เชียงราย - Chiang Rai News
กลุ่มภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ร่วมกันเดินขบวนประท้วงระยะทาง 70 กิโลเมตร เพื่อเปิดเผยการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำ
โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน">เชียงราย — ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลให้แก่นิเวศวิทยาและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างรุนแรง ล่าสุดเครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ได้ตัดสินใจรวมตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อส่งเสียงเตือนไปยังรัฐบาลไทยให้หันมามองความเดือดร้อนของชาวบ้านริมฝั่งน้ำอย่างจริงจัง
เปิดพิมพ์เขียว “ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ” 70 กิโลเมตร
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ตัวแทนภาคประชาชนและเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ได้ร่วมกันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (ขัวศิลปะ) อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องใน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี
เพื่อเป็นการสะท้อนความเจ็บปวดของชุมชน ทางเครือข่ายได้วางกำหนดการเดินรณรงค์และจัดเวทีเสวนาอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ไปจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 รวมระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร โดยมีรายละเอียดกิจกรรมในแต่ละจุดดังนี้:
- 31 พฤษภาคม: เริ่มต้นออกเดินทางธรรมยาตราจาก ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เดินขนานไปกับแม่น้ำกก และจะมีการจัดเสวนาในช่วงค่ำในหัวข้อ “1 ปี แม่น้ำกกปนเปื้อนข้ามพรมแดน”
- 1 มิถุนายน: คณะเดินทางจะมุ่งหน้าไปตามเส้นทางวัดใหม่หมอกจ๋าม จนถึงโรงเรียนผาใต้ เพื่อเปิดเวทีวัฒนธรรมและเวทีเสวนาเรื่อง “ฟังเสียงประชาชนข้อกังวลสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำและทิศทางการปัญหาให้ชุมชน”
- 2 มิถุนายน: เดินทางต่อไปยังโรงเรียนผาขวาง เพื่อทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับคนในชุมชนท้องถิ่น
- 3 มิถุนายน: ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนและสำรวจข้อมูลกับกลุ่มชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ บ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย
- 4 มิถุนายน: จัดเวทีเสวนาเพื่อสรุปสถานการณ์และรวบรวมข้อเสนอแนะจากชาวบ้าน ณ บ้านห้วยทรายขาว
- 5 มิถุนายน (วันสิ่งแวดล้อมโลก): สมาชิกเครือข่ายจะล่องเรือจากเทศบาลตำบลแม่ยาวไปตามแม่น้ำกกจนถึงหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย
ทั้งนี้ คาดว่าในวันสุดท้ายจะมีมวลชนและกลุ่มศิลปินเข้าร่วมมากกว่า 2,000 คน เพื่อจัดขบวนแห่ภายใต้แนวคิด “5 สายน้ำ 5 บาดแผล” จากสวนสาธารณะข้ามสะพานแม่ฟ้าหลวงไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นหนังสือต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของจังหวัดเชียงรายทุกคน เพื่อให้ส่งต่อไปยังรัฐบาล
จี้ 5 รัฐมนตรีร่วมรับผิดชอบ ย้ำต้องตัดสินใจได้เอง
เป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ คือการส่งหนังสือร้องเรียนตรงไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรัฐมนตรีอีก 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทางเครือข่ายระบุว่าต้องการให้รัฐมนตรีทุกท่านลงมาอ้างอิงและรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่ส่งข้าราชการระดับปฏิบัติการมาแทน เพราะต้องการผู้มีอำนาจที่สามารถตัดสินใจสั่งการได้ทันที
เหตุผลที่เครือข่ายภาคประชาชนต้องเจาะจงไปที่ 5 รัฐมนตรี มีความเชื่อมโยงกับผลกระทบในหลายมิติ ดังนี้:
- นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย: ต้องเข้ามาดูแลในฐานะผู้นำประเทศที่เคยประกาศนโยบายความมั่นคงชายแดน และในฐานะผู้กำกับดูแลการประปาส่วนภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันลุ่มแม่น้ำกกมีผู้ใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมากกว่า 40,000 ครัวเรือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง: ข้อมูลจากภาคประชาชนพบว่า ปัจจุบันยังคงมีการขนส่งและส่งออกแร่จากประเทศเมียนมาผ่านด่านศุลกากรต่างๆ ของไทยตลอดแนวชายแดนเพื่อส่งต่อไปยังประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังจึงต้องเข้ามารับรู้ถึงปัญหานี้
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ: แม้จะมีการเข้าพบและหารือกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำเมียนมาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยอ้างว่าพื้นที่เหมืองแร่อยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังชนกลุ่มน้อย เช่น กลุ่มว้า และกลุ่มคะเรนนี ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาเข้าไม่ถึงพื้นที่
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ปัจจุบันมีพื้นที่นาข้าวและแปลงเกษตรกรรมริมน้ำของไทยที่ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสายนี้มากกว่า 100,000 ไร่ ซึ่งกำลังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักอย่างรุนแรง
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: เป็นหน่วยงานตรงที่ต้องรับผิดชอบเรื่องระบบนิเวศและการฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียหาย
ข้อมูลทางวิชาการชี้ชัด 1 ปีแห่งการสะสมสารพิษ
ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หนึ่งในแกนนำขับเคลื่อน เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับจังหวัดเพื่อติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังสารโลหะหนักตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผลการตรวจวิเคราะห์ชี้ชัดว่า มีการสะสมของสารพิษและหมักหมมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในตัวอย่างน้ำ ตะกอนดิน พืชผักสวนครัว ดินการเกษตร ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไปจนถึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้ดื่มกิน
“เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีเคยแถลงต่อรัฐสภาว่า ปัญหาเหมืองเถื่อนในประเทศเพื่อนบ้านคือภัยความมั่นคง และขยับมาวันที่ 20 เมษายน ก็ย้ำที่เชียงใหม่ว่าจะแก้ปัญหาปนเปื้อนข้ามแดน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ชาวบ้านจะมาทวงถามความคืบหน้า รวมถึงทวงงบประมาณจำนวน 2,000 ล้านบาท ที่เคยมีแนวคิดจะใช้พัฒนาแม่น้ำลาวเพื่อทำระบบประปบทดแทนแม่น้ำกกที่ปนเปื้อน” ดร.สืบสกุล กล่าว
ทางด้าน อาจารย์นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ และ นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ได้กล่าวเสริมว่า ปัญหานี้คาราคาซังมานานกว่า 1 ปีแล้ว แต่การแก้ไขของภาครัฐยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่วิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งเกษตรกร ชาวประมงท้องถิ่น และผู้ประกอบการริมน้ำ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทุกวัน ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบและพิจารณามาตรการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ภาคประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมาด้วย
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินขบวนเชิงสัญลักษณ์ธรรมดา แต่คือการส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตจากชุมชนรากหญ้า ไปถึงผู้บริหารประเทศที่กรุงเทพฯ ว่าพวกเขาจะไม่ยอมทนอยู่กับแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษจากผลประโยชน์ของเหมืองแร่อีกต่อไป
ที่มาของข้อมูล: เรียบเรียงเนื้อหาจากรายงานข่าวฉบับเต็มของ ผู้จัดการออนไลน์
เชียงราย - Chiang Rai News
โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน
เตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – การเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้โรงเรียนสามัคคีพัฒนา ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการดูแลนักเรียน โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านม้งเก้าหลัง ตำบลเทอดไทย ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองเชียงรายไปกว่า 100 กิโลเมตร พื้นที่ตั้งบนดอยสูงทำให้การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นเรื่องยาก
ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากถึง 900 ชีวิต การจัดการอาหารกลางวันจึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนหอพักอีกจำนวน 85 คน ที่ทางโรงเรียนต้องดูแลจัดเตรียมอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อในทุกๆ วัน
ประเด็นสำคัญ
- โรงเรียนสามัคคีพัฒนาเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่า ให้กลายเป็นฟาร์มเกษตรเพื่อผลิตอาหารอย่างยั่งยืน
- การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ช่วยพลิกวิกฤตค่าขนส่งอาหารที่แสนแพง ให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนา
- โครงการนี้สอนให้เด็กนักเรียนรู้จักการพึ่งพาตนเอง และสร้างทักษะอาชีพสำหรับอนาคต
2026/07/yUVwmKQ4ErdEFaTeZ8ykUhD1NMTHektO.jpg" alt="โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน" width="1024" height="767" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/07/yUVwmKQ4ErdEFaTeZ8ykUhD1NMTHektO.jpg?w=1024&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/07/yUVwmKQ4ErdEFaTeZ8ykUhD1NMTHektO.jpg?resize=300%2C225&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/07/yUVwmKQ4ErdEFaTeZ8ykUhD1NMTHektO.jpg?resize=768%2C575&ssl=1 768w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" />
ระยะทางที่ห่างไกลส่งผลให้ค่าขนส่งวัตถุดิบอาหารมีราคาแพงกว่าปกติหลายเท่าตัว นอกจากปัญหาเรื่องราคาแล้ว ทางโรงเรียนยังควบคุมความสดใหม่ของผักและเนื้อสัตว์ได้ยากลำบากมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้คณะครูต้องเร่งคิดหาวิธีการบริหารจัดการอาหารกลางวันรูปแบบใหม่ เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
เป้าหมายหลักคือการทำให้โรงเรียนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และลดการพึ่งพิงวัตถุดิบจากภายนอก ด้วยต้นทุนค่าอาหารที่สูงขึ้นทุกวัน จึงเกิดเป็นแนวคิดการทำเกษตรแบบพอเพียงภายในพื้นที่ของโรงเรียน การปรับตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของชุมชน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อโรงเรียนได้รับโอกาสอันดีจากสังคม โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนอาหารกลางวันจากมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และทาง สิงห์ปาร์ค เชียงราย ที่เข้ามาช่วยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
ต่อยอดงบประมาณ สู่ฟาร์มไก่ไข่และแปลงผักปลอดสาร
แทนที่จะนำเงินทุนไปซื้อวัตถุดิบแบบวันต่อวัน ทางโรงเรียนกลับมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านั้น พวกเขาเลือกที่จะนำงบประมาณที่ได้มาต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนให้กับเด็กนักเรียน การลงทุนในระยะยาวจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง
ทางโรงเรียนได้ร่วมกันสร้างโรงเรือนมาตรฐาน สำหรับเลี้ยงไก่ไข่จำนวนมากกว่า 250 ตัว พร้อมกันนี้ยังได้ปรับหน้าดินเพื่อทำแปลงปลูกผักสวนครัวหลากหลายชนิด พื้นที่ว่างเปล่าในรั้วโรงเรียนจึงกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของทุกคน
ผลผลิตที่ได้จากฟาร์มในแต่ละวัน จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหารกลางวัน ผักกาด กะหล่ำปลี และไข่ไก่สดๆ ถูกส่งตรงจากฟาร์มเข้าสู่โรงอาหารทุกเช้า ทำให้เด็กๆ ได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพสูง
การลงมือทำฟาร์มเกษตรในครั้งนี้ ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามากกว่าแค่ความอิ่มท้องของนักเรียน ประการแรกคือมันช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบในการประกอบอาหารได้อย่างมหาศาล ทำให้โรงเรียนมีงบประมาณเหลือไปพัฒนาด้านอื่นๆ
ประการที่สองคือเด็กนักเรียนทุกคน จะได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูงและปลอดภัย สารเคมีตกค้างไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป เพราะผักทุกต้นและไข่ทุกฟองมาจากความใส่ใจของพวกเขาเอง
มากกว่าความอิ่มท้อง คือการสร้างห้องเรียนชีวิต
นอกเหนือจากเรื่องโภชนาการแล้ว โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการนอกห้องเรียนได้อย่างดีเยี่ยม เด็กนักเรียนได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการให้อาหารไก่ การเก็บไข่ และการรดน้ำพรวนดินแปลงผัก
การทำงานเหล่านี้ถือเป็นการฝึกฝนทักษะอาชีพที่สำคัญ ซึ่งพวกเขาสามารถนำไปใช้ในอนาคตได้ พวกเขารู้จักความรับผิดชอบ และเข้าใจถึงความสำคัญของการพึ่งพาตัวเองตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ
สิ่งเหล่านี้คือวิชาชีวิตที่หาเรียนไม่ได้จากในหนังสือเรียนทั่วไป การปลูกฝังนิสัยรักการเกษตร จะช่วยให้พวกเขาสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ นับเป็นไอเดียต้นแบบที่ยอดเยี่ยมและควรนำไปปรับใช้อย่างกว้างขวาง
ในวันนี้ โครงการเกษตรอาหารกลางวันได้เปลี่ยนแปลงผักธรรมดา ให้กลายเป็นห้องเรียนชีวิตอย่างแท้จริง มันคือพื้นที่มหัศจรรย์ ที่สร้างทั้งความมั่นคงทางอาหาร ความรู้ และอนาคตที่สดใสให้กับเด็กๆ บนดอยสูงไปพร้อมกัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดนตรี “Young Talents Music Competition 2026”
โรงเรียนบ้านดอยหลาน บีพีพี จังหวัดเชียงราย ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์กีฬาใหม่
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดนตรี “Young Talents Music Competition 2026”
โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน">เชียงราย – เทศบาลนครเชียงรายเดินหน้าสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ล่าสุดได้จัดการประกวดวงดนตรี “Young Talents Music Competition” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง งานนี้เปิดกว้างให้เด็กรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพที่ซ่อนอยู่อย่างเต็มที่ผ่านเสียงดนตรี กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นอย่างคึกคักใจกลางเมือง โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมเชียร์อย่างล้นหลาม
ประเด็นสำคัญ
- สนับสนุนความสามารถเยาวชน: เทศบาลนครเชียงรายมุ่งมั่นสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กๆ ได้แสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์
- ยกระดับทักษะดนตรี: ผู้เข้าแข่งขันได้รับคำแนะนำโดยตรงจากศิลปินระดับอาชีพ เพื่อนำไปใช้ต่อยอดในเส้นทางสายดนตรี
- สร้างสีสันให้เมือง: งานประกวดนี้ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยว และทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นของเชียงรายกลับมาคึกคัก
เวทีแห่งโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักดนตรี
การประกวดวงดนตรีในปี 2026 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยในจังหวัด เทศบาลนครเชียงรายตั้งใจสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นจุดเริ่มต้นของความฝันอันยิ่งใหญ่ เยาวชนจะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนัก และสัมผัสความรู้สึกของการแสดงสดบนเวทีระดับมาตรฐาน
นอกจากบรรยากาศที่สนุกสนานแล้ว ผู้เข้าแข่งขันยังได้รับฟังความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา จากคณะกรรมการซึ่งเป็นนักดนตรีและโปรดิวเซอร์มืออาชีพ สิ่งนี้ช่วยให้เด็กๆ สามารถค้นหาจุดแข็งและปรับปรุงจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นประสบการณ์นอกห้องเรียนที่มีค่าอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่อยากก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในอนาคต
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะชีวิตผ่านเสียงเพลง
งานประกวดดนตรีเวทีนี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายแค่การค้นหาคนที่เล่นดนตรีเก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว ทว่างานนี้ยังเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบโชว์ และการนำเสนอสไตล์ดนตรีที่แปลกใหม่ รวมถึงความสามารถในการสื่อสารอารมณ์เพลงไปยังผู้ชม ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากในโลกปัจจุบัน
ผู้จัดงานเน้นย้ำเสมอว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่สร้างแรงบันดาลใจและหล่อหลอมจิตใจ การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกเช่นนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ
ดันเชียงรายสู่เมืองแห่งศิลปะและเสียงดนตรี
สำหรับวงดนตรีที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ พวกเขาจะได้รับทุนการศึกษาก้อนโตเป็นรางวัล พร้อมทั้งโอกาสสำคัญในการขึ้นแสดงในงานเทศกาลระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค รางวัลเหล่านี้จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อม ให้พวกเขาก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพได้อย่างมั่นคง และเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาไม่หยุดพัฒนาฝีมือต่อไป
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของงานประกวดดนตรีครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้นำท้องถิ่นและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวขึ้นเป็นเมืองที่โดดเด่นด้านศิลปะและดนตรีอย่างแท้จริง เราคงต้องรอติดตามผลงานกันต่อไปว่า ดาวรุ่งดวงใหม่เหล่านี้จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับชาวเชียงรายได้มากน้อยแค่ไหน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว!! ฝึกอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครท้องถิ่นสำหรับปี 2026
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เชียงราย - Chiang Rai News
บรรดาผู้ประกอบการในแม่สายต่างยินดี!! ตำรวจเร่งปราบปรามรถแท็กซี่ผิดกฎหมายของเมียนมาร์ ส่งผลให้การจราจรกลับสู่ภาวะปกติ
โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน">เชียงราย – วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศบริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาก พื้นที่บริเวณก่อนถึงจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 กลับมามีการจราจรที่คล่องตัว รถยนต์ของประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกสบาย
นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่สามารถแวะจอดรถข้างทางได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะบริเวณหน้าตลาดนายบุญยืนและหน้าสถานีตำรวจภูธรแม่สาย สาเหตุหลักมาจากการที่รถบรรทุกและรถโดยสารป้ายทะเบียนเมียนมาหายไปจากริมถนน จากเดิมที่เคยมีรถเหล่านี้จอดแช่เพื่อรอรับผู้โดยสารอยู่ถึง 30-40 คัน ซึ่งปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้ถนนมานานหลายปีแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- การจราจรบริเวณหน้าด่านแม่สายมีความคล่องตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากไม่มีรถรับจ้างเมียนมาจอดแช่ริมถนน
- เจ้าหน้าที่ไทยสั่งห้ามรถป้ายทะเบียนเมียนมาตั้งวินรับส่งผู้โดยสารหรือขนสินค้าในฝั่งไทยอย่างเด็ดขาด
- ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 5,000 บาท และถือเป็นการทำผิดกฎหมายแรงงานของประเทศไทยอย่างชัดเจน
ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่กวาดล้าง
ปัญหาการจอดรถกีดขวางที่เรื้อรังนี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมือแก้ไขอย่างจริงจังและเด็ดขาด พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผู้กำกับการ สภ.แม่สาย ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.ปวริศร์ อิทธิศิราวงศ์ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทีมงานนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย และสำนักงานจัดหางาน
เจ้าหน้าที่ได้เรียกประชุมเจ้าของรถแท็กซี่ชาวเมียนมาร์ทั้งหมดที่สถานีตำรวจแม่สาย และออกคำสั่งอย่างเข้มงวดให้ยุติการกระทำดังกล่าว การจอดรถแท็กซี่เรียงแถวรอผู้โดยสารฝั่งไทยถือเป็นการประกอบกิจการแท็กซี่ที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการแย่งงานจากคนไทยและละเมิดกฎหมายแรงงานอย่างชัดเจน
บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายในครั้งนี้มีความรุนแรงและบังคับใช้อย่างจริงจัง ชาวต่างชาติที่นำรถมารับจ้างโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกปรับเป็นเงิน 5,000 บาท หากผู้กระทำผิดรายใดไม่ยอมจ่ายค่าปรับ จะถูกส่งตัวไปกักขังแทนค่าปรับในอัตราคืนละ 500 บาท จนครบกำหนดหรือเป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 10 คืน
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่า รถจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถขับมาส่งผู้โดยสารในฝั่งไทยได้ตามปกติ แต่เมื่อส่งเสร็จแล้วต้องขับกลับประเทศทันที การจอดรอรับคนกลับไปถือว่าผิดกฎหมาย หากพบเห็นการฝ่าฝืนตั้งวินเถื่อนอีก เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร
เชียงรายยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว!! ฝึกอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครท้องถิ่นสำหรับปี 2026
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 200,000 เม็ด หลังจากการไล่ล่ารถยนต์อย่างดุเดือด








