Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวระดับชาติ - National

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เชียงราย – ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก โดยเฉพาะสุนัขและแมว ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ลูกๆ ขนปุย” หรือสมาชิกในครอบครัวที่มาแทนที่ทารก…

Published

on

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เชียงราย – ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก โดยเฉพาะสุนัขและแมว ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ลูกๆ ขนปุย” หรือสมาชิกในครอบครัวที่มาแทนที่ทารก ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

สุนัขและแมวไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไปแล้ว หลายครัวเรือนมองพวกมันเป็น “ลูกๆ ขนปุย” หรือสมาชิกในครอบครัว ด้วยอัตราการเกิดที่ลดลง เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ และรถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่ ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความสบายใจ ต้องการความรับผิดชอบระยะยาวที่จัดการได้ และแสวงหาความยืดหยุ่นในชีวิตมากขึ้น

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อัตราการเกิดลดลง แต่จำนวนสัตว์เลี้ยงพุ่งขึ้น

ไทยกำลังเจอปัญหาโครงสร้างประชากรที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลง ในไตรมาสแรกของปี 2025 มีทารกเกิดต่ำกว่า 100,000 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตมากกว่า 147,000 คน ผลคือจำนวนประชากรไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2020 และแนวโน้มนี้ยังไม่น่าจะหยุดง่าย ๆ

ขณะเดียวกัน จำนวนสัตว์เลี้ยงกลับเพิ่มขึ้นเร็ว คาดว่าในปี 2025 ไทยจะมีสัตว์เลี้ยงราว 5.38 ล้านตัว แบ่งเป็นสุนัข 3.45 ล้านตัว และแมว 1.94 ล้านตัว โดยฝั่งแมวเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปีในช่วง 2021-2024 สูงกว่าสุนัขที่อยู่ราว 19%

หลายผลสำรวจยังชี้ไปในทางเดียวกันว่า เกือบครึ่งของคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เลือกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก อีกทั้ง 53% มองว่าสัตว์เลี้ยงคือคนในครอบครัว และ 6 ใน 10 คนพร้อมให้ความสำคัญกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงก่อนตัวเอง

เมื่อความผูกพันเพิ่มขึ้น ตลาดก็โตตาม มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยขยายตัวราว 8-10% ต่อปี และคาดว่าในปี 2025-2026 จะอยู่ที่ประมาณ 66,748-92,000 ล้านบาท ดังนั้นหลายธุรกิจจึงเร่งปรับบริการให้ตอบโจทย์กลุ่ม “Pet Parents” หรือผู้ปกครองสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โรงแรมและธุรกิจรองรับการเที่ยวกับสัตว์เลี้ยงโตเร็ว

ช่วงหลังธุรกิจโรงแรมและที่พักเปิดบริการ pet-friendly กันมากขึ้น เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยที่อยากพาน้อง ๆ ไปด้วย

  • โรงแรมระดับลักชัวรี เช่น Mövenpick, The Standard Hua Hin, Kimpton Maa-lai Bangkok, The Slate Phuket และ Rosewood Phuket ทำห้องสำหรับสัตว์เลี้ยง พร้อมของใช้พื้นฐาน เช่น เตียง ชามอาหาร และพื้นที่พาเดิน
  • เครือ GO Hotel ในกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา กันห้อง pet-friendly ประมาณ 10-15% ของทั้งโครงการ คิดค่าบริการเพิ่ม 500 บาทต่อตัวต่อคืน และทำอัตราเข้าพักได้ราว 75-80%
  • ททท. ผลักดันโครงการ Amazing Happy Paws เพื่อโปรโมต Pet Tourism โดยตลาดนี้โต 20-25% ต่อปี เร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบเท่าตัว
  • ข้อมูลจาก TripAdvisor และ BringFido (ปี 2026) ระบุว่าไทยมีโรงแรม pet-friendly มากกว่า 200 แห่ง กระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยว เช่น หัวหิน ภูเก็ต เขาใหญ่ และพัทยา

นอกจากที่พัก ธุรกิจอื่นก็ขยับตาม เช่น Lotus’s Pet-Friendly Mall ที่เปิดให้พาสัตว์เลี้ยงไปช้อปได้ รวมถึงโรงภาพยนตร์และบางสถานที่ที่เริ่มเปิดรับมากขึ้น

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คอนโดหันมาออกแบบพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่สบาย

คอนโดใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่เริ่มทำโครงการแบบ pet-friendly มากขึ้น เพื่อจับกลุ่มคนโสด คู่รักไม่มีบุตร และกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีกำลังซื้อ

  • ผู้พัฒนาหลายรายเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง เช่น สวนสุนัขบนดาดฟ้า ห้องเล่นแมว จุดอาบน้ำหรือแต่งตัว และลิฟต์สำหรับสัตว์เลี้ยง
  • ตัวอย่างโครงการ เช่น Muniq Sukhumvit 23, Grand Mercure Bangkok Asoke, Aequa Sukhumvit 49 ที่มีพื้นที่สีเขียวใกล้สวนเบญจกิติให้พาเดินเล่นได้
  • หลายที่วางกติกาไว้ชัด เพื่อให้อยู่ร่วมกันง่ายขึ้น เช่น จำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดห้อง (เช่น ห้องต่ำกว่า 80 ตร.ม. ไม่เกิน 2 ตัว) ต้องอุ้มหรือใช้รถเข็นในล็อบบี้และลิฟต์ เดินในโซนที่กำหนด และงดเข้าบางพื้นที่ส่วนกลาง
  • ในปี 2026 กรุงเทพมหานครออกกฎใหม่กำหนดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดที่อยู่อาศัย เพื่อลดปัญหาขัดแย้งระหว่างผู้อยู่อาศัย

แม้ยังมีคอนโดหลายแห่งที่ยึดข้อบังคับเดิมและไม่อนุญาตสัตว์เลี้ยง แต่ภาพรวมชัดเจนว่าโครงการ pet-friendly เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในตลาดอยู่อาศัยสูงขึ้นทุกปี

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เจ้าของสัตว์เลี้ยงเริ่มผลักดันให้บินพร้อมน้องได้ในห้องโดยสาร

เจ้าของสัตว์เลี้ยงในไทยเริ่มเรียกร้องให้สายการบินทั้งไทยและต่างชาติปรับนโยบายให้เป็นมิตรมากขึ้น โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กอยู่ในห้องโดยสารกับเจ้าของได้

ปัจจุบันสายการบินไทยส่วนใหญ่ เช่น Thai Airways และ Bangkok Airways อนุญาตเฉพาะสัตว์ช่วยเหลือพิเศษ (service animals) ในห้องโดยสาร ส่วนสัตว์เลี้ยงทั่วไปต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง ทำให้หลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเครียดของสัตว์

เพราะเหตุนี้ บางกลุ่มจึงยื่นคำร้องและรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อขอให้มีโซนพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือผ่อนปรนให้สัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ใน carrier ตามมาตรฐานขึ้นห้องโดยสารได้ โดยอ้างอิงแนวทางจากญี่ปุ่นและบางสายการบินต่างประเทศ

ร้านอาหาร สวนสาธารณะ และที่พักผ่อนรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

  • ร้านอาหารและคาเฟ่ pet-friendly เพิ่มขึ้นชัด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หลายร้านจัดโซนเฉพาะ บางที่เป็นพื้นที่กลางแจ้ง และบางร้านมีเมนูสำหรับสัตว์เลี้ยงด้วย
  • สวนสาธารณะ อย่างสวนเบญจกิติ สวนลุมพินี และสวนรถไฟ มีพื้นที่ให้พาสุนัขเดิน และบางแห่งมี dog park แยกเป็นสัดส่วน
  • สถานที่อื่น ๆ เช่น ห้างบางแห่ง รวมถึงชายหาดบางโซนในภูเก็ตหรือหัวหิน ก็เริ่มเปิดรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองเท่านั้น แต่ยังต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และช่วยให้ไทยขยับเข้าใกล้การเป็นจุดหมายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจจับกุมผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าชาวอินเดียที่สนามบินสุวรรณภูมิ

เพลิงไหม้ร้านพลอยปลาทูแอนด์เพ็ทมาร์ท อ.แม่สาย จ.เชียงราย สัตว์เลี้ยงถูกไฟคลอกตายจำนวนมาก

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

Naree Srisuk

Published

on

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

โดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย

ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
  • ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
  • ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ

ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย

ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง

สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ

ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง

ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน

จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย

การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

Published

on

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
  • บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
  • รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ

พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011

หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี

อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ

บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore

ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II

ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล

ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ

ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม

กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้

เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

Naree Srisuk

Published

on

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ

ประเด็นสำคัญ 

  • รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
  • เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
  • ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ

ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า

เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ

ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา

หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.

การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ

อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต

อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending