมมลพิษชู &ร่องบอนโมเดล& เชียงรายเป็นต้นแบบชุมชนปลอดเผา, เผยฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ
เชียงราย - Chiang Rai News
ชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารหนู
เชียงราย -เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มีเวทีประชุมเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะจากชุมชน ที่โรงแรมลักษณวรรณ อำเภอเมืองเชียงราย ประเด็นหลักคือผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย โดยทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนำผลการศึกษาและข้อมูลภาคสนามมานำเสนอ เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการแก้ปัญหาเชิงระบบ
ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่า ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างเล็บจากผู้ใหญ่ และเส้นผมจากเด็ก ใน 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่, ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย, บ้านแซว และชุมชนริมแม่น้ำกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แล้วนำไปตรวจวิเคราะห์สารหนู ผลที่ได้พบการสะสมของสารหนูในร่างกายของกลุ่มตัวอย่าง
รายงานการประชุมระบุว่า จากการสุ่มตรวจ 90 ราย พบผู้ที่มีสารหนูสะสมในเล็บเกินค่ามาตรฐาน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.78 นอกจากนี้ ผู้ที่มีค่าสูงเกินเกณฑ์บางส่วนเริ่มมีอาการทางคลินิก เช่น ชาปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผิวหนังระคายเคือง สีผิวผิดปกติ มีตุ่มหนาคล้ายตาปลา รวมถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ และอาการเท้าบวม
ผศ.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อธิบายว่า การพบสารหนูในเล็บและเส้นผมเป็นสัญญาณที่ชัดว่าร่างกายขับสารพิษออกได้ไม่หมด แม้ไทยยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่าระดับสารหนูสะสมเท่าใดจึงเข้าข่ายอันตราย แต่ข้อมูลนี้นำไปเทียบกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกได้ และใช้ต่อยอดเพื่อกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข
ในมุมข้อเสนอเชิงนโยบาย ผศ.เสถียรเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งลงพื้นที่ตรวจยืนยันเพิ่มเติม และออกมาตรการรับมือที่ทำได้จริง โดยให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยแบบบูรณาการ เขายังชี้ด้วยว่า ก่อนหน้านี้กรมควบคุมโรคเคยตรวจพบสารหนูในปัสสาวะของชาวบ้านริมแม่น้ำกกแล้ว แต่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายยังเดินช้า
ขณะเดียวกัน น.ส.สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ มองว่าผลวิจัยครั้งนี้สะท้อนว่าเริ่มมีการสะสมสารหนูในร่างกาย หากยังไม่ลดการรับสัมผัสจากแหล่งน้ำและอาหาร โดยเฉพาะข้าวจากนาที่ใช้น้ำปนเปื้อน ในอนาคตอาจพบผู้ป่วยโรคพิษสารหนูเพิ่มขึ้น เธอจึงเสนอให้ประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ยกระดับความรู้ของคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน ให้เข้าใจระบบบำบัดสารหนูและโลหะหนัก รวมถึงทักษะการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพื่อให้การผลิตน้ำประปาชุมชนได้มาตรฐานและปลอดภัยมากขึ้น
ด้านนายสืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลคุณภาพน้ำที่หน่วยงานรัฐแถลงออกมาบางส่วนไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะเมื่ออ้างผลจากชุดทดสอบภาคสนามเพียงอย่างเดียว เขายังเตือนด้วยว่า หากมีคำแนะนำให้ประชาชนลงเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมในแม่น้ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงจากตะกอนดินที่มีโลหะหนักฟุ้งกระจาย
ท้ายที่สุด นักวิชาการเสนอให้หน่วยงานรัฐ จังหวัดเชียงราย ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ร่วมประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ให้เป็นระบบและทำต่อเนื่องได้ในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หญิงชาวเชียงรายที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกหลอกลวงในประเทศกัมพูชา
เชียงราย - Chiang Rai News
Chiang Rai Times- หนังสือพิมพ์เชียงรายไทมส์ฉลองครบรอบ 19 ปี
Chiang Rai Times คือเว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษแบบไม่แสวงหากำไร ที่นำเสนอข่าวท้องถิ่น ภูมิภาค และข่าวต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2007 เพื่อให้ชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นที่อ่านอังกฤษได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงได้ง่ายขึ้น
เชียงรายอยู่ท่ามกลางภูเขาเขียวขจี ใกล้ชายแดนไทย ลาว และเมียนมา พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำจึงดึงดูดทั้งผู้มาเยือนและผู้พำนักระยะยาวจากหลายประเทศ เพราะมีผู้คนหลากหลาย ข่าวภาษาอังกฤษที่ชัดเจนจึงสำคัญมาก ทั้งชาวต่างชาติ นักเดินทาง เจ้าของกิจการ และคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษ ต่างต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตั้งแต่นโยบายเมือง การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจท้องถิ่น ข่าวท่องเที่ยว ไปจนถึงเหตุการณ์ใหญ่ของโลก
ตรงนี้เองที่ Chiang Rai Times เข้ามามีบทบาท หลายคนมองว่าเป็นแหล่งข่าวภาษาอังกฤษที่อัปเดตสม่ำเสมอและโฟกัสพื้นที่ ภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะ จังหวัดเชียงราย เว็บไซต์ทำงานในรูปแบบสื่อออนไลน์ไม่แสวงหากำไร ภายใต้ชื่อ CTN News และตลอดเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ช่วยเติมช่องว่างที่สื่อใหญ่ๆ มักรายงานภาคเหนือแบบผิวเผิน
จุดเริ่มต้นและการเติบโตช่วงแรก
ตามข้อมูลภาพรวม Chiang Rai Times เปิดตัวในปี 2007 ในฐานะพอร์ทัลข่าวภาษาอังกฤษอิสระแบบไม่แสวงหากำไร ช่วงนั้นเชียงรายเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นจากการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และจำนวนชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นความต้องการข่าวภาษาอังกฤษที่ไว้ใจได้จึงสูงขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งแต่แรก เว็บไซต์เน้นข่าวที่กระทบชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่เป็นหลัก ทั้งข่าวท้องถิ่นและข่าวภูมิภาค พร้อมคัดเลือกข่าวต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้อ่านในเชียงรายด้วย รายงานยุคแรกครอบคลุมการเมือง ธุรกิจ กิจกรรมชุมชน และเรื่องท่องเที่ยวใน จังหวัดเชียงราย มากกว่าจะไล่ตามกระแสระดับประเทศ และยังหยิบเรื่องที่สื่อส่วนกลางมักมองข้ามขึ้นมาเล่าให้ครบ
เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2010s แพลตฟอร์มก็ขยับเป็นแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่กว้างขึ้น มีหมวดประกาศ บัญชีรายชื่อธุรกิจ และคู่มือท่องเที่ยวเพิ่มเข้ามา แนวทางที่เน้นออนไลน์ตั้งแต่ต้นช่วยให้ปรับตัวได้ดีในช่วงที่คนอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ลดลง และหันไปอ่านข่าวบนเว็บมากขึ้น ปัจจุบันเว็บไซต์มีผู้อ่านรวมมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และลงข่าวอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ด้วยภาษาอ่านง่ายและตรงประเด็น
แหล่งข่าวภาษาอังกฤษที่หาได้ยากในภาคเหนือตอนบน
ภาคเหนือของไทยมีหลายจังหวัดที่มีวัฒนธรรมเข้มข้น และมีคนใช้ภาษาอังกฤษอยู่ไม่น้อย เช่น เชียงราย, เชียงใหม่, ลำปาง พะเยา และจังหวัดใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม สื่อข่าวภาษาอังกฤษที่ทำข่าวประจำในพื้นที่ยังมีไม่มาก
แม้ เชียงใหม่ จะมีสื่อที่ทำมานานอย่าง Chiang Mai Citylife (เริ่มในปี 1991) แต่สื่อที่ให้ความสำคัญกับ เชียงราย และภาคเหนือตอนบนแบบต่อเนื่องยังมีจำกัด หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษระดับชาติอย่าง Bangkok Post และ The Nation มักลงข่าวภูมิภาคแบบสั้นๆ ส่วนสื่อออนไลน์อื่นๆ เช่น The Thaiger ก็รายงานข่าวทั่วไทยเป็นหลัก แต่ไม่ได้เจาะเชียงรายในแบบเดียวกับที่ Chiang Rai Times ทำ
ด้วยเหตุนี้ Chiang Rai Times จึงกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญสำหรับคนที่อ่านไทยไม่ถนัด แต่ต้องการเข้าใจประเด็นท้องถิ่น เช่น ปัญหาคุณภาพอากาศ มลพิษในแม่น้ำ กิจกรรมชุมชน และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของพื้นที่
เน้นข่าวชัดเจน อัปเดตไว และอ่านเข้าใจง่าย
Chiang Rai Times ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความรวดเร็ว พร้อมเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ในเดือนมีนาคม 2024 เว็บไซต์เปิดตัวแพลตฟอร์มที่ปรับโฉมใหม่ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้นและขยายการนำเสนอข่าวให้ครอบคลุมกว่าเดิม โดย Editor-in-Chief Somsak Jitman ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโจทย์ผู้อ่านยุคใหม่ ควบคู่กับการรักษามาตรฐานงานข่าว
ประเด็นที่รายงานเป็นประจำ เช่น
- การเมืองท้องถิ่น และนโยบายสาธารณะใน เชียงราย
- ธุรกิจ และเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงเกษตรและท่องเที่ยว
- ชีวิตชุมชน งานสังคม และกิจกรรมวัฒนธรรม
- ท่องเที่ยว วัด ชุมชนชาติพันธุ์บนดอย และแหล่งธรรมชาติ
- ข่าวภูมิภาคและข่าวโลก ที่โยงกลับมาที่ภาคเหนือของไทย
เพราะทำงานแบบไม่แสวงหากำไร เว็บไซต์จึงโฟกัสงานบริการสาธารณะได้เต็มที่ และยังช่วยสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นกับกิจกรรมชุมชนไปพร้อมกัน โดยคงความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการไว้
รายงานต่อเนื่อง ช่วยให้คนเห็นภาพเชียงรายชัดขึ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Chiang Rai Times ติดตามเหตุการณ์สำคัญใน ภาคเหนือของไทย อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงด้านการค้าชายแดน หรือการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหลังโควิด นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องที่สะท้อนตัวตนของเชียงราย เช่น วัดสมัยล้านนา และความหลากหลายของชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ทำให้ผู้อ่านทั่วโลกเห็นภาพจังหวัดนี้ชัดขึ้น
เมื่อมียอดเข้าชมระดับหลักล้านต่อปี เว็บไซต์ก็มีส่วนต่อการรับรู้ของคนต่อภูมิภาคนี้ด้วย ผลที่ตามมาคือช่วยเพิ่มความสนใจด้านท่องเที่ยว และทำให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีเหตุผลระหว่างคนท้องถิ่น ผู้ย้ายมาอยู่ใหม่ และผู้มาเยือน
นักข่าวและทีมบรรณาธิการ
Chiang Rai Times ทำงานร่วมกับนักเขียนและผู้สื่อข่าวหลายคนที่ติดตามพื้นที่ภาคเหนือ บางช่วงชื่อผู้เขียนอาจเปลี่ยนไปตามเวลา แต่แนวทางยังคงพึ่งพานักข่าวท้องถิ่นและผู้สื่อข่าวภูมิภาคที่เข้าใจผู้คนและบริบทของพื้นที่
Editor-in-Chief Anna Wong ดูแลการทำงานประจำวัน โดยเน้นความถูกต้อง และการนำเสนอข่าวให้เข้ากับการอ่านบนออนไลน์ ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ยังเผยแพร่งานจากผู้เขียนที่มีความคุ้นเคยกับประเด็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยเสริมมุมมองและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
โดยรวมแล้ว ทีมผสมผสานข่าวท้องถิ่นกับข่าวต่างประเทศที่คัดเลือกมาอย่างเหมาะสม และยังยึดเชียงรายเป็นศูนย์กลางของการรายงานข่าวเสมอ
รางวัลและการยอมรับ
Chiang Rai Times ได้รับความสนใจในฐานะสื่อภูมิภาคที่ทำงานต่อเนื่อง ในปี 2023 เว็บไซต์ได้รับการยอมรับเป็นผู้ชนะใน Media Innovator Awards ซึ่งสะท้อนแนวทางการทำสื่อและการทำงานด้านข่าวใน ภาคเหนือของไทย มาอย่างยาวนาน
ผู้อ่านจำนวนมากชื่นชมว่าเว็บไซต์ช่วยทำให้ข่าวท้องถิ่นตามอ่านได้ง่าย และยังเชื่อมโยงให้เห็นภาพใหญ่ได้พอดี ที่สำคัญคือความสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2007 ทำให้ความไว้วางใจในชุมชนค่อยๆ เติบโตขึ้น
ก้าวต่อไป
เมื่อ เชียงราย เปลี่ยนแปลงจากการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เกษตรยั่งยืน และโครงการข้ามพรมแดน Chiang Rai Times ยังตั้งใจรายงานข่าวด้วยความชัดเจนและรอบคอบ การปรับปรุงเว็บไซต์ล่าสุดก็ช่วยเปิดทางให้เข้าถึงผู้อ่านได้กว้างขึ้น และรองรับรูปแบบการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นในอนาคต
ในช่วงที่ข้อมูลผิดๆ แพร่กระจายได้เร็วบนออนไลน์ สื่อข่าวแบบไม่แสวงหากำไรแห่งนี้ยังยืนบนหลักข้อมูลจริง และทำหน้าที่เป็นแหล่งข่าวภาษาอังกฤษสำหรับผู้อ่านทั่ว ภาคเหนือของไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ที่ chiangraitimes.com หรือช่องทางโซเชียลของ CTN News โดย Chiang Rai Times ยังเป็นตัวอย่างของสื่อที่ยืนอยู่กับชุมชน และเติบโตได้บนโลกออนไลน์อย่างมั่นคง
เชียงราย - Chiang Rai News
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
เชียงราย – ชาวเมืองหลายคนคุ้นเคยกับคู่สามีภรรยาสูงวัยคู่นี้ที่ร้องเพลงในที่พลุกพล่านของเมือง ภาพที่คุ้นเคยคือคุณปู่เข็นรถเข็นของภรรยา เดินอย่างช้าๆ และไม่เร่งรีบ ในวันที่อากาศร้อน พวกเขายังออกจากห้องพักไปตลาดสด สำนักงานราชการ หรือย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นระยะทางไปกลับประมาณ 10-16 กิโลเมตรต่อวัน
แม้ทั้งคู่จะชราภาพและเจ็บป่วย แต่ก็ยังพยายามทำมาหากินด้วยตัวเอง ความตั้งใจของเขาทำให้หลายคนที่ยังแข็งแรงต้องหยุดคิด เพราะคนสองคนนี้ “สู้ชีวิต” แบบไม่ยอมถอย
ชีวิตก่อนมาเจอกัน ต่างคนต่างลำบาก
คุณยายชื่อ นางสมบูรณ์ สมพระมิตร อายุ 67 ปี ป่วยเป็นอัมพาตและมีโรคประจำตัว เดิมอยู่บ้านสันต้นแหน หมู่ 1 ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เธอไม่มีลูก และไม่ได้อยู่กับญาติพี่น้อง หลังล้มป่วยก็ถูกทอดทิ้ง จนต้องอาศัยศาลากลางหมู่บ้าน ก่อนจะระหกระเหินไปอยู่ที่วัดห้วยปลากั้ง และอยู่ในการดูแลของทางวัดช่วงหนึ่ง
ส่วนคุณตาชื่อ นายสม วังโต อายุ 75 ปี สุขภาพตามวัย หูตาฝ้าฟาง ภรรยาเดิมเสียชีวิตแล้ว เขามีลูกชาย 1 คน คือ นายปัญญา วังโต อายุราว 41 ปี ช่วงหนึ่งยังติดต่อกันได้ แต่ตลอด 3 ปีหลังสุดกลับติดต่อไม่ได้อีกเลย คุณตาไม่รู้ข่าวคราวว่าลูกชายอยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไร เพราะอยากมีคนพึ่งพาในบั้นปลายชีวิต แต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายจึงไปอาศัยอยู่ที่วัดห้วยปลากั้งเช่นกัน
จากคนดูแลกันในวัด สู่คู่ชีวิตที่ต้องออกมายืนด้วยตัวเอง
ระหว่างอยู่ศูนย์ดูแลผู้ยากไร้ของวัดห้วยปลากั้ง ทั้งสองช่วยกันดูแลและพยุงกันในแต่ละวัน จนกลายเป็นความผูกพัน อย่างไรก็ตาม วัดเป็นเขตอภัยทาน จึงไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตคู่ ทั้งสองจึงตัดสินใจขอออกมา แล้วเก็บเงินเท่าที่พอมีเพื่อเริ่มต้นใหม่
ต่อมาทั้งคู่มาเช่าห้องพักที่บังออน เลขที่ 138/18 หมู่ 21 บ้านเกาะลอย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และอาศัยอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน
รายได้จากเปิดหมวก วันไหนคนเยอะก็พอหายใจได้
เมื่อออกไปร้องเพลงเปิดหมวก คุณตาจะเข็นวีลแชร์ให้คุณยายไปตามเส้นทางในเมือง บางช่วงทางไม่ดีหรือเหนื่อยมากก็มีหกล้ม แล้วต้องช่วยกันพยุงขึ้นมาใหม่ บางวันคุณยายร้องไม่ไหว ก็เปิดเพลงอย่างเดียวเพื่อพอมีรายได้เข้ามาบ้าง
รายได้แต่ละวันไม่แน่นอน ถ้าคนเยอะอาจได้ราว 200 กว่าบาท แต่ถ้าคนน้อยก็เหลือแค่ 100 กว่าบาท ทั้งคู่ต้องเอาเงินก้อนนี้ไปจ่ายค่าห้องเดือนละ 1,200 บาท และค่าน้ำค่าไฟอีกราว 500 บาท ดังนั้นบางช่วงที่รายได้ไม่พอ ก็ต้องไปขออาหารเพื่อประทังชีวิต หรือบางวันก็แทบไม่ได้อะไรเลย
ก่อนหน้านี้เคยมีเจ้าหน้าที่ พมจ. เชียงราย เข้ามาดูแลบ้าง และเคยได้รับข้าวสาร 1 กระสอบ ส่วนเวลาป่วย คุณตาจะเข็นวีลแชร์พาคุณยายไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง แม้จะไปได้ช้าแต่ก็ยังไป
สิ่งที่อยากได้คืออุปกรณ์ทำมาหากิน และความหวังได้เจอลูกชาย
สิ่งที่ทั้งคู่อยากได้จากผู้มีเมตตา คืออุปกรณ์สำหรับหาเลี้ยงชีพ เช่น ลำโพงสำหรับเปิดเพลง และแฮนดี้ไดรฟ์เพลง เพื่อใช้ทำงานได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน คุณตายังอยากตามหาลูกชาย เพราะขาดการติดต่อมานานกว่า 3 ปี และอยากฝากชีวิตช่วงท้ายไว้กับลูกที่เหลืออยู่คนเดียว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารสกัดรถกระบะ “โตโยต้า ไฮลักซ์ ทราโว” ใหม่เอี่ยม 2 คัน ใกล้ชายแดนเชียงราย-แม่สาย ซึ่งเชื่อว่ามีจุดหมายปลายทางเพื่อส่งออกไปยังเมียนมาร์
-
ข่าวระดับชาติ - National7 days ago
กลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
-
สุขภาพและการแพทย์6 days ago
หน่วยงานสาธารณสุขเตือนเกี่ยวกับระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
YouTube ประสบปัญหาขัดข้องครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลก
-
บันเทิง - Entertainment6 days ago
เพลงของ Lil Poppa ได้รับความนิยมอย่างมากบน Spotify หลังจากมีการประกาศข่าวการเสียชีวิต







