ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายวัย 56 ปีถูกจับกุมในข้อหาเผาสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ชื่อ “มอลลี่” จนตาย
สงขลา – เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับคนรักสัตว์ทั่วประเทศ และก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนรักสัตว์ทั่วประเทศ ตำรวจในจังหวัดสงขลาได้ควบคุมตัวชายวัย 56 ปีในข้อหาทารุณกรรมสัตว์และวางเพลิง เขาถูกกล่าวหาว่าราดน้ำมันเครื่องใช้แล้วลงบนสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้อายุ 2 ขวบชื่อ “มอลลี่” แล้วจุดไฟเผา ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่สุด เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน และเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่
เหตุเกิดในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ช่วงดึกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ต้องหาอ้างว่าเห็น “มอลลี่” หลุดออกจากบ้านเจ้าของเข้าไปในเล้าไก่ชนของตน และกัดไก่จนบาดเจ็บ เขาจึงเดือดอย่างหนัก จากนั้นหยิบน้ำมันเครื่องเก่า (หรือน้ำมันหล่อลื่น) จากในบ้านมาราดใส่ตัวสุนัข ก่อนจุดไฟด้วยกระดาษที่ติดไฟแล้วโยนใส่ ทำให้ไฟลุกท่วมตามลำตัวจำนวนมาก
หลังถูกเผา “มอลลี่” วิ่งหนีด้วยความเจ็บปวดและร้องเสียงดัง ชาวบ้านเข้าช่วยดับไฟ และรีบนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อย่างไรก็ตาม สุนัขทนพิษบาดแผลไฟไหม้ไม่ไหว และเสียชีวิตในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
รายละเอียดการจับกุม และคำให้การผู้ต้องหา
ตำรวจภูธรภาค 9 นำโดย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แถลงข่าววันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจับกุมนายเจริญ (หรือนายยาว) ได้ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา หลังติดตามข้อมูลร่วมกับหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง ผู้ต้องหารับสารภาพตามข้อกล่าวหา โดยให้การในประเด็นสำคัญว่า
- พบสุนัขเข้าไปในเล้าไก่ช่วงประมาณตี 2
- โกรธเพราะไก่ชนบาดเจ็บและตาย
- ใช้ไม้ไล่ตี ก่อนราดน้ำมันเครื่องเก่าใส่ตัวสุนัข
- จุดไฟเผาในจังหวะที่ขาดสติจากความโมโห
ตำรวจยึดของกลางเป็นถังน้ำมันที่ใช้ก่อเหตุ
ข้อหาที่ถูกแจ้ง
ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหลายรายการ ได้แก่
- วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 (ทำให้เสียทรัพย์)
- ทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 มาตรา 20
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 (เกี่ยวกับการทำให้เสียทรัพย์)
ทั้งนี้ คดีมีโทษทั้งจำคุกและปรับ เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
กระแสสังคมเดือด โซเชียลแชร์ต่อเนื่อง
เมื่อข่าว “มอลลี่” ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย กระแสก็ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีการแชร์ภาพและคลิปจำนวนมาก พร้อมแฮชแท็ก #JusticeForMolly และ #ลงโทษคนเผาหมา หลายคนแสดงความโกรธและเสียใจ พร้อมกดดันให้เจ้าหน้าที่เร่งตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน องค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์ เช่น มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ (Watchdog Thailand) และสมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ออกมาเรียกร้องให้ใช้กฎหมายเต็มที่ และมีการประกาศตั้งรางวัลนำจับระดับหลักหมื่นบาท เพื่อช่วยเร่งให้จับตัวได้เร็วขึ้น
พระมหากรุณาธิคุณต่อ “มอลลี่”
ท่ามกลางความเศร้าของเจ้าของและคนติดตามข่าว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบเหตุการณ์ และทรงเสียพระทัยต่อการสูญเสีย “มอลลี่” โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ทรงมีพระเมตตารับ “มอลลี่” ไว้ใน พระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดที่กรุงเทพมหานคร มีการประสานผ่านราชเลขานุการในพระองค์กับเจ้าของและโรงพยาบาลสัตว์โดยตรง
แม้ “มอลลี่” จะเสียชีวิตก่อนการเคลื่อนย้าย แต่เหตุนี้ก็เป็นกำลังใจให้คนรักสัตว์จำนวนมาก และสะท้อนความห่วงใยด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างชัดเจน
บทเรียนจากคดี “มอลลี่”
คดีนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากความโกรธชั่ววูบ และการจัดการเหตุสัตว์หลุดเข้าไปทำความเสียหายที่ผิดทาง เจ้าหน้าที่ยืนยันเดินหน้าดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุทารุณกรรมสัตว์ซ้ำรอย
ประชาชนช่วยกันได้ด้วยการไม่เพิกเฉย หากพบการทำร้ายสัตว์ให้รีบแจ้งตำรวจท้องที่ หรือประสานองค์กรพิทักษ์สัตว์ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสังคมช่วยกันจับตาและใช้กฎหมายจริง สัตว์ทุกตัวก็มีโอกาสได้รับความคุ้มครองมากขึ้นตามที่ควรเป็น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
ข่าวอาชญากรรม - Crime
“นานา ไรบีนา” และ “เวย์ ไทยทาเนียม” ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงเป็นจำนวนเงินเกิน 100 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – อัยการยื่นฟ้อง “นานา ไรบีนา” และ “เวย์ ไทเทเนียม” พร้อมนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต่อศาลอาญาในคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ยื่นฟ้อง นางไรบีนา อินทชัย อายุ 44 ปี, นายปริญญา อินทชัย อายุ 44 ปี, บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักส์ชั่นส์ จำกัด (โดยนางไรบีนา), และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด (โดยนางไรบีนา) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม
อัยการระบุในคำฟ้องว่า ช่วงเดือนเมษายน 2564 ถึงเดือนตุลาคม 2568 จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย (มากกว่า 10 ราย) ด้วยการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ เพื่อชักชวนให้โอนเงินร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะนำไปทำธุรกิจหลายประเภท เช่น ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล, ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์, ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา, กองทุนเพื่อลงทุนในกิจการต่าง ๆ, ซื้อหุ้น, ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ในคำฟ้องยังระบุว่า จำเลยเสนอผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่นำมาลงทุน ซึ่งสูงกว่ากรอบดอกเบี้ยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายทั้ง 11 รายจึงตัดสินใจโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารตามที่จำเลยและพวกแจ้ง
อย่างไรก็ตาม อัยการกล่าวหาว่าการชักชวนทั้งหมดเป็นข้อความเท็จ เพราะจำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนตามที่อ้าง แต่กลับนำเงินไปหมุนเวียนจ่ายให้ผู้ลงทุนรายอื่นในลักษณะต่อเงินกันไปมา และตั้งใจใช้กลอุบายตั้งแต่ต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของผู้เสียหาย ขณะที่ชั้นสอบสวน จำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ
อัยการยังชี้ว่า คดีมีความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลต่อผู้เสียหายทั้ง 11 ราย และกระทบเป็นวงกว้าง จึงขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก หากจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านด้วย
ส่วนเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย อัยการขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กู้ยืมจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยระบุยอดตามคำฟ้องดังนี้
- ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 41,683,337 บาท
- ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 46,394,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 28,795,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,550,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,150,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 4,364,500 บาท
- ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 2,970,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,500,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 13,951,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 4,000,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 23,684,077 บาท
ศาลรับฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ อ.508/2569 โดยอัยการนำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาล และจำเลยบางรายยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ประเทศไทยเปิดแคมเปญ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” รับมืออัตราเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เรื่องราวสุดสะเทือนใจ!! เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยเด็กชาย 5 คน
ไชยนาท – เด็กหญิงอายุ 14 ปี กำลังขอความช่วยเหลือหลังจากอ้างว่าเธอถูกเด็กชายอายุ 16 ปี ล่อลวงให้ดื่มเหล้าจนหมดสติ จากนั้นเธอก็ถูกเด็กชาย 5 คน อายุประมาณ 13-16 ปี ข่มขืน โดยพวกเขาได้ถ่ายคลิปวิดีโอและเผยแพร่ในพื้นที่ เหยื่อระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่เธอปฏิเสธที่จะค้าประเวณีตามที่ถูกชักชวน
วันที่ 23 ก.พ. 69 ที่ สภ.เนินขาม อ.เนินขาม จ.ชัยนาท “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พาผู้เสียหายวัย 14 ปี เข้าแจ้งความและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน กรณีถูกรุ่นพี่ลวงไปให้กลุ่มเพื่อนชาย 5 คน กระทำชำเราและอนาจาร พร้อมถ่ายคลิปเพื่อประจานและข่มขู่แบล็กเมล์ โดยในคำร้องเรียนมีการกล่าวอ้างถึงการใช้พอตไฟฟ้า และโช้ครถจักรยานยนต์ในการกระทำอนาจารด้วย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ พมจ.ชัยนาท พาผู้เสียหายเข้ารับการตรวจร่างกายและประเมินสภาพจิตใจ ขณะเดียวกันตำรวจได้ออกหมายเรียกวัยรุ่นชาย 5 คนที่ปรากฏในคลิป รวมถึงผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคนชักชวนหรือ “นกต่อ” ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทคล้ายแม่เล้า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกออกหมายเรียกยังไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงนำหมายเรียกไปมอบให้ผู้ปกครอง เพื่อนำตัวมาสอบปากคำ หากไม่มาตามกำหนด จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ผู้เสียหายเล่าว่า เหตุการณ์เกิดวันที่ 1 ม.ค. 69 เธอและกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวงานวัด จากนั้น นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ชวนเธอ ซึ่งเป็น ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ไปบ้านเพื่อน โดยบอกว่ามีเพื่อนผู้ชายอยากเจอ
หลังงานวัดเลิก ทุกคนไปที่บ้านของ ด.ช.ซี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ในพื้นที่ อ.หันคา จ.ชัยนาท ที่นั่นมีการชวนกันเล่นทอยลูกเต๋า แล้วให้คนแพ้ดื่มเหล้า ผู้เสียหายบอกว่าเธอดื่มจนเมาหนักและไม่ได้สติ ต่อมาฟื้นขึ้นอีกราวตี 1-2 ก่อนที่นางสาวเอจะปลุกให้กลับบ้าน แล้วต่างคนต่างแยกย้าย
ต่อมาผู้เสียหายจึงมารู้ภายหลังว่า ระหว่างที่เธอไม่รู้สึกตัว เธอถูกวัยรุ่นชายรวม 5 คน ล่วงละเมิดและกระทำอนาจาร โดยเธอทราบเรื่องหลังมีคลิปหลุดแพร่ในอำเภอ และเพื่อนส่งมาให้ดู ทำให้เธอตกใจและหวาดกลัวมาก
ผู้เสียหายยังเล่าย้อนว่า วันที่ 5-6 ธ.ค. 68 นางสาวเอเคยชวนเธอไปบ้านรุ่นพี่ แล้วพูดชักชวนให้ “ทำงาน” เธอตอบรับเพราะอยากได้เงิน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นงานอะไร โดยอีกฝ่ายบอกเพียงว่าไปนั่งกินข้าวกับลูกค้า เมื่อรู้ภายหลังว่าเป็นงานขายบริการ เธอจึงปฏิเสธ แต่ถูกกดดันด้วยคำพูดทำนองว่าแขกมาแล้ว เธอพยายามหลีกเลี่ยงและยืนยันว่าไม่ทำเพราะกลัวแฟนรู้ จากนั้นผู้เสียหายอ้างว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ และเคยขู่ไว้ว่าเจอที่ไหนจะทำร้าย
หลังเรื่องนี้ถูกเปิดเผย มีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหายรายอื่นทยอยส่งข้อความมาหา “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” เพื่อเล่าพฤติการณ์การชักชวนเด็กไปขายบริการ โดยมีการกล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงกับคนมีตำแหน่งในพื้นที่ คุณต้นอ้อระบุว่าอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้ตำรวจพิจารณาดำเนินคดีในประเด็นค้ามนุษย์ด้วย เพราะมีเบาะแสว่าเหตุลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นมาก่อน และมีการพูดถึงค่าบริการครั้งละ 1,500 บาท โดยคนชักชวนหักส่วนต่าง 500-800 บาทแล้วแต่กรณี
ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง กล่าวว่า รับเรื่องได้ราว 2-3 วันก่อน แม้คลิปจะถูกส่งต่อกันมาราวเดือนกว่า แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่ชัดว่าเป็นเด็กกลุ่มใด ครอบครัวผู้เสียหายรู้ตัวผู้เกี่ยวข้องบางส่วน แต่ไม่กล้าแจ้งความเพราะถูกข่มขู่ทำร้าย เธอย้ำว่าต้องการให้ตำรวจเร่งเชิญผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน และให้ตรวจสอบเครือข่ายการชักจูงเด็กอย่างจริงจัง
“คลิปที่เห็นมันหดหู่มาก เด็กควรปลอดภัย แต่ผู้เสียหายกลับต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ในขณะที่คนทำยังใช้ชีวิตปกติ อยากให้ช่วยเหลือเด็กให้เร็วที่สุด และอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูก ถ้าเด็กกลับบ้านแล้วไม่มีคนฟัง ไม่มีคนปกป้อง เด็กจะไม่รู้จะพึ่งใคร ส่วนใครเจอปัญหาแบบนี้และไม่กล้าเผชิญ ติดต่อมาที่เพจ ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ได้ เราจะลงไปช่วยเหลือทันที”
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
จับกุมแม่ต้องสงสัยบังคับลูกสาววัย 12 ปีค้าประเวณีในญี่ปุ่น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจประกาศดำเนินการปราบปรามการเมาแล้วขับทั่วประเทศ
เชียงราย – สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันมาตรการกวดขัน “เมาแล้วขับ” แบบจริงจัง โดยเน้นชัดว่าไม่มีการตักเตือนก่อนปรับ ถ้าตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีทันที และถ้าผู้ขับขี่ปฏิเสธการเป่าวัดแอลกอฮอล์ กฎหมายให้ถือว่าเข้าข่ายเมาแล้วขับเช่นกัน
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตามนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่กำหนดให้คุมเข้มวินัยจราจร ตำรวจจราจรทั่วประเทศจึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความผิดฐานขับรถขณะมึนเมา เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรง กระทบทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
รอง ผบ.ตร. ย้ำด้วยว่า การทำงานจะยึดหลักเข้มงวด เท่าเทียม และโปร่งใส เพื่อให้ถนนปลอดภัยขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ช่วงรณรงค์
ตัวอย่างเหตุการณ์ ปฏิเสธเป่าและพยายามหลบหนี
สำหรับกรณีตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ขับขี่รายหนึ่งมีอาการมึนเมา และปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ จากนั้นยังพยายามหลบหนี และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ก่อนเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ต่อมาพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้จึงเข้าข่ายความผิดหลายฐาน และเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามขั้นตอนแล้ว
โทษเมาแล้วขับตามกฎหมายจราจร
ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกำหนด มีโทษปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลยังสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้
ขณะเดียวกัน หากเมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต โทษจะหนักขึ้น โดยอาจจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ส่วนกรณีทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 ถึง 100,000 บาท และต้องถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามที่กำหนด
ไม่ยอมเป่า เท่ากับเมาแล้วขับ
อีกประเด็นที่ตำรวจย้ำคือ หากผู้ขับขี่ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการขับรถขณะมึนเมา โทษจึงเทียบเท่าเมาแล้วขับ และยังอาจเข้าข่ายความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มเติมด้วย
ขอความร่วมมือ เมาไม่ขับ, เคารพกฎหมายจราจร
ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชนยึดหลัก “เมาไม่ขับ” อย่างเคร่งครัด เพราะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้จริง นอกจากนี้ยังกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ทำงานตามกฎหมาย ด้วยความอดทน แม้ต้องเผชิญเหตุรุนแรงระหว่างปฏิบัติหน้าที่
ท้ายที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้ประชาชนเคารพกฎหมายจราจร และช่วยกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน หากพบเหตุหรืออยากสอบถามข้อมูลจราจร ติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 และสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
วิกฤตความปลอดภัยบนท้องถนนจากการขับขี่ขณะเมาสุรา
ในปี 2025 ปัญหาเมาแล้วขับยังเป็นตัวการใหญ่ของวิกฤตความปลอดภัยบนท้องถนนไทย หน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนเฉลี่ยราว 40 คนต่อวันทั่วประเทศ โดยหลายกรณีเชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์และขับขี่จนเกิดเหตุร้ายแรง
พอเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูงอย่างเทศกาลปีใหม่ที่ต่อเนื่องจากปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 สถิติการบังคับใช้กฎหมายก็สะท้อนภาพเดิม คือความผิดเมาแล้วขับเป็นสัดส่วนหลักของการจับกุม ในปฏิบัติการกวดขันบางพื้นที่พบสัดส่วนสูงถึง 92-95% ตัวอย่างเช่น วันที่ 30-31 ธันวาคม 2025 มีการบันทึกเหตุ 1,473 กรณี และเป็นเมาแล้วขับ 1,366 กรณี แม้ตัวเลขจะลดลงจากปีก่อน แต่ก็ยังเห็นความชุกในจังหวัดอย่างนนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ
แม้ภาพรวมสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมักมีเรื่องความเร็วเป็นอันดับต้นๆ แต่ความผิดเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ก็ยังติดกลุ่มสูงต่อเนื่อง โดยในสถิติรายวันช่วงวันหยุดมักอยู่ราว 20-30% ดังนั้นถึงการเข้มงวดและการสื่อสารเรื่องความปลอดภัยจะค่อยๆ ดีขึ้น ปัญหาเมาแล้วขับก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเร่งล่าคนเผาไซบีเรียนฮัสกี้ “มอลลี่” รางวัลนำจับเพิ่มเป็น 87,000 บาท
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoโรงแรมสิงห์ปาร์คเชียงรายจัดแสดงโขนกลางแจ้ง โดยมีนักแสดงเยาวชนท้องถิ่นกว่า 200 คน
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoกลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
-
สุขภาพและการแพทย์5 days agoหน่วยงานสาธารณสุขเตือนเกี่ยวกับระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoYouTube ประสบปัญหาขัดข้องครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลก

