ข่าวระดับชาติ - National
แรงกดดันจากแก๊งมิจฉาชีพทำให้เด็กหญิงวัย 14 ปี กระโดดลงมาจากชั้น 5 ของโรงเรีย
ชลบุรี – เด็กหญิงวัย 14 ปี อาการสาหัส หลังพลัดตกจากอาคารเรียนในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เธอเริ่มมีอาการเครียดสะสมหลังจากถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินและข่มขู่ว่าจะเรียกเงินเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายทางออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญ
ชลบุรี เหตุสะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เด็กนักเรียนหญิงอายุ 14 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเป็นนักกีฬาของโรงเรียน พลัดตกจากหน้าต่างห้องน้ำชั้น 5 ของอาคารเรียน จนบาดเจ็บสาหัส
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือทันที ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา รายงานอาการพบแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ขาทั้งสองข้าง กระดูกเสียหาย และมีรอยฟกช้ำหลายจุดตามร่างกาย
พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองขาม ระบุว่า เมื่อตรวจจุดเกิดเหตุ พบหน้าต่างระบายอากาศชั้น 5 เปิดอยู่ ภายในห้องน้ำมีรอยรองเท้าบนชักโครกและผนัง นอกจากนี้ยังพบคอมเพรสเซอร์แอร์ชั้นล่างบุบจากแรงกระแทก เบื้องต้นคาดว่าเด็กนักเรียนปีนขึ้นไปก่อนเกิดเหตุพลัดตก
ปมเครียดสะสม หลังถูกคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่
เพื่อนนักเรียนที่ฝึกซ้อมกีฬาอยู่กลุ่มเดียวกันให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ก่อนเกิดเหตุ น้อง (นามสมมติ) ถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินหลายครั้ง รวมประมาณ 3,600 บาท โดยมิจฉาชีพมักอ้างตัวเป็นตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ แล้วใช้โทรศัพท์และ Line กดดันให้โอนเพิ่มอีก 2,000 บาท
ที่น่ากังวลคือ ผู้ก่อเหตุหลอกลวงยังขู่ด้วยคำพูดรุนแรงว่า หากไม่โอนจะถูกฟ้อง และอาจโดนปรับสูงถึง 100,000-120,000 บาท ทำให้น้องเกิดความกลัวอย่างหนัก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนสังเกตว่าน้องเครียดมากขึ้น และพยายามยืมเงินเพื่อนคนละ 300-700 บาท เพื่อเอาไปโอนให้มิจฉาชีพ ต่อมาเมื่อใกล้เกิดเหตุ น้องยังขอยืมเงินเพิ่มอีก แต่ไม่มีใครช่วยได้ ความกดดันจึงยิ่งสะสมและนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้
ตำรวจแจ้งว่า ขณะนี้เด็กนักเรียนยังอาการหนัก จึงยังให้ปากคำไม่ได้ พนักงานสอบสวนจะเดินหน้าติดตามกลุ่มมิจฉาชีพ โดยตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเบอร์โทรที่ใช้ติดต่อหลอกลวง
คอลเซ็นเตอร์ยังระบาดหนัก เด็กและผู้สูงอายุถูกเล็งเป็นพิเศษ
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการโกงออนไลน์ (Anti-Online Scam Operation Centre หรือ AOC 1441) ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า กลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุยังตกเป็นเป้าหมายหลักของคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ เพราะมักเชื่อข้อมูลที่ถูกสร้างให้ดูน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไปแก๊งเหล่านี้จะอ้างว่าเป็นตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ จากนั้นค่อยข่มขู่เรื่องคดี เช่น อ้างว่ามีคดีติดตัว หรือจะถูกดำเนินคดีอาญา หากไม่รีบโอนเงินตามที่สั่ง
รูปแบบที่พบบ่อย เช่น
- โทรอ้างเป็นตำรวจ บอกว่าบัตรประชาชนหรือบัญชีธนาคารถูกนำไปใช้ในคดีผิดกฎหมาย
- ส่งลิงก์หรือข้อความทาง Line ให้กดตรวจสอบข้อมูล หรือให้โอนเงินเพื่อ “เคลียร์” เรื่อง
- ขู่ค่าปรับสูงมาก ระดับหลักแสนบาท หากไม่จ่ายจะถูกจับหรือยึดทรัพย์
- ใช้แอปยอดนิยมเป็นช่องทางกดดัน เพื่อเร่งให้โอนเงินอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก AOC ระบุว่า ช่วงปลายปี 2568 มีการรับแจ้งคดีกว่า 7,000 เคส และความเสียหายรวมระดับหลายร้อยล้านบาทต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยความเสียหายต่อวันสูงถึง 58 ล้านบาท
ข้อควรระวังจากผู้ปกครอง และแนวทางรับมือเมื่อถูกหลอก
แม่ของเด็กนักเรียนให้สัมภาษณ์ด้วยความเสียใจ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตามตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับเด็กคนอื่น
ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและเยาวชนควรระวังเป็นพิเศษเมื่อมีคนแปลกหน้าติดต่อเรื่องเงิน ทรัพย์สิน หรือคดีความ หากเริ่มสงสัยว่าเข้าข่ายถูกหลอก ให้ทำตามนี้ทันที
- โทรแจ้ง AOC 1441 เพื่อขอช่วยเหลือเรื่องการระงับบัญชีและติดตามคดี (ตลอด 24 ชั่วโมง)
- อย่าโอนเงิน และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว ต่อให้ปลายสายอ้างเป็นหน่วยงานใดก็ตาม
- รีบแจ้งตำรวจหรือผู้ปกครอง หากถูกข่มขู่หรือกดดันต่อเนื่อง
- ตรวจสอบเบอร์โทรและบัญชีปลายทาง ผ่านช่องทางทางการเท่านั้น
- ติดตั้งเครื่องมือแจ้งเตือนภัย จากหน่วยงานรัฐ เช่น thaipoliceonline.com
เหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า ภัยออนไลน์ไม่ได้เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กและเยาวชนก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และอาจกระทบทั้งจิตใจและร่างกายอย่างรุนแรง ดังนั้นโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนควรช่วยกันสร้างความรู้เท่าทันกลโกง และให้เด็กกล้าขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อเริ่มผิดปกติ
ตำรวจยืนยันว่าจะสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่โรงเรียนและชุมชนกำลังประคองด้านจิตใจให้ครอบครัวและเพื่อนนักเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เรื่องราวสุดสะเทือนใจ!! เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยเด็กชาย 5 คน
ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยเปิดแคมเปญ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” รับมืออัตราเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี
กรุงเทพฯ – ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” เพื่อส่งเสริมการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและสมัครใจ รวมถึงการดูแลที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ทุกครั้ง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนแคมเปญนี้ หลังข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชี้ว่าในปี 2568 (2025) ประเทศไทยมีทารกเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำกว่า 500,000 คนเป็นปีที่สองติดกัน และเป็นตัวเลขต่ำสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 (1949)
อัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี: ตัวเลขที่สะท้อนทิศทางชัดขึ้น
ก่อนหน้านี้ไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1980 ที่เกิน 1 ล้านคนต่อปี แต่ตอนนี้ตัวเลขลดลงจนต่ำกว่า 500,000 คนต่อปีมาหลายปีแล้ว
- ปี 2567 (2024): เด็กเกิดใหม่ 462,240 คน (ลดลงจาก 519,000 คนในปี 2566)
- ปี 2568 (2025): เด็กเกิดใหม่ 416,000 คน (ต่ำสุดในรอบ 75 ปี)
- อัตราส่วนเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate, TFR): ลดลงมาอยู่ราว 0.87-1.2 คนต่อผู้หญิง 1 คน (ต่ำกว่าอัตราทดแทนประชากร 2.1 คนมาก)
- จำนวนผู้เสียชีวิต: สูงกว่าจำนวนเกิดหลายปีติดกัน เช่น ปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน ทำให้ประชากรลดลงสุทธิ
เมื่อเกิดน้อยลงและคนอายุยืนขึ้น ประเทศไทยจึงเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) เพราะประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% แล้ว อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงเหลือราว 30-40 ล้านคน จากปัจจุบันประมาณ 66 ล้านคน
ทำไมคนไทยมีลูกน้อยลง: ปัจจัยหลักที่เจอร่วมกัน
หลายเหตุผลซ้อนกันจนทำให้คนจำนวนมากชะลอการมีลูก หรือเลือกไม่มีก็มี โดยปัจจัยที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่
- ค่าครองชีพสูง โดยเฉพาะบ้าน ค่าเรียน และค่าเลี้ยงดู
- ผู้หญิงทำงานมากขึ้น จึงเลื่อนการมีลูกออกไป
- ค่านิยมเปลี่ยน โดยเฉพาะในเมือง ครอบครัวมักมีลูก 1-2 คน หรือไม่มีเลย
- ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงงาน และภาระดูแลคนในบ้าน
- ระบบช่วยเหลือครอบครัวยังไม่พอ เช่น ศูนย์เด็กเล็กที่คุณภาพดีและราคาเข้าถึงได้
ผลกระทบก็เริ่มชัดขึ้นตามมา แรงงานลดลง ภาระประกันสังคมและบำนาญหนักขึ้น เศรษฐกิจโตช้าลง และการแข่งขันของประเทศยากกว่าเดิม
“ทุกการเกิดมีความสำคัญ” ปรับโฟกัสไปที่ความปลอดภัยและการดูแลจริง
แคมเปญ “Every Birth Matters” พยายามขยับจากการชวนให้มีลูกแบบเดิมๆ ไปสู่การทำให้การตั้งครรภ์และการมีลูก “เกิดได้อย่างมีคุณภาพ” โดยวางหลักสำคัญไว้ 3 เรื่อง
- ทุกการตั้งครรภ์ต้องปลอดภัย: เพิ่มการดูแลก่อนคลอดและหลังคลอดในโรงพยาบาลรัฐแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และขยายคลินิกภาวะเจริญพันธุ์ให้เข้าถึงง่ายขึ้น
- ทุกการตั้งครรภ์ต้องสมัครใจ: เคารพสิทธิผู้หญิงและคู่รัก ไม่บังคับ แต่ให้ข้อมูลและทางเลือกครบ
- ทุกการเกิดต้องได้แรงหนุนเต็มที่: ตั้งแต่เงินอุดหนุน สวัสดิการลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตร ศูนย์เด็กเล็ก ไปจนถึงการปรับกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัว
กรมอนามัยระบุว่าโครงการนี้จะทำงานร่วมหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน เพื่อช่วยกันทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเริ่มต้นครอบครัวมากขึ้น
มาตรการสำคัญภายใต้แคมเปญ
ในภาพรวม แคมเปญนี้พูดถึงมาตรการที่จับต้องได้หลายด้าน เช่น
- ขยายสิทธิลาคลอดและลาเลี้ยงบุตรให้ทั้งพ่อและแม่ รวมถึงพ่อเลี้ยงเดี่ยวและ LGBTQ+
- สนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยากผ่านบัตรทอง (Universal Coverage)
- เพิ่มศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีใกล้ที่ทำงานและในชุมชน
- เงินอุดหนุนรายเดือนสำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก (เช่น 600-2,000 บาท ขึ้นกับนโยบายพรรคการเมือง)
- ปรับนโยบายที่อยู่อาศัยและภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
- ทำสื่อรณรงค์ร่วมกับ influencer เพื่อคุยเรื่องการมีลูกอย่างตรงไปตรงมา และลดแรงกดดันทางสังคม
แม้ไทยเคยมีแคมเปญอย่าง “Give Birth Great World” (เกิดดีมีโลกดี) มาก่อนและยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่ครั้งนี้ “Every Birth Matters” เลือกเน้นคุณภาพของการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดู มากกว่าการเร่งจำนวนเกิดอย่างเดียว
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและเสียงจากคนทั่วไป
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องทำแบบยาวๆ และต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น ขณะเดียวกัน ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนกว่า 71% เห็นว่าอัตราการเกิดต่ำเป็นวิกฤตระดับประเทศ แต่มีเพียงราว 35-44% ที่พร้อมสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการมีลูก ถ้ารัฐยังไม่จัดการเรื่องค่าครองชีพและความไม่เท่าเทียมทางเพศให้ดีพอ
อีกด้านหนึ่ง หลายพรรคการเมืองเริ่มแข่งกันเสนอแนวทางก่อนการเลือกตั้ง ตั้งแต่นโยบายจับคู่รัฐ (state matchmaking) จากพรรคเล็ก ไปจนถึงข้อเสนอเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจากพรรคใหญ่ เพื่อดึงฐานเสียงกลุ่มครอบครัว
ประเทศไทยต่อจากนี้: เสี่ยงขึ้น หรือจัดการได้ทัน
ถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบเดิม ประเทศอาจเจอปัญหาแรงงานขาด การพึ่งพาผู้อพยพมากขึ้น และภาระสวัสดิการที่หนักกว่าเดิม แต่ถ้า “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” ทำได้จริง ไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นการปรับระบบให้เหมาะกับชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ภาครัฐย้ำชัดว่า การมีลูกไม่ใช่หน้าที่ของใคร แต่เป็น “ทางเลือก” ที่ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อให้ทุกการเกิดมีความหมายและมีคุณภาพจริงๆ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุรีรัมย์ ชายอายุ 19 ปีถูกจับกุมในข้อหาวางแผนเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วย “ระเบิดมือ” ในวันวาเลนไทน์
ข่าวระดับชาติ - National
สัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุการตายของเสือ 72 ตัว และเกรงว่าจะมีการปกปิดความจริง
เชียงใหม่ – สัตวแพทย์กำลังตั้งคำถามถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงของเสือ 72 ตัวในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากกรมปศุสัตว์ออกแถลงการณ์ระบุเพียงว่าพบเชื้อไวรัสไข้หวัดสุนัขและแบคทีเรียไมโคพลาสมาในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ระหว่างเกิดเหตุ คุ้มเสือปิดให้บริการ มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 21 ก.พ. 2569 สำนักงานปศุสัตว์เขต 5 ออกหนังสือชี้แจงว่า ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ CDV (ไวรัสไข้หัดสุนัข) และพบเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma spp.
ในหนังสือชี้แจงยังระบุว่า Mycoplasma spp. อาจติดต่อผ่านสัตว์พาหะที่ดูดเลือด ติดต่อกันจากการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน และอาจถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ อย่างไรก็ตาม กระแสสังคมยังตั้งข้อสงสัย เพราะเสือถูกเลี้ยงในระบบปิด มีมาตรการความสะอาดค่อนข้างเข้ม และไม่ได้อยู่รวมกรงเดียวกันทั้งหมด
อีกจุดที่ถูกพูดถึงมากคือ เสือที่ป่วยและตายอยู่คนละพื้นที่ ระหว่างคุ้มเสือแม่ริมกับคุ้มเสือแม่แตง ซึ่งห่างกันราว 30 กิโลเมตร แต่กลับมีอาการคล้ายกัน
สัตวแพทย์หน้างานชี้ปัจจัยร่วมคือ “อาหารจากแหล่งเดียวกัน”
รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 22 ก.พ. 2569 นายสัตวแพทย์วิศิษฎ์ อาศัยธรรมกุล อดีตสัตวแพทย์องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และเป็นหนึ่งในทีมที่ลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงแรก โพสต์ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก “Visit Arsaithamkul” โดยสะท้อนความกังวลเรื่องการเฝ้าระวังโรคและการจัดการด้านระบาดวิทยา
เขาเล่าว่า ช่วงแรกเสือเริ่มมีอาการซึม เบื่ออาหาร และมีไข้ ต่อมาหลายตัวมีอาการชักและตายเร็ว ขณะผ่าชันสูตรเสือชุดแรกๆ ใน 1 ถึง 2 วันหลังเริ่มป่วย ยังไม่พบรอยโรครุนแรงที่ชี้ชัด จึงต้องตั้งสมมติฐานกว้างๆ ทั้งเชื้อไวรัส สารพิษ หรือแบคทีเรีย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าเสือทั้งแม่ริมและแม่แตงอยู่ไกลกันมาก แต่กลับป่วยด้วยอาการใกล้เคียงกัน ทีมหน้างานจึงหันไปมอง “ปัจจัยร่วม” ที่เหมือนกันจริงๆ โดยเขาระบุว่า สิ่งที่ตรงกันชัดที่สุดคืออาหาร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์เศรษฐกิจที่มาจากแหล่งเดียวกัน
เขาระบุด้วยว่า ในเสือกว่า 200 ตัวจากทั้ง 2 จุด ที่กินอาหารชุดเดียวกัน พบอาการป่วยเกือบทั้งหมด ยกเว้นลูกเสือ 3 ตัวที่ยังกินนมเป็นหลัก หลังจากนั้นจำนวนเสือป่วยและตายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความสงสัยเรื่องเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ระหว่างรอผลตรวจ ทีมงานส่งตัวอย่างตรวจหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานชันสูตรของรัฐ
แบ่งระดับอาการ เพื่อวางแนวทางรักษา
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังมีเสือจำนวนมาก ทีมสัตวแพทย์แบ่งกลุ่มอาการเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ไม่แสดงอาการ, ป่วยเล็กน้อย, ป่วยปานกลาง, ป่วยหนัก, ป่วยวิกฤต และตาย จากนั้นจึงวางแนวทางดูแลต่างกันในแต่ละกลุ่ม เช่น ยาเสริมภูมิคุ้มกัน ยาลดไข้ ยาควบคุมอาการชัก และยาปฏิชีวนะ
ต่อมาเมื่อเริ่มทราบผลตรวจจากมหาวิทยาลัยว่าเป็นเชื้อไวรัสตามที่สงสัย เสือที่ตายในชุดหลังจึงลดการผ่าชันสูตร เพื่อจำกัดความเสี่ยง ทีมยังทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ต่อเนื่อง ทั้งการตรวจหลักฐานและการทำลายซาก เขายังมองว่ากระแสข่าวลือเรื่องการนำซากไปใช้ประโยชน์นั้นเป็นการตีความเกินจริง
กังวลการสรุปโรคแบบเลือกคำตอบ จนอาจปิดทางบทเรียน
ในโพสต์ดังกล่าว เขาพูดถึงภาพรวมที่ใหญ่กว่าแค่โรคหนึ่งโรค โดยย้ำว่าไม่มีใครอยากให้เกิดความเสียหายกับสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง แต่การสรุปเรื่องให้จบแบบเร็วเกินไป หรือเลือก “ชนิดโรค” มาเป็นคำตอบเดียว แล้วจบข่าว อาจทำให้ระบบเฝ้าระวังโรคและการสอบสวนโรคไม่เกิดบทเรียนที่แท้จริง
เขามองว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงมุมสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่ครอบคลุมสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ป่า มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม และถ้าปัญหาถูกเก็บเงียบ โอกาสที่ต้นเหตุจริงจะกลับมาก่อเหตุซ้ำก็ยังมีอยู่
เขาทิ้งท้ายด้วยความไม่สบายใจต่อการโยนความผิดแบบหาตัวรับแทน เพราะอาจกระทบความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ และทำให้ภาพรวมงานโรคสัตว์ของประเทศถูกมองในแง่ลบทั้งในและต่างประเทศ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เชียงราย – ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก โดยเฉพาะสุนัขและแมว ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ลูกๆ ขนปุย” หรือสมาชิกในครอบครัวที่มาแทนที่ทารก ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
สุนัขและแมวไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไปแล้ว หลายครัวเรือนมองพวกมันเป็น “ลูกๆ ขนปุย” หรือสมาชิกในครอบครัว ด้วยอัตราการเกิดที่ลดลง เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความสบายใจ ต้องการความรับผิดชอบระยะยาวที่จัดการได้ และแสวงหาความยืดหยุ่นในชีวิตมากขึ้น
อัตราการเกิดลดลง แต่จำนวนสัตว์เลี้ยงพุ่งขึ้น
ไทยกำลังเจอปัญหาโครงสร้างประชากรที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลง ในไตรมาสแรกของปี 2025 มีทารกเกิดต่ำกว่า 100,000 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตมากกว่า 147,000 คน ผลคือจำนวนประชากรไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2020 และแนวโน้มนี้ยังไม่น่าจะหยุดง่าย ๆ
ขณะเดียวกัน จำนวนสัตว์เลี้ยงกลับเพิ่มขึ้นเร็ว คาดว่าในปี 2025 ไทยจะมีสัตว์เลี้ยงราว 5.38 ล้านตัว แบ่งเป็นสุนัข 3.45 ล้านตัว และแมว 1.94 ล้านตัว โดยฝั่งแมวเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปีในช่วง 2021-2024 สูงกว่าสุนัขที่อยู่ราว 19%
หลายผลสำรวจยังชี้ไปในทางเดียวกันว่า เกือบครึ่งของคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เลือกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก อีกทั้ง 53% มองว่าสัตว์เลี้ยงคือคนในครอบครัว และ 6 ใน 10 คนพร้อมให้ความสำคัญกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงก่อนตัวเอง
เมื่อความผูกพันเพิ่มขึ้น ตลาดก็โตตาม มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยขยายตัวราว 8-10% ต่อปี และคาดว่าในปี 2025-2026 จะอยู่ที่ประมาณ 66,748-92,000 ล้านบาท ดังนั้นหลายธุรกิจจึงเร่งปรับบริการให้ตอบโจทย์กลุ่ม “Pet Parents” หรือผู้ปกครองสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
โรงแรมและธุรกิจรองรับการเที่ยวกับสัตว์เลี้ยงโตเร็ว
ช่วงหลังธุรกิจโรงแรมและที่พักเปิดบริการ pet-friendly กันมากขึ้น เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยที่อยากพาน้อง ๆ ไปด้วย
- โรงแรมระดับลักชัวรี เช่น Mövenpick, The Standard Hua Hin, Kimpton Maa-lai Bangkok, The Slate Phuket และ Rosewood Phuket ทำห้องสำหรับสัตว์เลี้ยง พร้อมของใช้พื้นฐาน เช่น เตียง ชามอาหาร และพื้นที่พาเดิน
- เครือ GO Hotel ในกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา กันห้อง pet-friendly ประมาณ 10-15% ของทั้งโครงการ คิดค่าบริการเพิ่ม 500 บาทต่อตัวต่อคืน และทำอัตราเข้าพักได้ราว 75-80%
- ททท. ผลักดันโครงการ Amazing Happy Paws เพื่อโปรโมต Pet Tourism โดยตลาดนี้โต 20-25% ต่อปี เร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบเท่าตัว
- ข้อมูลจาก TripAdvisor และ BringFido (ปี 2026) ระบุว่าไทยมีโรงแรม pet-friendly มากกว่า 200 แห่ง กระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยว เช่น หัวหิน ภูเก็ต เขาใหญ่ และพัทยา
นอกจากที่พัก ธุรกิจอื่นก็ขยับตาม เช่น Lotus’s Pet-Friendly Mall ที่เปิดให้พาสัตว์เลี้ยงไปช้อปได้ รวมถึงโรงภาพยนตร์และบางสถานที่ที่เริ่มเปิดรับมากขึ้น
คอนโดหันมาออกแบบพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่สบาย
คอนโดใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่เริ่มทำโครงการแบบ pet-friendly มากขึ้น เพื่อจับกลุ่มคนโสด คู่รักไม่มีบุตร และกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีกำลังซื้อ
- ผู้พัฒนาหลายรายเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง เช่น สวนสุนัขบนดาดฟ้า ห้องเล่นแมว จุดอาบน้ำหรือแต่งตัว และลิฟต์สำหรับสัตว์เลี้ยง
- ตัวอย่างโครงการ เช่น Muniq Sukhumvit 23, Grand Mercure Bangkok Asoke, Aequa Sukhumvit 49 ที่มีพื้นที่สีเขียวใกล้สวนเบญจกิติให้พาเดินเล่นได้
- หลายที่วางกติกาไว้ชัด เพื่อให้อยู่ร่วมกันง่ายขึ้น เช่น จำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดห้อง (เช่น ห้องต่ำกว่า 80 ตร.ม. ไม่เกิน 2 ตัว) ต้องอุ้มหรือใช้รถเข็นในล็อบบี้และลิฟต์ เดินในโซนที่กำหนด และงดเข้าบางพื้นที่ส่วนกลาง
- ในปี 2026 กรุงเทพมหานครออกกฎใหม่กำหนดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดที่อยู่อาศัย เพื่อลดปัญหาขัดแย้งระหว่างผู้อยู่อาศัย
แม้ยังมีคอนโดหลายแห่งที่ยึดข้อบังคับเดิมและไม่อนุญาตสัตว์เลี้ยง แต่ภาพรวมชัดเจนว่าโครงการ pet-friendly เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในตลาดอยู่อาศัยสูงขึ้นทุกปี
เจ้าของสัตว์เลี้ยงเริ่มผลักดันให้บินพร้อมน้องได้ในห้องโดยสาร
เจ้าของสัตว์เลี้ยงในไทยเริ่มเรียกร้องให้สายการบินทั้งไทยและต่างชาติปรับนโยบายให้เป็นมิตรมากขึ้น โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กอยู่ในห้องโดยสารกับเจ้าของได้
ปัจจุบันสายการบินไทยส่วนใหญ่ เช่น Thai Airways และ Bangkok Airways อนุญาตเฉพาะสัตว์ช่วยเหลือพิเศษ (service animals) ในห้องโดยสาร ส่วนสัตว์เลี้ยงทั่วไปต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง ทำให้หลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเครียดของสัตว์
เพราะเหตุนี้ บางกลุ่มจึงยื่นคำร้องและรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อขอให้มีโซนพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือผ่อนปรนให้สัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ใน carrier ตามมาตรฐานขึ้นห้องโดยสารได้ โดยอ้างอิงแนวทางจากญี่ปุ่นและบางสายการบินต่างประเทศ
ร้านอาหาร สวนสาธารณะ และที่พักผ่อนรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
- ร้านอาหารและคาเฟ่ pet-friendly เพิ่มขึ้นชัด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หลายร้านจัดโซนเฉพาะ บางที่เป็นพื้นที่กลางแจ้ง และบางร้านมีเมนูสำหรับสัตว์เลี้ยงด้วย
- สวนสาธารณะ อย่างสวนเบญจกิติ สวนลุมพินี และสวนรถไฟ มีพื้นที่ให้พาสุนัขเดิน และบางแห่งมี dog park แยกเป็นสัดส่วน
- สถานที่อื่น ๆ เช่น ห้างบางแห่ง รวมถึงชายหาดบางโซนในภูเก็ตหรือหัวหิน ก็เริ่มเปิดรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองเท่านั้น แต่ยังต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และช่วยให้ไทยขยับเข้าใกล้การเป็นจุดหมายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าชาวอินเดียที่สนามบินสุวรรณภูมิ
เพลิงไหม้ร้านพลอยปลาทูแอนด์เพ็ทมาร์ท อ.แม่สาย จ.เชียงราย สัตว์เลี้ยงถูกไฟคลอกตายจำนวนมาก
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
โรงแรมสิงห์ปาร์คเชียงรายจัดแสดงโขนกลางแจ้ง โดยมีนักแสดงเยาวชนท้องถิ่นกว่า 200 คน
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days ago
กลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
-
สุขภาพและการแพทย์5 days ago
หน่วยงานสาธารณสุขเตือนเกี่ยวกับระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
YouTube ประสบปัญหาขัดข้องครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลก







