ข่าวอาชญากรรม - Crime
ปิดคดีสะเทือนขวัญ! รวบฆาตกรต่อเนื่องฆ่าคนไร้บ้านเชียงใหม่ สารภาพดับ 2 ศพในคืนเดียว
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสะเทือนขวัญชาวเชียงใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายปะแนะ ปูลิ อายุ 31 ปี…
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสะเทือนขวัญชาวเชียงใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายปะแนะ ปูลิ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเป็นชายเร่ร่อนที่ลงมือฆ่าชายไร้บ้าน 2 รายซ้อนในคืนเดียว เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ สาเหตุหลักเกิดจากการทะเลาะวิวาทเรื่องโทรศัพท์มือถือและการขอเงิน ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจยังพบประวัติอาชญากรรมสุดอันตรายว่า ผู้ต้องหารายนี้เคยก่อเหตุฆ่าคนเร่ร่อนที่จังหวัดเชียงรายมาแล้วเมื่อต้นปี
ไขปมเหตุสังหารโหดศพแรก
คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีผู้พบศพคนไร้บ้านเสียชีวิตอย่างผิดปกติถึง 3 รายในช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์ ทำให้ชาวบ้านและสังคมต่างหวาดผวาว่าอาจเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักจนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้
ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น โดยศพแรกคือ นายบุญเรือง หมื่นศรี อายุ 51 ปี ชายเร่ร่อนจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เหตุเกิดที่บริเวณใต้สะพานรัตนโกสินทร์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ผู้ต้องหาเล่าว่าตนได้เดินไปทวงโทรศัพท์มือถือคืนจากนายบุญเรือง แต่ถูกปฏิเสธ จึงเกิดการชกต่อยกันอย่างรุนแรง ระหว่างนั้นผู้ต้องหาเห็นมีดคัตเตอร์ของผู้ตาย จึงแย่งมาและใช้แทงเข้าที่ลำคออย่างจัง หลังจากนั้นได้นำผ้าห่มมาคลุมร่างผู้เสียชีวิตและจุดไฟเผาฟูกที่นอนเพื่อทำลายหลักฐาน โดยยืนดูไฟไหม้อยู่ประมาณ 20 นาที ก่อนจะเดินหนีไป
ศพที่สอง ความตายที่คาดไม่ถึง
หลังจากก่อเหตุฆาตกรรมและเผาอำพรางศพแรกแล้ว นายปะแนะได้เดินเท้าไปหาที่นอนใหม่บริเวณใต้สะพานขัวสรีเวียงพิงค์ ตำบลฟ้าฮ่าม แต่เมื่อไปถึงก็พบกับ นายโจ้ แสงเส้น อายุ 46 ปี ชายเร่ร่อนชาวแม่ฮ่องสอนเช่นเดียวกัน ซึ่งนอนพักอยู่ก่อนแล้ว
ผู้ต้องหาอ้างว่า นายโจ้ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นมีกลิ่นตัวเหม็นมาก และยังพยายามเข้ามาขอเงินตนเอง ด้วยความโมโหและบันดาลโทสะ นายปะแนะจึงใช้เท้าเตะเข้าที่ก้านคอของนายโจ้จนล้มลง จากนั้นได้กระหน่ำกระทืบซ้ำอย่างรุนแรงเป็นเวลาเกือบ 10 นาทีจนนายโจ้นอนนิ่งและเสียชีวิตในที่สุด นับเป็นการก่อเหตุที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานีอย่างยิ่ง
เส้นทางหนีและประวัติอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่
หลังก่อเหตุทั้งสองคดี นายปะแนะเลือกใช้วิธีโบกรถของชาวบ้านเพื่อหลบหนี โดยขึ้นไปบนดอยสุเทพ ก่อนจะลงมาในตอนเย็นเพื่อไปนอนพักที่ป้ายรถเมล์ในอำเภอดอยสะเก็ด และโบกรถกลับเข้ามาในตัวเมืองอีกครั้ง จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ที่บริเวณประตูช้างเผือก ข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดเชิงลึกสามารถติดตามอ่านได้ที่ เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์
จากการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่น่าตกใจมาก ดังนี้:
- วันที่ 7 มกราคม 2569: นายปะแนะเคยก่อเหตุใช้ก้อนหินทุบและใช้มีดแทงคนเร่ร่อนจนเสียชีวิต ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย
- การหลบหนี: หลังจากก่อเหตุที่เชียงราย ได้หลบหนีไปซ่อนตัวที่จังหวัดลำปาง
- การเดินทาง: เดินทางเข้ามาหางานทำในจังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งมาก่อเหตุซ้ำอีก
- ประวัติอาชญากรรม: เคยถูกตัดสินจำคุกในคดีเสพยาเสพติดและคดีลักทรัพย์ โดยเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568
การดำเนินคดีและแนวทางป้องกัน
ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนัก คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ขณะนี้ตำรวจกำลังขยายผลการสืบสวนไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่นายปะแนะเคยไปอาศัยอยู่ เพื่อตรวจสอบว่ามีคดีค้างเก่าหรือเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่
การจับกุมตัวฆาตกรต่อเนื่องรายนี้ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความปลอดภัยของกลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่มักตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้ง่าย
คดีสะเทือนขวัญนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวของการก่ออาชญากรรมที่โหดเหี้ยม แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนในสังคมหันมาใส่ใจและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะอย่างจริงจังมากขึ้น การเพิ่มแสงสว่างในจุดเปลี่ยว การจัดสายตรวจลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการจัดการปัญหาคนเร่ร่อนอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำรอย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายสูงสุด เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและสร้างความสงบสุขให้กลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
รถตู้โรงเรียนเชียงใหม่ชนต้นไม้ ส่งผลให้นักเรียน 15 คนและคนขับได้รับบาดเจ็บ
เชียงใหม่ยกย่องนักบุญแห่งล้านนา เนื่องในโอกาสครบรอบ 91 ปี ถนนดอยสุเทพ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่าขบวนการค้ายาเสพติดชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจรยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
กลุ่มความร่วมมือเชียงราย-เมียนมาร์จะหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days agoตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
-
ข่าว - News4 days agoสลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม

