เทคโนโลยี - Tech
พลิกโฉมการศึกษาไทย! เจาะลึก 10 สุดยอดเครื่องมือ EdTech ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเรียนออนไลน์
ในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี การศึกษาไทยก็กำลังก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพจำของห้องเรียนที่นักเรียนต้องนั่งจดตามกระดานดำกำลังค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยหน้าจอ แท็บเล็ต…
ในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี การศึกษาไทยก็กำลังก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพจำของห้องเรียนที่นักเรียนต้องนั่งจดตามกระดานดำกำลังค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยหน้าจอ แท็บเล็ต และแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้แบบโต้ตอบ (Interactive EdTech Learning) โดยเฉพาะ
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันในปี 2026 เทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech (Education Technology) ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “รากฐาน” สำคัญที่ขับเคลื่อนระบบการศึกษาของประเทศไทย ตั้งแต่โรงเรียนประถมในชุมชนเล็กๆ ที่เชียงราย ไปจนถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพมหานคร
เครื่องมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงเนื้อหาคุณภาพสูงระดับประเทศได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
วันนี้ เราจะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึก 10 สุดยอดเครื่องมือ EdTech ที่กำลังปฏิวัติวงการการเรียนออนไลน์ในประเทศไทย ว่าแต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นอย่างไร และทำไมถึงกลายเป็นขวัญใจของทั้งครูผู้สอนและผู้เรียนทั่วประเทศ
1. StartDee: แอปพลิเคชันเรียนออนไลน์สายเลือดไทยเพื่อเด็กไทยทุกคน
StartDee ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของสตาร์ทอัพไทยที่ออกแบบมาเพื่อนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการอย่างถ่องแท้ ทำให้เนื้อหาในแอปพลิเคชันสอดคล้องกับการเรียนในห้องเรียนและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) อย่างสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่ทำให้ StartDee โดดเด่นคือความพยายามในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เด็กๆ ในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงติวเตอร์ระดับประเทศได้ในราคาที่จับต้องได้ หรือกระทั่งเรียนฟรีในบางโครงการ
จุดเด่นสำคัญ:
- เนื้อหาครอบคลุมทุกวิชาหลักในระดับ ม.1 ถึง ม.6
- วิดีโอการสอนสั้น กระชับ เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ
- มีระบบแบบฝึกหัดและข้อสอบจำลอง (Mock Exam) ที่อัปเดตตามแนวข้อสอบจริง
- ใช้งานง่ายผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์สเปกสูง
2. Vonder: เปลี่ยนการเรียนที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเกมสุดมันส์
หมดยุคของการนั่งท่องจำแบบเดิมๆ Vonder คือแพลตฟอร์ม EdTech สัญชาติไทยที่นำแนวคิด Gamification (การนำองค์ประกอบของเกมมาใช้ในสิ่งที่ไม่ใช่เกม) มาใช้กับการเรียนการสอนได้อย่างลงตัว ครูผู้สอนสามารถสร้างบทเรียนและควิซ (Quiz) ในรูปแบบของเกมที่นักเรียนต้องแข่งขันกันตอบคำถามเพื่อสะสมคะแนนหรือต่อสู้กับมอนสเตอร์
สำหรับเด็กไทยที่มักมีความเครียดจากการเรียนหนัก Vonder ถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยผ่อนคลายและกระตุ้นให้อยากมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น
จุดเด่นสำคัญ:
- รูปแบบเกมที่หลากหลาย ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ดีเยี่ยม
- ครูสามารถดูสถิติและผลคะแนนของนักเรียนได้แบบเรียลไทม์เพื่อประเมินความเข้าใจ
- รองรับทั้งการเรียนในห้องเรียน (Live) และการมอบหมายเป็นการบ้าน
- หน้าตาแพลตฟอร์มใช้งานง่าย เป็นมิตรกับทั้งครูและนักเรียน
3. Google Workspace for Education: กระดูกสันหลังของการศึกษาดิจิทัล
หากจะบอกว่า Google Workspace for Education คือโครงสร้างพื้นฐานของการศึกษาไทยในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายระดับประเทศ โรงเรียนรัฐบาลและเอกชนแทบทุกแห่งในไทยต่างใช้ Google Classroom, Google Meet, Google Docs และ Google Drive เป็นพื้นที่หลักในการจัดการเรียนการสอน
ความเรียบง่าย เสถียรภาพ และการใช้งานฟรีสำหรับสถาบันการศึกษา ทำให้ Google กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ครูและนักเรียนทุกคน “ต้องใช้เป็น”
จุดเด่นสำคัญ:
- ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์
- Google Classroom ช่วยจัดระเบียบการสั่งงาน ส่งงาน และให้คะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Storage) ที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์
- รองรับบัญชีผู้ใช้ระดับองค์กรที่จัดการได้ง่ายโดยแอดมินของโรงเรียน
4. Skooldio: อัปสกิลแห่งอนาคต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล
เมื่อพูดถึงการเรียนออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพ (Upskilling & Reskilling) Skooldio คือชื่อแรกๆ ที่คนไทยนึกถึง แพลตฟอร์มนี้ก่อตั้งขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของไทย มุ่งเน้นการสอนทักษะที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น การเขียนโปรแกรม (Coding), วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science), การออกแบบ UI/UX และการตลาดดิจิทัล
Skooldio ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับวัยทำงาน แต่ปัจจุบันนักศึกษามหาวิทยาลัยและเด็กมัธยมปลายจำนวนมากก็ใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่โลกแห่งการทำงานจริง
จุดเด่นสำคัญ:
- หลักสูตรสอนโดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการเทคโนโลยีของไทย
- เน้นการลงมือทำจริง (Project-based learning) มากกว่าทฤษฎี
- มีระบบห้องเรียนเสมือนสำหรับเขียนโค้ดบนเบราว์เซอร์ได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมให้ยุ่งยาก
- ได้รับใบรับรอง (Certificate) เมื่อเรียนจบ นำไปใช้อ้างอิงในการสมัครงานได้
5. Canva for Education: ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ให้ครูและนักเรียน
การสร้างสื่อการสอนที่สวยงามเคยเป็นเรื่องยากและใช้เวลามากสำหรับครูไทย แต่การมาถึงของ Canva for Education ได้เปลี่ยนทุกอย่างไป แพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์นี้เปิดให้ครูและนักเรียนใช้งานฟีเจอร์ระดับพรีเมียมได้ฟรี
ตั้งแต่การทำสไลด์นำเสนอ การจัดทำใบงาน อินโฟกราฟิก ไปจนถึงการตัดต่อวิดีโอสั้นๆ Canva ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายและดึงดูดสายตา ส่งผลโดยตรงต่อความตั้งใจเรียนของนักเรียน
จุดเด่นสำคัญ:
- มีเทมเพลตสำหรับงานการศึกษาโดยเฉพาะนับหมื่นแบบ
- ใช้งานง่ายด้วยระบบลากและวาง (Drag and Drop) ไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการออกแบบ
- รองรับการทำงานร่วมกันแบบกลุ่ม นักเรียนสามารถช่วยกันทำรายงานได้พร้อมกัน
- มีเครื่องมือ AI ล่าสุดที่ช่วยแต่งภาพและสร้างข้อความได้อย่างรวดเร็ว
6. OpenDurian: ตัวช่วยติวสอบที่นักเรียน ม.ปลาย ไว้วางใจ
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ TCAS ของไทยมีการแข่งขันที่สูงมาก OpenDurian (โอเพ่นดูเรียน) เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เติบโตมาจากการติวข้อสอบภาษาอังกฤษและข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยสไตล์การสอนที่เป็นเอกลักษณ์ สนุกสนาน และจำง่าย ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่นไทย
นอกจากเนื้อหาการติวแล้ว OpenDurian ยังมีระบบวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของผู้เรียน ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถวางแผนการอ่านหนังสือได้อย่างตรงจุด ประหยัดเวลา และเพิ่มโอกาสในการสอบติด
จุดเด่นสำคัญ:
- คอร์สเรียนครอบคลุมทั้ง TGAT, TPAT, A-Level และข้อสอบภาษาอังกฤษอย่าง TOEIC
- ติวเตอร์มีชื่อเสียง มีวิธีการสอนที่เข้าถึงเด็กยุคใหม่
- มีเอกสารประกอบการเรียนที่ออกแบบมาอย่างดี สรุปใจความสำคัญชัดเจน
- ระบบประเมินผลการทำข้อสอบที่แม่นยำ พร้อมเฉลยละเอียด
7. Kahoot!: สีสันแห่งห้องเรียนที่ขาดไม่ได้
แม้จะเป็นเครื่องมือระดับโลก แต่ Kahoot! ก็ผสานเข้ากับวัฒนธรรมการสอนของไทยได้อย่างกลมกลืน เสียงเพลงประกอบที่คุ้นหูของแอปพลิเคชันนี้มักจะเรียกเสียงฮือฮาและความตื่นเต้นจากนักเรียนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนประถมหรือคลาสเรียนในมหาวิทยาลัย
Kahoot! เปลี่ยนการทดสอบความรู้ให้กลายเป็นรายการเกมโชว์ขนาดย่อม ซึ่งช่วยทลายความตึงเครียดในห้องเรียน และกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
จุดเด่นสำคัญ:
- สร้างเกมตอบคำถามได้รวดเร็วและง่ายดาย
- รองรับผู้เล่นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
- มีคลังควิซสาธารณะที่ครูสามารถค้นหาและนำมาปรับใช้ได้ทันที
- ส่งเสริมการแข่งขันเชิงบวกและความตื่นตัวในการเรียนรู้
8. Conicle: แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับองค์กรที่มหาวิทยาลัยเริ่มนำมาใช้
Conicle เป็นแพลตฟอร์ม Learning Experience Platform (LXP) ของคนไทยที่เดิมทีเน้นเจาะตลาดองค์กรธุรกิจ (Corporate Training) แต่ปัจจุบันสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่งในไทยได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักศึกษาและศิษย์เก่า
Conicle โดดเด่นเรื่องการจัดการเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Pathway) ที่ปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวเองขาดทักษะอะไรและต้องเรียนอะไรเพิ่มเติม
จุดเด่นสำคัญ:
- อินเทอร์เฟซทันสมัย ใช้งานเหมือนแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งที่คุ้นเคย
- รองรับการจัดเก็บข้อมูลการเรียนรู้และทักษะย่อย (Micro-credentials)
- มีระบบการเรียนรู้แบบโซเชียล (Social Learning) พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ได้
- เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. Microsoft Teams for Education: ห้องเรียนเสมือนจริงระดับมืออาชีพ
ในระดับอุดมศึกษาและโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ Microsoft Teams ถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยความปลอดภัยระดับองค์กรและการรวมเข้ากับชุดโปรแกรม Office 365 (Word, Excel, PowerPoint) ทำให้การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Hybrid Learning) เป็นไปอย่างราบรื่น
มหาวิทยาลัยในไทยเกือบทุกแห่งมีใบอนุญาต (License) ของ Microsoft ให้นักศึกษาใช้ฟรี ทำให้ Teams กลายเป็นศูนย์กลางทั้งการฟังบรรยาย การทำโปรเจกต์กลุ่ม และการติดต่ออาจารย์ผู้สอน
จุดเด่นสำคัญ:
- คุณภาพวิดีโอคอลที่เสถียร รองรับนักศึกษาได้หลายร้อยคนในหนึ่งคลาส
- มีระบบ Breakout Rooms สำหรับแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมอง
- สามารถบันทึกการบรรยายไว้ดูย้อนหลังได้อัตโนมัติ พร้อมระบบสร้างคำบรรยาย (Caption)
- ความปลอดภัยของข้อมูลสูง เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล
10. Coursera: เปิดประตูสู่ความรู้ระดับโลก
Coursera เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ปฏิวัติการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทยอย่างเงียบๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยหลายแห่งได้ร่วมมือกับ Coursera เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงเรียนวิชาจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก (เช่น Stanford, Yale) และสามารถนำหน่วยกิตมาเทียบโอนในการเรียนปกติได้
นอกจากนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของไทย ยังสนับสนุนให้คนไทยเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพจากบริษัทชั้นนำอย่าง Google หรือ IBM ผ่าน Coursera เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
จุดเด่นสำคัญ:
- เนื้อหาระดับโลกจากมหาวิทยาลัยและบริษัทชั้นนำ
- มีหลักสูตรพร้อมคำบรรยาย (Subtitles) ภาษาไทยที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- ช่วยให้เกิดการเรียนแบบผสมผสาน นำความรู้สากลมาใช้ในห้องเรียนไทย
- ยกระดับโปรไฟล์ของผู้เรียนด้วยใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
อนาคตของการศึกษาไทยกับเทคโนโลยี: เรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน?
เมื่อพิจารณาจากเครื่องมือทั้ง 10 ตัวนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าการศึกษาออนไลน์ในประเทศไทยได้ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความฉุกเฉิน (Emergency Remote Teaching) มาสู่การผสานรวมทางดิจิทัลแบบสมบูรณ์ (Digital Integration)
สิ่งที่เราจะได้เห็นต่อไปในอนาคตอันใกล้คือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ เครื่องมือเหล่านี้จะฉลาดขึ้น สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนของเด็กแต่ละคน และนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมกับความสามารถ หรือที่เรียกว่า Personalized Learning นอกจากนี้ เทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR/AR) ก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการจำลองการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่อันตรายหรือไม่สามารถทำได้จริงในโรงเรียนที่ขาดแคลนงบประมาณ
บทสรุป: เทคโนโลยีไม่ใช่ผู้แทนที่ แต่เป็นผู้เสริมพลัง
แม้เครื่องมือ EdTech จะมีความก้าวหน้าเพียงใด แต่หลักการสำคัญที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในไทยเห็นตรงกันคือ “เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ครูได้” หน้าที่ของครูยุคใหม่จะเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้บอกเล่าความรู้” มาเป็น “ผู้ชี้แนะ” (Facilitator) คอยให้คำปรึกษา กระตุ้นความคิด และดูแลสภาพจิตใจของนักเรียน
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน คือการเร่งแก้ไขปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” (Digital Divide) สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยต้องสามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่ใช่แค่ในตัวเมืองใหญ่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรม EdTech ที่ดีที่สุด จะไม่มีความหมายเลย หากยังมีเด็กไทยแม้แต่คนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะขาดแคลนเครื่องมือในการเชื่อมต่อกับโลกแห่งการเรียนรู้ใบใหม่นี้.
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
เปิดเบื้องหลัง: ทำไม “หน้าตาและการใช้งานแอปฯ” (UX/UI) ถึงกลายเป็นอาวุธลับชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจไทยยุคนี้
ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม: ธุรกิจไทยยุคใหม่แห่ทิ้งเว็บไซต์ธรรมดา มุ่งสู่ ‘Web Application’ เต็มรูปแบบ
เทคโนโลยี - Tech
AIS ได้เผยแพร่ “รายงานข่าวความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยประจำปี 2026” แล้ว
AIS เผยผลการศึกษาดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสำรวจความพร้อมของคนไทยในการใช้ชีวิตออนไลน์ และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะดิจิทัล ข้อมูลจากการศึกษายังช่วยให้ AIS ออกแบบการพัฒนาความรู้และภูมิคุ้มกันให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของคนแต่ละกลุ่ม
ผลสำรวจพบว่า คะแนนสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้า แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีได้คล่องขึ้น แต่ทักษะการรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังต้องได้รับการพัฒนา โดยผลวิจัยเผย 5 สถานการณ์สำคัญบนโลกดิจิทัล ซึ่งแต่ละช่วงวัยเผชิญความท้าทายแตกต่างกัน
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยปี 2026 ขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้าด้วยคะแนน 0.724 เพิ่มจากเดิมที่ 0.51
- คนไทยจับสมาร์ทโฟนและใช้งานแอปพลิเคชันได้คล่องแคล่ว แต่ทักษะด้านการรู้เท่าทันดิจิทัลกลับมีคะแนนต่ำที่สุด
- คนไทย 1 ใน 5 เคยเผชิญภัยหลอกลวงออนไลน์">หลอกลวงออนไลน์ ขณะที่เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผล Thailand Cyber Wellness Index ในปีนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าคนไทยพร้อมใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีได้คล่องไม่ได้แปลว่าจะรู้เท่าทันข้อมูลและความเสี่ยงออนไลน์เสมอไป ประเทศไทยจึงควรพัฒนาทักษะให้คนคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลได้ รวมถึงใช้งานอย่างปลอดภัยและคำนึงถึงผู้อื่น เพราะทักษะเหล่านี้จำเป็นต่อชีวิตประจำวันที่มี AI ข้อมูลข่าวสาร และภัยออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง”
“ผล TCWI 2026 ยังชี้ว่าการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม เด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุมีพฤติกรรมและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน AIS จึงจะนำข้อมูลไปใช้วางแนวทางการเรียนรู้ให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ผ่าน Digital Health Check หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน”
Thailand Cyber Wellness Index 2026 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 77,492 คนทั่วประเทศ และประเมินสุขภาวะดิจิทัล 7 ด้าน ได้แก่ การใช้งานดิจิทัล ทักษะดิจิทัล การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน อัตลักษณ์และสิทธิบนโลกดิจิทัล ความปลอดภัยและความมั่นคง การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และความสัมพันธ์ดิจิทัล ผลการศึกษาพบสถานการณ์สำคัญ 5 ข้อ ดังนี้

-
สุขภาวะดิจิทัลสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่คนไทย 1 ใน 6 ยังต้องพัฒนาทักษะ
คะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมของประเทศอยู่ในระดับก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม คนไทยราว 1 ใน 6 ยังต้องได้รับการเสริมความรู้และทักษะดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนมีความพร้อมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

-
ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่การรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา
เมื่อแยกคะแนนตามสุขภาวะดิจิทัลทั้ง 7 ด้าน พบว่าความสามารถในการใช้งานดิจิทัลมีคะแนนเฉลี่ย 0.720 ส่วนทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลได้คะแนนต่ำที่สุดที่ 0.653 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะการใช้งานและการประเมินข้อมูลควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน
การใช้อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม และบริการออนไลน์ได้อย่างคล่องแคล่วควรควบคู่กับการตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่สร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอได้อย่างรวดเร็วและสมจริง ผู้ใช้จึงควรหยุดคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อ

-
ภัยหลอกลวงออนไลน์ใกล้ตัวกว่าที่คิด คนไทย 1 ใน 5 เคยเกี่ยวข้อง
ผล TCWI 2026 ระบุว่า คนไทย 20.7% หรือประมาณ 1 ใน 5 เคยพบประสบการณ์เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ เช่น ลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การแอบอ้างเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน รวมถึงการชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน
การป้องกันภัยออนไลน์จึงครอบคลุมมากกว่าการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากหรือป้องกันมัลแวร์ ผู้ใช้ควรตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มา และความน่าเชื่อถือของข้อมูล พร้อมคิดให้รอบคอบก่อนคลิกลิงก์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือโอนเงิน

-
เด็ก Gen Alpha อายุ 10 ถึง 15 ปี ใช้เทคโนโลยีตั้งแต่เล็ก แต่คะแนนสุขภาวะดิจิทัลยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ย 0.61 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดย 29.4% หรือเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย ความสัมพันธ์ออนไลน์ และความเข้าใจเรื่องร่องรอยดิจิทัล หรือ Digital Footprint
เมื่อพิจารณาคะแนนด้าน Cyberbullying ตามช่วงวัย พบว่าคะแนนอยู่ที่ 0.82 ในเด็กอายุ 10 ถึง 12 ปี ลดลงเป็น 0.76 ในกลุ่มอายุ 13 ถึง 15 ปี และ 0.75 ในช่วงอายุ 16 ถึง 22 ปี การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่อายุ 10 ถึง 12 ปี ให้เด็กเข้าใจว่าการโพสต์ แสดงความคิดเห็น และส่งต่อข้อมูลอาจส่งผลต่อผู้อื่นและทิ้งร่องรอยไว้บนโลกออนไลน์
นอกจากนี้ เด็กควรเรียนรู้วิธีปกป้องข้อมูลส่วนตัว คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ เคารพสิทธิและความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ร่วมส่งต่อการกลั่นแกล้ง และขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญ Cyberbullying

-
คนไทยคุ้นเคยกับ AI มากขึ้น แต่ความแตกต่างระหว่างวัยยังเห็นได้ชัด
คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้และความเข้าใจ AI ของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3.30 จาก 5 เพิ่มขึ้นจาก 3.18 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มใช้ AI และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คะแนนของแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน กลุ่มอายุ 23 ถึง 29 ปีได้คะแนนสูงสุดที่ 3.61 ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปได้คะแนนต่ำสุดที่ 2.53 ความแตกต่างนี้สะท้อนช่องว่างด้านโอกาสเข้าถึง ความรู้ และทักษะการใช้ AI หรือความเหลื่อมล้ำทาง AI (AI Divide)
การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเท่านั้น ผู้ใช้ยังต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน ตั้งคำถาม ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของ AI เพื่อให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

AIS จะนำผล Thailand Cyber Wellness Index ไปใช้พัฒนาทักษะให้เหมาะกับความเสี่ยงและบริบทของแต่ละวัย เด็กจะได้เรียนรู้พื้นฐานการรู้เท่าทันข้อมูล ร่องรอยดิจิทัล และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เยาวชนจะได้เตรียมรับมือ Cyberbullying และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์ ส่วนวัยทำงานจะเน้นการใช้ AI และการป้องกันภัยหลอกลวง ขณะที่ผู้สูงอายุจะได้รับการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยออนไลน์
AIS ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ครอบครัว สื่อมวลชน และพันธมิตร เพื่อนำข้อมูลจากผลสำรวจไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการค้นหาช่องว่างผ่าน Digital Health Check การพัฒนาความรู้ด้วยหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy และการร่วมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและรับผิดชอบ AIS มุ่งเชื่อมต่อคนไทยกับเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนให้ทุกคนใช้เป็น คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ใช้งานอย่างปลอดภัย และรับผิดชอบต่อผู้อื่น เพื่อให้สุขภาวะดิจิทัลเติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะ AI Literacy สามารถเรียนรู้วิธีเลือกใช้ AI ตรวจสอบข้อมูล และใช้งานอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบได้ที่ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ “Code”บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด
เทคโนโลยี - Tech
นาฬิกา Casio กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางการเมืองในประเทศไทย
ในแวดวงการเมืองไทยที่มักจะเต็มไปด้วยการแสดงออกถึงฐานะและสินค้าแบรนด์เนมราคาแพง ตอนนี้กลับมีเทรนด์ใหม่ที่กำลังน่าจับตามองเป็นอย่างมาก นั่นก็คือการหันมาสวมใส่นาฬิกาดิจิทัลแบรนด์ Casio ที่มีราคาไม่ถึง 2,000 บาท (หรือต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐ) นาฬิกาดีไซน์สุดคลาสสิกเรือนนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ผู้มีอำนาจระดับสูงและนักการเมืองชั้นนำของประเทศไทย
ต้นเพลิงของกระแสความนิยมนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล">อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านมักจะซื้อนาฬิกา Casio รุ่น AW1200WH ซึ่งแฟนๆ นาฬิกาตั้งฉายาให้ว่า “Casio Royale” ตามความคล้ายคลึงกับนาฬิกาสายลับในภาพยนตร์ James Bond ปี 2006 ก่อนนำไปมอบให้คนสนิท ท่านจะนำนาฬิกาไปสลักชื่อของตัวเองไว้ที่ตัวเรือน จากนั้นจึงนำไปมอบเป็นของขวัญส่วนตัวให้กับบรรดารัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และพันธมิตรทางการเมือง จนเกิดเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ถูกสื่อขนานนามว่า “Casio Connection”
ประเด็นสำคัญ
- สัญลักษณ์แห่งเครือข่าย: นาฬิกา Casio กลายเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดและเหนียวแน่น
- คุณค่าที่เหนือกว่าราคา: แม้นาฬิกาจะมีราคาเพียงหลักพัน แต่นักการเมืองหลายท่านกลับเลือกสวมใส่ในชีวิตประจำวันแทนนาฬิกาหรูหลักแสน
- ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย: การใส่นาฬิการาคาประหยัดช่วยลดข้อครหาเรื่องความร่ำรวย ซึ่งเคยเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองในอดีต
เสน่ห์ของ Casio Royale และความผูกพันทางการเมือง
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้รับนาฬิกาเรือนนี้เป็นของขวัญ เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต้นทางอย่าง ThePrint ว่าคุณค่าของสิ่งที่เราสวมใส่ไม่ได้อยู่ที่ราคาของมันเสมอไป สำหรับเขาแล้ว คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ว่าใครเป็นคนมอบสิ่งนี้ให้มากกว่า
นอกจากนี้เขายังยอมรับด้วยความภูมิใจว่า ตั้งแต่วันที่ได้รับนาฬิกาเรือนนี้มา เขาก็สวมใส่มันทำงานทุกวัน เขาถึงขั้นตัดสินใจเก็บนาฬิกาหรูเรือนเก่าๆ ที่มีราคาหลายหมื่นดอลลาร์เข้าตู้เซฟไปเลยทีเดียว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าของขวัญชิ้นนี้มีผลต่อจิตใจอย่างมาก
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า นายอนุทินมักจะเลือกซื้อนาฬิกาเหล่านี้ด้วยตัวเองตามร้านค้าเล็กๆ และตลาดท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร ระหว่างการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ทำให้ผู้รับรู้สึกถึงความพิเศษและจริงใจ
บางคนในเครือข่ายถึงกับนำนาฬิกามาเปรียบเทียบกันอย่างสนุกสนานว่า ใครได้รับรุ่นสายเหล็กหรือใครได้รับรุ่นสายเรซิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในวงสนทนาทางการเมืองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ของขวัญที่เรียบง่าย หรือ นัยยะแห่งการรวมกลุ่ม?
การเลือกมอบนาฬิกา Casio ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและลงตัวมากในบริบทของการเมืองปัจจุบัน เพราะผู้รับสามารถสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้ไปทำงานได้ทุกวันโดยไม่ถูกสังคมตั้งคำถามหรือมองว่าเป็นการโอ้อวดความร่ำรวย
ในขณะเดียวกัน บุคคลที่อยู่ในแวดวงเดียวกันเมื่อเห็นนาฬิกาเรือนนี้ที่ข้อมือ ก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีถึงสายสัมพันธ์หรือคอนเนคชั่นทางการเมืองที่พวกเขามีร่วมกัน มันทำงานคล้ายกับการถือกระเป๋าผ้าแบรนด์เนมเรียบๆ ที่คนวงในเท่านั้นถึงจะรู้ซึ้งถึงมูลค่าและความหมายที่ซ่อนอยู่
อย่างไรก็ตาม ทางโฆษกรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธถึงนัยยะของการสร้างเครือข่ายอำนาจใดๆ อย่างสิ้นเชิง โดยระบุอย่างชัดเจนว่า นายอนุทินเพียงแค่ชื่นชอบนาฬิการุ่นนี้เพราะมันมีความทนทานและใช้งานได้จริง ท่านจึงอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบข้างเท่านั้น ไม่ได้มีวาระทางการเมืองใดๆ แอบแฝงอยู่เบื้องหลังอย่างที่หลายคนคาดเดา
บทเรียนจากอดีตกับความอ่อนไหวเรื่องนาฬิกาหรู
หากเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงปี 2017 สังคมเคยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่ออดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถูกตรวจสอบกรณีสวมใส่นาฬิกาหรูราคาแพงหลายเรือน การสืบสวนในครั้งนั้นพบนาฬิกากว่า 22 เรือนที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์
แม้ว่าท้ายที่สุดท่านจะชี้แจงว่าเป็นการยืมมาจากเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วและพ้นจากข้อกล่าวหา แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังคงเป็นภาพจำที่สร้างความรู้สึกเชิงลบให้กับประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน
ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าตัวนายอนุทินเองจะเคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินว่าครอบครองนาฬิกาหรูถึง 22 เรือน มูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท และเคยปรากฏภาพสวมใส่ Rolex Day-Date 40 ออกงานสังคม แต่การสร้างกระแสใส่นาฬิกา Casio กลับช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูติดดินและเข้าถึงง่ายกว่ามาก ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ Codex บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด
เจาะลึก iPhone 18 Pro Max: ปฏิวัติวงการด้วยชิป 2nm และกล้องรูรับแสงปรับได้ (เตรียมเข้าไทย กันยายน 2026)
เทคโนโลยี - Tech
AI กับตลาดแรงงานไทย: 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบ งานแบบไหนเปลี่ยนก่อน?
AI จะมาแทนที่งานของคุณ หรือช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น? สำหรับคนทำงานและคนหางานในไทย คำตอบขึ้นอยู่กับอาชีพและลักษณะงาน เพราะงานที่ทำซ้ำตามขั้นตอนอาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนงานที่ต้องใช้วิจารณญาณและการสื่อสาร
ข้อมูลที่รายงานโดยสภาพัฒน์ระบุว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก AI ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน แต่ชี้ให้เห็นว่างานบางส่วนอาจถูกแทนที่ ขณะที่อีกหลายงานมีโอกาสใช้ AI เข้ามาช่วย
ต่อไป มาดูข้อมูลล่าสุดว่างานแบบไหนเปลี่ยนก่อน ทักษะใดควรพัฒนา และคุณเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานไทยได้อย่างไร
ประเด็นสำคัญ
- สภาพัฒน์ประเมินว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงาน เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Generative AI ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน
- ในจำนวนดังกล่าว 2.2 ล้านคนอยู่ในกลุ่มงานที่อาจถูก AI ทดแทนบางส่วนหรือทั้งหมด ขณะที่ 6.5 ล้านคนมีแนวโน้มใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- งานเสมียน บริการลูกค้า บัญชี และ Contact Center เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะหลายภารกิจทำซ้ำตามขั้นตอน ส่วนงานวิเคราะห์ก็อาจได้รับผลกระทบบางส่วน
- ผลกระทบเกิดกับ “ภารกิจในงาน” มากกว่าการหายไปของอาชีพทั้งหมด ทักษะการสื่อสาร การเจรจา และการใช้วิจารณญาณจึงยังสำคัญ
- ดูรายละเอียดจากรายงานของสภาพัฒน์ และข่าวสรุปตัวเลขจากไทยพีบีเอส
AI กับตลาดแรงงานไทย: ตัวเลขบอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
ข้อมูลสภาพัฒน์จากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรในไตรมาส 4 ปี 2568 ประเมินว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงาน อยู่ในอาชีพที่สัมผัสกับ Generative AI ตัวเลขนี้แบ่งเป็นกลุ่มที่ภารกิจบางส่วนเสี่ยงถูกแทนที่ 2.2 ล้านคน และกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มช่วยเสริมงาน 6.5 ล้านคน รายละเอียดอยู่ในเอกสารนำเสนอภาวะสังคมไทยของสภาพัฒน์
งานที่ถูกแทนที่กับงานที่ AI ช่วยเสริมต่างกันอย่างไร
ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภารกิจที่ทำในแต่ละวันด้วย งานซ้ำ ๆ มีกฎชัดเจน และทำตามขั้นตอนได้ เช่น การจัดหมวดเอกสาร บันทึกข้อมูล หรือดำเนินรายการบัญชีบางประเภท มีโอกาสถูกทำให้เป็นอัตโนมัติมากกว่า ภารกิจเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่สภาพัฒน์เรียกว่า Task Replacement ซึ่งมีแรงงานอยู่ในกลุ่มอาชีพดังกล่าวประมาณ 2.2 ล้านคนตามข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2568
ส่วนกลุ่ม Task Augmentation มีประมาณ 6.5 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน โดย AI อาจช่วยค้นและสรุปข้อมูล ร่างเนื้อหา หรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม คนยังต้องตรวจความถูกต้อง พิจารณาบริบท ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น พนักงานที่ใช้ AI ร่างคำตอบลูกค้า แต่ต้องปรับข้อความให้เหมาะกับกรณีจริงก่อนส่ง
อาชีพเดียวกันจึงอาจมีทั้งสองลักษณะ งานที่ทำซ้ำอาจถูกเร่งหรือทำแทนได้ ขณะที่งานซึ่งต้องเจรจา แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใช้วิจารณญาณยังต้องอาศัยคน ตัวเลขทั้งสองกลุ่มบอกแนวโน้มของภารกิจ ไม่ได้ระบุชะตาของคนทำงานแต่ละราย
ทำไมตัวเลขผลกระทบจึงไม่เท่ากับจำนวนตำแหน่งงานที่หายไป
คำว่า “สัมผัสกับ AI” หมายถึงลักษณะงานมีภารกิจที่เทคโนโลยีอาจทำแทนหรือช่วยเสริมได้ ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นใช้ AI อยู่แล้ว หรือบริษัทจะเลิกจ้าง การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดเพียงบางขั้นตอน เช่น ลดเวลาทำรายงาน แต่ตำแหน่งงานยังคงอยู่และปรับไปทำงานส่วนอื่น
ดังนั้น 8.7 ล้านคนจึงไม่ใช่จำนวนคนที่จะตกงาน และ 2.2 ล้านคนก็ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่จะหายไปทั้งหมด การประเมินอาศัยการจัดกลุ่มอาชีพและภารกิจ จึงไม่อาจบอกได้แน่นอนว่าแต่ละองค์กรจะนำ AI มาใช้เมื่อใด หรือจะปรับจำนวนพนักงานอย่างไร
เมื่อนำตัวเลขไปอ้าง ควรระบุให้ชัดว่าเป็นข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2568 และตรวจนิยามในเอกสารต้นทางเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเปรียบเทียบกับสถิติการเลิกจ้างหรือการว่างงาน เพราะเป็นข้อมูลคนละประเภทกัน
อาชีพไหนในไทยกำลังเปลี่ยน และงานใหม่อยู่ตรงไหน
ผลกระทบจาก AI แตกต่างกันตามภารกิจในแต่ละตำแหน่ง งานที่ทำซ้ำหรือใช้ข้อมูลรูปแบบเดิมมีโอกาสถูกปรับก่อน ขณะที่ความต้องการบุคลากรทักษะสูงยังเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนทั้งงานที่เปลี่ยนและทักษะที่ตลาดกำลังมองหา
งานประจำและงานระดับเริ่มต้นที่ควรจับตา
งานเสมียนที่คีย์ข้อมูล จัดเอกสาร หรือตรวจความครบถ้วนตามรายการ อาจใช้ระบบอัตโนมัติช่วยทำบางขั้นตอนได้ ส่วนงานบัญชีที่บันทึกรายการหรือจัดทำรายงานตามรูปแบบเดิมก็อาจเปลี่ยนวิธีทำงาน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบความผิดปกติ อธิบายตัวเลข และให้คำแนะนำยังต้องอาศัยคนที่เข้าใจบริบท
โปรแกรมเมอร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะงานเริ่มต้นที่เขียนโค้ดตามตัวอย่าง ทดสอบโปรแกรม หรือแก้ข้อผิดพลาดที่มีรูปแบบชัดเจน AI ช่วยร่างโค้ดและสรุปข้อผิดพลาดได้ แต่การออกแบบระบบ เลือกแนวทางแก้ปัญหา และตรวจความปลอดภัยยังต้องใช้ความรู้ของนักพัฒนา
สำหรับบัณฑิตใหม่ ความเปลี่ยนแปลงอาจอยู่ที่จำนวนงานฝึกพื้นฐาน เช่น สรุปข้อมูล ทำรายงาน หรือร่างเอกสาร ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้งาน เมื่อบริษัทใช้ AI ทำงานเหล่านี้ คนเริ่มต้นจึงอาจต้องแสดงทักษะวิเคราะห์ ตรวจทาน และสื่อสารกับทีมได้เร็วขึ้น งานบางภารกิจอาจลดลงหรือรวมอยู่ในตำแหน่งอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าอาชีพทั้งหมดจะหายไป
ทักษะ AI เปิดทางสู่งานแบบใดบ้าง
การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ต้องมีทักษะประกอบ เช่น Data Analytics เพื่ออ่านและตรวจสอบข้อมูล, Software Development Process เพื่อทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ และความรู้ด้าน AI กับ Machine Learning สำหรับพัฒนาและประเมินแบบจำลอง ทักษะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับงานอย่าง AI Engineer และ ML Engineer ซึ่งต้องเข้าใจทั้งเครื่องมือ ข้อมูล และการนำระบบไปใช้จริง
รายงานผลสำรวจที่เผยแพร่ระบุความต้องการทักษะ Generative AI จากสถานประกอบการไว้ที่ 41% ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลความต้องการทักษะ ไม่ใช่สัดส่วนตำแหน่งงานทั้งหมดในตลาด (ข้อมูลผลสำรวจทักษะดิจิทัล)
ขณะเดียวกัน สอวช. ประเมินความต้องการบุคลากรทักษะสูงรวม 1,087,548 คนในช่วงปี 2025-2029 ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ รวมถึงการบินและโลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ต้องการตำแหน่งงานสูง ตัวเลขนี้เป็นประมาณการความต้องการตลอดช่วงเวลา ไม่ใช่จำนวนงานว่างที่เปิดพร้อมกัน (รายงาน Thailand Talent Landscape 2025-2029 ของ สอวช.) ยานยนต์สมัยใหม่ก็อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเช่นกัน จึงควรติดตามทักษะเฉพาะที่นายจ้างต้องการในแต่ละสายงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะ AI
ทักษะที่คนทำงานไทยควรมี เพื่อทำงานร่วมกับ AI
การเตรียมตัวรับมือ AI เริ่มได้จากงานที่ทำอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงาน นักศึกษา หรือผู้หางาน ให้เลือกปัญหาจริงหนึ่งอย่างแล้วลองใช้ AI ช่วยแก้ จากนั้นพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะมนุษย์ควบคู่กัน เพราะการใช้เครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานให้ได้ผลและน่าเชื่อถือ
เริ่มจากทักษะดิจิทัลที่ใช้ได้ในหลายอาชีพ
เริ่มด้วยการตั้งคำถามให้ชัด ระบุบริบท เป้าหมาย และรูปแบบคำตอบที่ต้องการ แล้วตรวจผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้ เพราะ AI อาจให้ข้อมูลผิดหรือละรายละเอียดสำคัญ ควรเทียบข้อเท็จจริงกับเอกสารหรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ข้อมูลด้านกฎหมาย การเงิน หรือสุขภาพ
อีกเรื่องที่ต้องใส่ใจคือการคุ้มครองข้อมูล อย่านำข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน หรือข้อมูลส่วนบุคคลไปใส่ในเครื่องมือ AI หากองค์กรยังไม่ได้อนุญาต ส่วน Data Analytics ก็เลือกเรียนตามลักษณะงาน เช่น ใช้สเปรดชีตและกราฟเพื่อติดตามยอดขาย หรือวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเขียนโปรแกรมทุกคน
สำหรับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการต่อยอดสาย AI อาจเรียน Machine Learning และทดลองใช้ TensorFlow หรือ PyTorch เพื่อพัฒนาแบบจำลอง ทั้งนี้ควรเลือกตามเป้าหมายอาชีพและพื้นฐานของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกเครื่องมือพร้อมกัน
เสริมทักษะมนุษย์และแสดงหลักฐานว่าทำงานได้จริง
การคิดวิเคราะห์ช่วยให้คุณตั้งข้อสงสัยกับคำตอบของ AI ส่วนความรู้เฉพาะด้านช่วยแยกได้ว่าข้อมูลใดใช้ได้กับสถานการณ์จริง การสื่อสารยังจำเป็นเมื่อต้องอธิบายข้อเสนอให้ทีมเข้าใจ ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาช่วยรับมือกรณีที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
ลองใช้ AI กับงานจริงที่ไม่มีข้อมูลลับ เช่น ร่างแผนงาน สรุปเอกสารสาธารณะ หรือจัดหมวดข้อมูลตัวอย่าง แล้วเก็บผลงานไว้เป็นแฟ้มตัวอย่าง ระบุโจทย์ วิธีใช้ AI สิ่งที่คุณแก้ไข และวิธีตรวจสอบผลลัพธ์ วิธีนี้ช่วยให้นายจ้างเห็นทั้งผลงานและวิจารณญาณของคุณ ไม่ใช่เพียงรายการเครื่องมือที่เคยใช้
เลือกหลักสูตรฝึกทักษะ AI ที่เหมาะกับตัวเอง
คนทำงาน นักศึกษา และผู้หางานสามารถเลือกหลักสูตรตามระดับพื้นฐานและเป้าหมายได้ โครงการ THAI Academy ซึ่งประกาศความร่วมมือในปี 2025 ตั้งเป้าพัฒนาทักษะ AI ให้แรงงานและผู้หางาน 100,000 คน ดูรายละเอียดได้จากประกาศโครงการ THAI Academy
ต่อมา กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและ Microsoft ประกาศโครงการ AI for Workforce โดยตั้งเป้าพัฒนาทักษะแรงงาน 150,000 คน พร้อมหลักสูตรภาษาไทยมากกว่า 280 หลักสูตรบน DSD Online Training ตามรายละเอียดโครงการ AI for Workforce ตัวเลข 100,000 และ 150,000 คนเป็นเป้าหมายจากประกาศคนละช่วง ไม่ใช่จำนวนผู้ผ่านการอบรมแล้ว ก่อนสมัครควรตรวจเนื้อหา ระดับผู้เรียน และการนำไปใช้กับงานที่คุณต้องการทำด้วย
นายจ้างและภาครัฐควรทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านเป็นธรรม
เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่คนทำงานฝ่ายเดียว นายจ้างควรปรับกระบวนการและพัฒนาพนักงานควบคู่กัน ส่วนภาครัฐต้องช่วยให้แรงงานเข้าถึงการฝึกทักษะและความช่วยเหลือได้จริง เป้าหมายคือให้ผลิตภาพและคุณภาพงานดีขึ้น โดยไม่ผลักภาระจากการเปลี่ยนแปลงไปให้ลูกจ้างรับมือเพียงลำพัง
องค์กรควรปรับงานก่อนลดคน
ก่อนนำ AI มาใช้ องค์กรควรสำรวจงานแต่ละตำแหน่ง แล้วแยกให้ชัดว่าภารกิจใดทำซ้ำตามขั้นตอน ภารกิจใดให้ระบบช่วยได้ และส่วนใดยังต้องอาศัยประสบการณ์หรือการตัดสินใจของคน เช่น ระบบอาจช่วยร่างคำตอบลูกค้าได้ แต่พนักงานยังต้องตรวจความถูกต้องและจัดการกรณีที่ซับซ้อน จากนั้นจึงออกแบบหน้าที่ใหม่ให้คนใช้เวลากับงานที่สร้างคุณค่า แทนการมุ่งลดจำนวนพนักงานทันที
การฝึกอบรมควรเชื่อมกับงานจริง ไม่ใช่สอนเครื่องมือแบบกว้าง ๆ โดยไม่บอกว่าจะนำไปใช้ตรงไหน นายจ้างอาจให้พนักงานทดลองกับโจทย์จำลองหรือข้อมูลที่ไม่เปิดเผยความลับ พร้อมจัดเวลาฝึกในเวลางานและมีผู้ช่วยตอบคำถาม หากต้องปรับบทบาทหรือเปลี่ยนวิธีประเมินผลงาน ควรแจ้งเหตุผลและผลกระทบให้พนักงานทราบล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ถาม และรับฟังข้อกังวล
ขณะเดียวกัน องค์กรต้องตรวจความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความผิดพลาด และอคติของระบบ โดยกำหนดให้มีคนตรวจผลลัพธ์ในงานที่กระทบสิทธิหรือรายได้ของผู้อื่น การประเมินความสำเร็จจึงควรดูทั้งเวลาที่ประหยัดได้ ความแม่นยำและคุณภาพของงาน ตลอดจนภาระงาน ความมั่นคงในการจ้าง และโอกาสเติบโตของพนักงาน หากผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ข้อผิดพลาดมากขึ้นหรือคนทำงานต้องรับงานเพิ่มโดยไม่ได้รับการสนับสนุน ก็ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีรอบด้าน
ภาครัฐควรช่วยให้คนย้ายสู่งานใหม่ได้ทัน
ภาครัฐช่วยลดช่องว่างทักษะได้ด้วยหลักสูตรที่นายจ้างร่วมกำหนด เนื้อหาควรสอดคล้องกับตำแหน่งงานที่ต้องการจริง และเปิดให้ผู้เรียนแสดงความสามารถผ่านการทดสอบหรือการรับรองทักษะ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานระบุว่ากำลังขยายการฝึก AI และเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วประเทศ แรงงานจึงควรตรวจสอบข้อมูลหลักสูตรและการฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ควบคู่กับความต้องการของนายจ้างในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การเปิดหลักสูตรอย่างเดียวไม่พอ คนต่างจังหวัด ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ยังทำงานเต็มเวลาต้องเข้าถึงได้ด้วย เช่น มีรูปแบบออนไลน์หรือจุดฝึกในพื้นที่ และจัดเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น สำหรับผู้ว่างงานหรือเสี่ยงถูกเลิกจ้าง ควรมีคำแนะนำเรื่องอาชีพ การจับคู่งาน และข้อมูลสิทธิช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยแยกสิทธิประกันสังคมกรณีว่างงานออกจากโครงการฝึกทักษะทั่วไป เพราะไม่ได้เป็นมาตรการเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจาก AI ทุกกรณี การเชื่อมการฝึกกับตำแหน่งงานและความช่วยเหลือระหว่างหางานจะช่วยให้แรงงานเปลี่ยนผ่านได้ทันขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาทักษะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้
คำถามที่พบบ่อย
ตัวเลขและแนวโน้มในบทความอาจทำให้หลายคนอยากรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรต่อ คำตอบสั้น ๆ คือผลกระทบขึ้นกับงานจริง และการเรียนรู้ควรเริ่มจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของคุณ
AI จะทำให้คนไทยตกงานจำนวนมากหรือไม่
ยังไม่มีหลักฐานว่าจำนวนคนที่ทำงานซึ่งสัมผัสกับ AI จะตกงานในจำนวนเท่ากัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่างานบางภารกิจอาจถูกทำแทนหรือเปลี่ยนวิธีทำ ไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดการเลิกจ้าง ผลลัพธ์ยังขึ้นกับการปรับงานขององค์กร การลงทุนในเทคโนโลยี และโอกาสฝึกทักษะใหม่ของแรงงาน
คนที่ไม่ได้ทำงานสายเทคโนโลยีจำเป็นต้องเรียน AI ไหม
ควรเรียนรู้วิธีใช้ AI ที่เกี่ยวข้องกับงานของตน แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม เช่น ใช้ช่วยร่างอีเมล สรุปเอกสาร หรือจัดข้อมูลเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ควรตรวจข้อเท็จจริงและปรับผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้ พร้อมหลีกเลี่ยงการป้อนข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลลงในเครื่องมือที่องค์กรไม่อนุญาต
ทักษะ AI แบบไหนที่นายจ้างต้องการ
ความต้องการต่างกันตามตำแหน่ง งานทั่วไปอาจต้องการคนที่ใช้ AI ช่วยทำงานและอ่านข้อมูลได้ ส่วนตำแหน่งเฉพาะทางอาจต้องใช้ Machine Learning การพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการประเมินแบบจำลอง ก่อนเลือกเรียนจึงควรดูหน้าที่และคุณสมบัติในประกาศงานของสายอาชีพเป้าหมาย
นักศึกษาจบใหม่ควรเตรียมตัวอย่างไร
ฝึกทักษะดิจิทัลควบคู่กับความรู้เฉพาะสาขา แล้วทำโครงงานหรือฝึกงานที่แสดงให้เห็นว่าคุณแก้ปัญหาได้จริง ในการสมัครงาน ควรอธิบายว่าใช้ AI ช่วยขั้นตอนไหน ตรวจสอบผลอย่างไร และตัดสินใจส่วนใดด้วยตนเอง
จะเริ่มเรียน AI ได้จากที่ไหนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก
ลองตรวจหลักสูตรภาษาไทยและโครงการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ โดย DSD Online Training มีหลักสูตรด้าน AI และทักษะดิจิทัลให้ค้นหา รายละเอียดและค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันตามหลักสูตร จึงควรเช็กเนื้อหา เวลาเรียน เงื่อนไขรับรอง และตัวอย่างการนำไปใช้ก่อนสมัคร
จะรู้ได้อย่างไรว่าทักษะที่เรียนช่วยเพิ่มโอกาสได้จริง
เปิดดูประกาศงานหลายแห่งในอาชีพที่สนใจ แล้วจดทักษะที่นายจ้างระบุซ้ำกัน จากนั้นทดลองใช้ทักษะเหล่านั้นกับโครงงานที่วัดผลได้ เช่น ลดเวลาทำงานหรือเพิ่มความถูกต้อง พร้อมเก็บผลงานและอธิบายวิธีทำให้ชัดเจน เพื่อให้นายจ้างประเมินความสามารถได้จากหลักฐานจริง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ระบบป้องกันน้ำท่วมไฮเทค: เชียงรายใช้ AI และโดรนช่วยชีวิตผู้คนได้อย่างไร
-
ข่าวกีฬา Sports6 days ago
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย

