การเงิน -Finance
หนี้ภาคครัวเรือนของไทยพุ่งทะลุ 62% หลังค่าครองชีพสูงขึ้น
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – ประชาชนคนไทยทั่วประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์หนี้สินที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยสัดส่วนของผู้ที่มีหนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 62.44% ในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดจากผลสำรวจในประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเพราะค่าครองชีพที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้กลับเติบโตไม่ทันกับรายจ่ายประจำวัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีทางเลือกและต้องหันไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว
สัญญาณเตือนจากปัญหาปากท้องที่รุนแรงขึ้น
ตัวเลขคนเป็นหนี้ที่เพิ่มจาก 50.99% ในปี 2025 มาเป็น 62.44% ในปี 2026 ไม่ใช่แค่สถิติธรรมดา แต่มันคือเสียงสะท้อนความยากลำบากของคนทำงานระดับรากหญ้าไปจนถึงพนักงานออฟฟิศทั่วไป ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) ระบุชัดเจนว่าปัญหาหนี้กำลังขยายวงกว้างไปในทุกกลุ่มคน แม้หลายครอบครัวจะพยายามประหยัด ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่เพียงพอกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อให้สามารถผ่านพ้นไปได้ในแต่ละเดือน
กลุ่มอาชีพไหนบ้างที่แบกภาระหนักที่สุด?
หากเราเจาะลึกลงไปดูในแต่ละสายอาชีพ จะพบว่าปัญหาหนี้สินกระจายไปในทุกภาคส่วน โดยสามารถสรุปกลุ่มที่มีหนี้สูงที่สุดได้ดังนี้:
- พนักงานของรัฐ (89.09%): แม้จะเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สูงที่สุด สาเหตุหลักมาจากการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย ทำให้มีการกู้ยืมเพื่อซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่อย่างเช่น บ้านและรถยนต์
- เกษตรกร (82.71%): กลุ่มนี้มักจะกู้ยืมเงินมาเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการทำเกษตร เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงจากสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน
- ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (80.28%): การขาดรายได้ประจำที่แน่นอน ทำให้ต้องอาศัยเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้ชีวิตและการทำงาน
รายได้สูงไม่ได้แปลว่าไม่มีหนี้
เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ คนที่มีรายได้สูงก็มีหนี้ไม่แพ้กัน ผลสำรวจชี้ว่ากลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนการเป็นหนี้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ตามมาด้วยกลุ่มรายได้ 10,001 ถึง 50,000 บาท แต่เหตุผลในการเป็นหนี้ของคนกลุ่มนี้มักจะมาจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายกว่า และมักจะกู้เพื่อซื้อทรัพย์สินหรือลงทุนเพื่อต่อยอดเงิน
ในทางกลับกัน กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน มักจะกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเรื่องพื้นฐานในชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มคนที่หาเงินได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมักจะเจอกับปัญหารายได้ไม่แน่นอนและมีเหตุฉุกเฉินให้ต้องใช้เงินบ่อยครั้ง ทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะติดอยู่ในวงจรหนี้แบบไม่มีวันจบสิ้น
ภัยเงียบจาก “หนี้ออนไลน์” ที่คุกคามคนรุ่นใหม่
เมื่อพูดถึงแหล่งที่มาของเงินกู้ สถาบันการเงินทั่วไปยังคงเป็นแหล่งหลักที่คนใช้บริการ (23.23%) รองลงมาคือบัตรเครดิต (19.90%) แต่สิ่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและน่ากลัวคือ “แอปพลิเคชันเงินกู้ทางออนไลน์” (12.90%) และสหกรณ์ (12.87%)
เงินกู้ออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มวัยรุ่นอายุ 20 ถึง 29 ปี มีการใช้เงินกู้ออนไลน์สูงถึง 27.25% และที่น่าตกใจคือกลุ่มนักศึกษามีสัดส่วนการใช้สูงที่สุดถึง 31.55% แม้ว่าเงินกู้รูปแบบนี้จะช่วยให้ได้เงินมาง่ายและรวดเร็ว แต่มันก็แฝงมาด้วยความเสี่ยงในการสร้างหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ยังไม่มีรายได้ประจำที่มั่นคง
ภาระการผ่อนชำระรายเดือนที่กดทับคุณภาพชีวิต
ในด้านของการผ่อนชำระหนี้ในแต่ละเดือน คนส่วนใหญ่ (38.91%) ผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาท รองลงมาคือไม่เกิน 10,000 บาท (34.59%) ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่เยอะสำหรับคนที่มีรายได้สูง แต่สำหรับคนที่มีรายได้น้อย เงินจำนวนนี้ถือเป็นภาระที่หนักอึ้งและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เหตุผลหลักที่คนตัดสินใจเป็นหนี้ อันดับหนึ่งคือเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (29.06%) ตามมาด้วยการซื้อบ้านหรือรถ (25.83%) และการลงทุน (13.45%) สำหรับบางกลุ่มอย่างวัยรุ่นและผู้สูงอายุ อาจมีการกู้เพื่อใช้จ่ายซื้อของฟุ่มเฟือยอยู่บ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดความรู้ในการจัดการเงิน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ การกู้เงินไม่ใช่เรื่องของความอยากได้อยากมี แต่มันคือความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดต่างหาก
วิกฤตซ้อนวิกฤตของคนหาเช้ากินค่ำ
ภาพที่ชัดเจนและสะเทือนใจที่สุดของปัญหาหนี้สินนี้ ตกไปอยู่ที่กลุ่มคนทำงานที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ผลสำรวจพบว่า 98% ของคนกลุ่มนี้เป็นหนี้ โดยมีหนี้เฉลี่ยต่อครอบครัวสูงถึง 494,500 บาท และต้องผ่อนจ่ายเดือนละประมาณ 18,800 บาท ซึ่งตัวเลขการผ่อนจ่ายนี้สูงกว่ารายได้ที่รับเข้ามาเสียอีก หนี้ส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากการลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว แต่เป็นการกู้มาเพื่อกินใช้และเอามาจ่ายหนี้ก้อนเก่า กลายเป็นวงจรหนี้สินที่หาทางออกได้ยากลำบากมาก
เงินออมที่หายไปกับรายได้ที่ไม่เพียงพอ
นอกจากปัญหาหนี้แล้ว เรื่องเงินออมก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตที่คนไทยกำลังเผชิญ มากกว่า 79.1% ของคนทำงานบอกว่าพวกเขาไม่มีเงินออมเลย หรือไม่สามารถแบ่งเงินมาออมได้ มีเพียง 20.9% เท่านั้นที่มีเงินเก็บ สาเหตุหลักก็กลับมาที่เรื่องเดิม คือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดย 59.5% ยอมรับว่าราคาสินค้าที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างหนัก
เมื่อบวกกับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย และการหักเงินสมทบประกันสังคมที่สูงขึ้น ทำให้รายได้ที่เหลือถึงมือจริงๆ ลดลงไปอีก แม้ว่า 61.84% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะบอกว่าไม่ได้วางแผนที่จะก่อหนี้เพิ่มในปี 2026 แต่แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก็อาจบีบบังคับให้พวกเขาต้องไปกู้ยืมเงินในที่สุด
ทางออกของปัญหาต้องแก้ที่รากฐาน
ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้เกิดจากแค่พฤติกรรมการใช้เงินที่ผิดพลาดของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นปัญหาระบบเศรษฐกิจโดยรวม แม้ประชาชนจะพยายามปรับตัวและรัดเข็มขัดมากแค่ไหน แต่ถ้ารายได้ยังคงวิ่งตามไม่ทันค่าใช้จ่าย ปัญหานี้ก็จะไม่มีวันหมดไป
การจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผลจริง จะต้องทำหลายอย่างควบคู่กันไป ทั้งการหาทางเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋าประชาชน การลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน การให้ความรู้เรื่องการวางแผนการเงิน และการออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด สำหรับกลุ่มคนที่กำลังเดือดร้อนที่สุด หากปล่อยให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะไม่ใช่แค่ปัญหาคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายความมั่นคงของเศรษฐกิจระดับประเทศในระยะยาว
ผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทย
เมื่อคนในประเทศมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการชะลอตัวของการจับจ่ายใช้สอย ลองจินตนาการดูว่า หากรายได้ส่วนใหญ่ต้องถูกนำไปจ่ายคืนหนี้และดอกเบี้ย เงินที่จะนำมาซื้อสินค้า ทานอาหารนอกบ้าน หรือใช้บริการต่างๆ ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อกำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง ภาคธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ก็จะได้รับผลกระทบ ยอดขายตกต่ำลง และอาจนำไปสู่การลดต้นทุนหรือลดพนักงาน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะวนกลับมาซ้ำเติมปัญหาการว่างงานและรายได้ของประชาชนอีกครั้ง
นอกจากนี้ ในแง่ของการแข่งขันระดับประเทศ หากแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเครียดจากปัญหาการเงิน ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลง การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือการพัฒนาทักษะตนเองก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะทุกคนต้องมุ่งเน้นไปที่การหาเงินมาประทังชีวิตแบบวันต่อวัน มากกว่าการมองการณ์ไกลเพื่อพัฒนาอนาคต
ความหวังและการปรับตัวในยุคข้าวยากหมากแพง
แม้สถานการณ์จะดูท้าทาย แต่ก็ยังมีทางออกสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหา สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการมีสติและเผชิญหน้ากับความจริง การจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมว่า เงินของเราหายไปกับอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สามารถตัดลดลงได้อีก และการพูดคุยกับเจ้าหนี้เพื่อขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยต่อลมหายใจได้
ในส่วนของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การแจกเงินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน การดูแลราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้พุ่งสูงจนเกินไป รวมถึงการกวดขันแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์ที่คิดดอกเบี้ยแพงเกินจริงหรือทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องประชาชนที่กำลังตกอยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุด
วิกฤตหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข เพื่อให้คนไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
ไทยลดขนาดกู้เงินรัฐรับวิกฤตเศรษฐกิจ กังวลเพดานหนี้สาธารณะ
ครอบครัวในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
การเงิน -Finance
ทองร่วง 300 บาท รูปพรรณขาย 67,000 ตลาดจับตาเฟด
ตำรวจเชียงรายจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด">เชียงราย – สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำในประเทศช่วงเช้าวันนี้ ปรับลดลงทันที 300 บาทต่อบาททองคำ ส่งผลให้ราคาทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 67,000 บาท ขณะที่ราคารับซื้อทองรูปพรรณอยู่ที่ 65,800 บาท ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน หลังราคาพุ่งแตะระดับสถิติใหม่ในช่วงก่อนหน้านี้
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาในเช้านี้ มาจากกระแสคาดการณ์เรื่องนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกต่างพากันชะลอการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อรอฟังความชัดเจนจากรายงานข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่กดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับลดลงตาม
ประเด็นสำคัญ
- ทองไทยร่วง 300 บาท: ราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดปรับลงแรง ส่งผลให้ทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ระดับ 67,000 บาท
- จับตาถ้อยแถลงเฟด: นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- บาทแข็งกดดันซ้ำ: การขยับแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้การคำนวณราคาทองคำแท่งและรูปพรรณในประเทศย่อตัวลง
สรุปราคาทองคำประจำวันและการปรับตัวของตลาด
สำหรับการเปิดตลาดรอบแรกวันนี้ ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 66,200 บาท และขายออกบาทละ 66,500 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 65,800 บาท และขายออกบาทละ 67,000 บาท ผู้สนใจสามารถตรวจสอบประกาศราคาอย่างเป็นทางการแบบเรียลไทม์ได้ที่ สมาคมค้าทองคำ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนราคาตามสภาวะตลาดตลอดทั้งวัน
บรรยากาศการซื้อขายย่านเยาวราชเช้านี้เริ่มมีประชาชนและนักลงทุนทยอยเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ระบุว่าแรงซื้อทองคำแท่งเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังราคาผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่อเป็นของขวัญหรือสะสมระยะยาวยังคงเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อราคาเริ่มย่อตัวลงมาเปิดโอกาสให้เข้าซื้อรอบใหม่
ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน
ในฝั่งของตลาดต่างประเทศ สัญญาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) แกว่งตัวในกรอบจำกัดเนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยบวกด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปมากแล้ว ขณะเดียวกัน ท่าทีของประธานเฟดที่มีต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด หากตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เฟดอาจส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและกดดันราคาทองคำต่อ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง ควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนและรอจังหวะเข้าซื้อสะสมเมื่อราคาย่อตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญ ทั้งนี้ การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายจะช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ดีที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ยื่นภาษี 2026 ให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก, รู้แบบ รู้วัน รู้เอกสาร
สเตเบิลคอยน์กำลังวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการเงินในประเทศไทย
การเงิน -Finance
เริ่มแล้ว! ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 1-15 ต.ค. นี้
ยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด">เชียงราย – โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) รอบเพิ่มเติม เปิดให้ประชาชนกดยืนยันรับสิทธิแล้วตั้งแต่วันนี้ ใครที่พลาดการตรวจสอบสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบก่อน สามารถเข้ามาดำเนินการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง การเปิดลงทะเบียนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาล โดยระบบจะเปิดรับสิทธิตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 ถึง 15 ตุลาคม 2569
สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือของโครงการนี้ รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าสินค้าให้ในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนจ่ายเงินส่วนตัวเพียง 40% ผู้ที่ได้รับสิทธิจะมีวงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ ซึ่งสามารถใช้สแกนจ่ายได้ไม่เกินวันละ 200 บาท หากคุณยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเริ่มสแกนใช้จ่ายได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2569
ประเด็นสำคัญ
- เปิดให้กดยืนยันรับสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” รอบเพิ่มเติมผ่านแอปเป๋าตัง ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
- โครงการนี้รัฐช่วยจ่ายค่าครองชีพ 60% โดยให้วงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาท และจำกัดการใช้ไม่เกินวันละ 200 บาท
- ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569
วิธีการยืนยันสิทธิผ่านแอปเป๋าตัง
การยืนยันรับสิทธิสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านสมาร์ตโฟนของคุณทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันเป๋าตังที่อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว จากนั้นให้กดเข้าไปที่แบนเนอร์ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ที่แสดงอยู่บนหน้าจอหลัก เมื่อคุณอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการจบแล้ว ให้กดยอมรับข้อตกลงเพื่อยืนยันการรับสิทธิของคุณได้เลย
สำหรับคนที่ยังไม่เคยเปิดใช้งาน G-Wallet ในแอปเป๋าตัง คุณจะต้องทำการสมัครและยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากที่ระบบยืนยันตัวตนผ่านแล้ว คุณสามารถเติมเงินเข้า G-Wallet เพื่อเตรียมไว้สำหรับจ่ายเงินในส่วน 40% ของตัวคุณเอง การใช้งานจริงนั้นก็เพียงแค่นำสมาร์ตโฟนไปสแกนจ่ายค่าสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามปกติ
เงื่อนไขและข้อควรระวังในการใช้จ่าย
มาตรการช่วยเหลือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลออกนโยบายสมทบทุนแบบ 60/40 จะช่วยให้การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมีความคล่องตัวมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดสดหรือร้านอาหารรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งนี้จะช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง
แม้คุณจะได้รับสิทธิแล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขการใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เสียสิทธิไปฟรีๆ การใช้จ่ายผ่านโครงการนี้จะไม่สามารถกดออกมาเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารได้ และต้องใช้สแกนผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้น นอกจากนี้ วงเงิน 1,000 บาทที่รัฐบาลสมทบให้ จะมีระยะเวลาสิ้นสุดการใช้สิทธิภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ดังนั้น คุณควรวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวันให้ดี เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุดก่อนที่โครงการจะหมดเขต
โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวในช่วงปลายปี หากใครที่เข้าเกณฑ์และยังไม่ได้กดยืนยันสิทธิ ก็อย่าลืมเข้าไปทำรายการในแอปเป๋าตังภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน การเตรียมความพร้อมและทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
การเงิน -Finance
เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
ยาบ้า 26.5 ล้านเม็ด">ตำรวจเชียงรายจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด">เชียงราย – กระทรวงการคลังประกาศข่าวดีสำหรับประชาชนที่รอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 1.75 ล้านคนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยผู้ที่ได้รับสิทธิในรอบนี้ สามารถเริ่มใช้งานสวัสดิการต่างๆ ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลมุ่งหวังที่จะลดภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงจุดที่สุด
การประกาศผลรอบทบทวนสิทธินี้ ทำให้ยอดรวมของผู้ได้รับสิทธิทั่วประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึง 11.25 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ทุกคนจะต้องรีบดำเนินการยืนยันตัวตน หรือกระบวนการ e-KYC ให้เรียบร้อยเสียก่อน หากคุณสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนได้สำเร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง รวมถึงเงินพิเศษเพิ่มเติมอีก 700 บาทตามมติของคณะรัฐมนตรี
ประเด็นสำคัญ
- ผ่านเกณฑ์เพิ่ม 1.75 ล้านคน: กระทรวงการคลังอนุมัติสิทธิรอบทบทวน ทำให้ยอดรวมผู้ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐพุ่งแตะ 11.25 ล้านคนทั่วประเทศ
- เริ่มใช้สิทธิได้ทันที: ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติสามารถเริ่มรับวงเงินสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC): ผู้รับสิทธิจำเป็นต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือธนาคารที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินโอน
สำหรับผู้ที่ตรวจสอบผลแล้วพบว่าตนเองผ่านเกณฑ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ คุณสามารถทำขั้นตอน e-KYC ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 นอกจากนี้ คุณยังสามารถยืนยันตัวตนผ่านธนาคารของรัฐอื่นๆ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน หรือ ธอส. ได้จนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 การทำตามขั้นตอนนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยรับประกันว่าคุณจะไม่เสียสิทธิที่พึงได้
หลังจากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว วงเงินสวัสดิการที่คุณจะได้รับนั้นครอบคลุมหลายส่วนในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบไปด้วยวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม และวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะอีก 750 บาท ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของภาครัฐที่จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน หากคุณต้องการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด สามารถเข้าไปเช็กผลได้ที่เว็บไซต์ ตรวจสอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของกระทรวงการคลังโดยตรง
ทางเลือกสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน
ในทางกลับกัน หากคุณเข้าไปตรวจสอบรายชื่อแล้วพบว่าตนเองไม่ผ่านคุณสมบัติในรอบทบทวนสิทธินี้ ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) เพื่อรับการเยียวยาเพิ่มเติม โครงการนี้จะมอบเงินช่วยเหลือให้คุณ 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 2 เดือน คือในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแค่กดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในช่วงวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 นี้เท่านั้น
ท้ายที่สุด โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นหนึ่งในมาตรการหลักในการดูแลประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก การที่รัฐบาลปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเกิดความคุ้มค่าและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ประชาชนจึงควรติดตาม ข่าวเศรษฐกิจล่าสุด อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ตนเองสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลได้อย่างครบถ้วนและทันท่วงที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
-
ข่าวกีฬา Sports5 days ago
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย

