ข่าวระดับชาติ - National
เหตุการณ์น่าเศร้า! รถกระบะประสบอุบัติเหตุในมณฑลน่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 14 ราย
มณฑลน่าน – กลายเป็นเหตุการณ์ช็อกความรู้สึกรับช่วงหลังเทศกาล เมื่อเกิดอุบัติเหตุหมู่ครั้งใหญ่บนถนนสายหลักของ อ.ปัว จ.น่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุถึง 5 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ต้องถูกส่งตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน…
รถบรรทุกน้ำมันพลิคว่ำในมณฑลน่าน ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงรั่วไหลกว่า 5,000 ลิตร">มณฑลน่าน – กลายเป็นเหตุการณ์ช็อกความรู้สึกรับช่วงหลังเทศกาล เมื่อเกิดอุบัติเหตุหมู่ครั้งใหญ่บนถนนสายหลักของ อ.ปัว จ.น่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุถึง 5 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ต้องถูกส่งตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ทีมข่าวขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และสรุปสถานการณ์ล่าสุดจากที่เกิดเหตุมาให้ได้ติดตามกันครับ
2026/04/4-4.webp" alt="เปิดนาทีสลด! กระบะแหกโค้งห้วยเย็นเมืองน่าน เซ่น 5 ศพ บาดเจ็บระนาว 14 ราย" width="1024" height="768" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/04/4-4.webp?w=1024&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/04/4-4.webp?resize=300%2C225&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/04/4-4.webp?resize=768%2C576&ssl=1 768w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" />
เปิดไทม์ไลน์อุบัติเหตุ: โค้งมรณะที่ห้วยเย็น
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 17.55 น. ศูนย์วิทยุนครน่าน 191 ได้รับแจ้งเหตุร้ายแรงบริเวณ ทางโค้งห้วยเย็น บ้านนาแล หมู่ 8 ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันรถ เสียหลักแหกโค้งพุ่งลงข้างทางอย่างรุนแรง
หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.บุญส่ง นิกรเถื่อน ผกก.สภ.ปัว พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยจากหลายภาคส่วน ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อบต.สถาน เทศบาลตำบลปัว และเทศบาลตำบลศิลาแลง ต่างระดมกำลังรุดเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที
ความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน: สรุปยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
สภาพที่เกิดเหตุเป็นไปอย่างน่าสลดใจ พบรถกระบะแบบติดคอกเหล็กด้านหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากรายงานเบื้องต้นพบตัวเลขความสูญเสียดังนี้:
- ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ: รวม 5 ราย
- ผู้บาดเจ็บ: รวม 14 ราย (เจ้าหน้าที่รีบนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวอย่างเร่งด่วน)
- ลักษณะรถ: เป็นรถกระบะบรรทุกผู้โดยสารมาที่กระบะหลัง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดการพลิกคว่ำ
สาเหตุเบื้องต้น: ทางโค้งและสภาพรถ
แม้จะยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัดจากพนักงานสอบสวน แต่จากสภาพพื้นที่ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งลาดชัน ประกอบกับรถมีการบรรทุกผู้โดยสารมาจำนวนมาก ทำให้ความสามารถในการควบคุมรถลดน้อยลงหากใช้ความเร็วไม่เหมาะสม
ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปัว กำลังอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมหลักฐาน ตรวจสอบสภาพรถ และสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากความประมาท สภาพถนน หรือความบกพร่องของตัวรถเอง
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและข่าวสารล่าสุดจากต้นฉบับได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online)
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชายหนุ่มหยิบมีดออกมาขโมยไป “เสื้อดอนพี่บิน”
ตำรวจตั้งข้อหาฆาตกรรมเจ้าของร้านตัดผมและภรรยาสองคนของเขา
ข่าวระดับชาติ - National
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยด่วน! เตรียมรับมือฝนตกหนักทั่วประเทศไทย พร้อมความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
ชียงราย ณ บ้านมหินคง ในช่วงฤดูฝน">เชียงราย – กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ระบุว่าฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม">ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอิทธิพลของลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 44 จังหวัดทั่วประเทศ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเฉพาะบริเวณที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้านี้
เปิดรายชื่อพื้นที่เสี่ยงภัย 44 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง
จากรายงานพยากรณ์อากาศของ กรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ามวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่เริ่มอ่อนกำลังลง ประกอบกับลมใต้ที่นำความชื้นจากทะเลเข้ามา ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน โดยมีรายละเอียดรายจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้:
- ภาคเหนือ (12 จังหวัด): แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, ตาก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร และเพชรบูรณ์
- ภาคกลางและปริมณฑล (10 จังหวัด): นครสวรรค์, อุทัยธานี, ลพบุรี, สระบุรี, สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครปฐม รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (5 จังหวัด): เลย, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์ และสุรินทร์
- ภาคตะวันออก (6 จังหวัด): นครนายก, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด
- ภาคใต้ (12 จังหวัด): ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, ระนอง, กระบี่, ตรัง และสตูล
วิเคราะห์สถานการณ์: ทำไมฝนถึงตกหนักช่วงนี้?
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองกระจายตัวเป็นวงกว้างมาจากปัจจัยทางธรรมชาติที่สำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทำหน้าที่พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้เกิดอากาศร้อนจัดในตอนกลางวันสลับกับฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง
ส่วนที่สองคือ อิทธิพลในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากลมฝ่ายตะวันออกที่มีกำลังแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก ข่าวสด ระบุว่าปริมาณฝนในภาคใต้ฝั่งตะวันออกอาจสูงถึงร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลสำหรับชาวเรือและผู้อยู่อาศัยริมชายฝั่ง
คำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวและป้องกันอันตราย
เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ประชาชนในพื้นที่ประกาศเตือนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:
- ชาวเกษตรกร: ควรเร่งตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงให้กับโรงเรือนและกิ่งก้านไม้ผล เพื่อป้องกันความเสียหายจากลมกระโชกแรงที่อาจพัดถล่มลงมา
- ผู้ใช้รถใช้ถนน: หลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนอง
- ชาวเรือ: ในบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน คลื่นลมอาจสูงกว่า 2 เมตรในจุดที่มีฝนฟ้าคะนอง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือในช่วงเวลานี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
- การดูแลสุขภาพ: เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มีทั้งอากาศร้อนจัดและฝนตกหนัก ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ
สรุปภาพรวมอากาศรายภาค
สภาวะอากาศโดยทั่วไปยังคงมีความร้อนแรงในช่วงกลางวัน โดยมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ระหว่าง 35-38 องศาเซลเซียส แต่ความเสี่ยงจากฝนฟ้าคะนองยังคงมีอยู่ร้อยละ 20-60 ในแต่ละภูมิภาค การติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่าง LINE TODAY จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมอุตุนิยมวิทยาจะยังคงเฝ้าระวังกลุ่มฝนอย่างต่อเนื่อง และขอให้ประชาชนติดตามการประกาศเตือนภัยฉบับต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนเองอย่างรอบคอบ
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
หญิงสติไม่สมประกอบสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้โดยสารที่สนามบินนานาชาติเชียงราย
ด่วน! จับกุมครั้งใหญ่: หน่วยเฉพาะกิจผาเมืองยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 4 ล้านเม็ดในจังหวัดเชียงราย
ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยเตรียมรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม
กรุงเทพฯ – กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศล่าสุดเมื่อเย็นวันพุธ โดยเตือนประชาชนทั่วประเทศไทยให้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน คาดว่าจะมีฝนตกหนัก ลมแรง และพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2569…
กรุงเทพฯ – ฝนตกหนักทั่วประเทศไทย พร้อมความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน">กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศล่าสุดเมื่อเย็นวันพุธ โดยเตือนประชาชนทั่วประเทศไทยให้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน คาดว่าจะมีฝนตกหนัก ลมแรง และพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2569
สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศเย็นปานกลางจากจีนที่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับลมใต้ที่พัดพาความชื้นจากทะเลมาปะทะกับความร้อนจัดของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดภาคเหนือของประเทศไทย">พายุฤดูร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออุทกภัยฉับพลันและดินถล่ม
จากการรายงานของ กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD) ระบุว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากลิ่มความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาปกคลุมภาคอีสานและทะเลจีนใต้ ขณะเดียวกัน ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้าสู่ประเทศไทยตอนบนอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศดังกล่าวส่งผลให้:
- เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในระยะแรก ตามมาด้วยลมกระโชกแรงในบางแห่ง
- ปริมาณฝนสะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่รับลม
- อุณหภูมิที่เคยร้อนจัดจะเริ่มลดลงเล็กน้อยหลังเกิดฝน
เจาะลึกรายภาค: พื้นที่ไหนต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?
การพยากรณ์อากาศในครั้งนี้ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ โดยแต่ละภาคมีจุดที่ต้องระวังแตกต่างกันไป ดังนี้ครับ
1. ภาคใต้: ระวังน้ำท่วมและคลื่นลมแรง
ถือเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายจังหวัด เช่น ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ประชาชนในที่ราบลุ่มต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนชาวเรือควรระวังคลื่นสูงกว่า 2 เมตรบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
2. ภาคเหนือและภาคกลาง: พายุฤดูร้อนและลมกระโชกแรง
แม้สภาพอากาศทั่วไปจะยังคงร้อนถึงร้อนจัด (อุณหภูมิสูงสุดอาจแตะ 40-41 องศาเซลเซียส) แต่จะมีพายุฝนฟ้าคะนองแทรกเข้ามาในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, กาญจนบุรี และราชบุรี ขอให้ระวังป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงและต้นไม้ใหญ่
3. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
สำหรับคนกรุง ช่วงกลางวันอากาศจะยังคงร้อนจัดอยู่ครับ แต่อาจมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้เป็นบางแห่งในช่วงบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 25-38 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน
ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงสภาพอากาศแปรปรวนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย กรมอุตุฯ ได้ให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่ประชาชนไว้ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง: ในขณะเกิดพายุ ไม่ควรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง หรือใกล้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
- ดูแลผลผลิตทางการเกษตร: เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลและสัตว์เลี้ยง เนื่องจากลมที่แรงอาจทำให้โรงเรือนหรือพืชไร่เสียหายได้
- รักษาสุขภาพ: อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากร้อนจัดเป็นฝนตก อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเจ็บป่วยได้ง่าย
การติดตามข้อมูลข่าวสาร
ประกาศเตือนภัยฉบับนี้ (ฉบับที่ 3 เลขที่ 52/2569) จะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ โดยทาง The Nation Thailand และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะคอยอัปเดตสถานการณ์ให้ทราบเป็นระยะ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลล่าสุดได้จากเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยาหรือทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
เหตุการณ์พายุฤดูร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับบ้านเรา แต่ความรุนแรงในแต่ละปีนั้นคาดเดาได้ยาก การเตรียมพร้อมและไม่ประมาทจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความสูญเสีย ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินครับ
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
หญิงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า หลังขับรถชนคู่ครอง
วิกฤตคอนโดมิเนียมของไทยในปี 2026: คนไทยกำลัง ‘ชะลอ’ การซื้ออสังหาริมทรัพย์
ข่าวระดับชาติ - National
รัฐบาลเตรียมหั่นค่าไฟ 20% ช่วยเหลือบ้านประหยัดไฟ สู้ภัยราคาพลังงานโลก
กรุงเทพฯ – ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อย…
นักเรียนต้องฝากโทรศัพท์ไว้กับครูผู้สอนก่อนเข้าโรงเรียน">กรุงเทพฯ – ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อย ด้วยการปรับโครงสร้างราคาใหม่ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงถึงร้อยละ 20
กระทรวงพลังงาน โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยถึงแผนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Tiered Tariff) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดภาระให้แก่ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
รายละเอียดการปรับเปลี่ยนราคา
- กลุ่มใช้ไฟน้อย (ไม่เกิน 200 หน่วย): จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้าพิเศษที่ ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันที่เฉลี่ยประมาณ 3.95 บาท (ลดลงเกือบ 1 บาท หรือประมาณ 20-25%) ซึ่งครอบคลุมกว่า 15 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
- กลุ่มผู้ใช้ไฟปานกลาง (201-400 หน่วย): 200 หน่วยแรกจะจ่ายในอัตราถูก (3 บาท) ส่วนที่เกินจะจ่ายในอัตราปกติ ทำให้ยอดรวมค่าไฟโดยรวมยังคงลดลงจากเดิม
- กลุ่มผู้ใช้ไฟมาก (เกิน 500 หน่วยขึ้นไป): อาจต้องปรับตัว เนื่องจากโครงสร้างใหม่จะใช้ระบบ “ใช้มากจ่ายมาก” เพื่อนำส่วนต่างไปสนับสนุนกลุ่มผู้ใช้ไฟน้อยและกระตุ้นการประหยัดพลังงาน
ทำไมต้องปรับโครงสร้างตอนนี้?
สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคา ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยนำเข้าก๊าซนี้มาใช้ผลิตไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลจึงต้องรีบออกมาตรการ “วาระแห่งชาติ” เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าไฟกระทบต่อเงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชน
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวยังมุ่งหวังที่จะ:
- ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและบ้านที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
- กระตุ้นการประหยัด: จูงใจให้คนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- สนับสนุนพลังงานสะอาด: ผลักดันให้บ้านที่ใช้ไฟเยอะหันไปติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ตารางสรุปอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ (คาดการณ์เริ่ม มิ.ย. 2026)
| ปริมาณการใช้ไฟ (หน่วย/เดือน) | อัตราค่าไฟฟ้า (โดยประมาณ) | ผลกระทบต่อผู้บริโภค |
|---|---|---|
| 0 – 200 หน่วย | ต่ำกว่า 3.00 บาท/หน่วย | ประหยัดขึ้นมาก |
| 201 – 400 หน่วย | 200 หน่วยแรก 3 บาท / ส่วนที่เกิน 3.95 บาท | ประหยัดขึ้นเล็กน้อย |
| มากกว่า 500 หน่วย | อัตราก้าวหน้า (อาจเกิน 4-5 บาท) | ค่าไฟอาจสูงขึ้น |
ก้าวต่อไปของพลังงานไทย
ในวันที่ 29 เมษายน 2026 นี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะมีการประชุมเพื่อเคาะรายละเอียดสุดท้ายก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่ามาตรการนี้จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในรอบบิลค่าไฟฟ้าเดือน มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป
รัฐบาลยังย้ำว่า สำหรับผู้ที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยและกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย สามารถขอรับคำปรึกษาเรื่องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ซึ่งจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีและการขายไฟคืนให้รัฐในอัตราที่จูงใจมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของไทยในระยะยาว
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
ประเทศไทยทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์เป็นครั้งแรก
แผ่นดินไหวเชียงราย: แรงสั่นสะเทือนขนาด 2.4 เขย่าอำเภอพานกลางดึก ไร้ความเสียหาย
-
ข่าว - News4 days ago
เสียงแตรของรถบรรทุกดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้หญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิต
-
ตรวจหวย7 days ago
เลขนำโชค1 มิถุนายน 2569 รวมสถิติ เลขเด็ด และข่าวความเชื่อโชคลางนาทีสุดท้ายก่อนหวยออก
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
คดีร้อน! ผอ. ป.ป.ช. อ้าง “ไม่ได้ขับ” หลังรถกระบะชนไรเดอร์เสียชีวิต ตำรวจฟัน 3 ข้อหาหนัก ยันผลแอลกอฮอล์พุ่ง 189
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ด่วน! สุดสลด ดินถล่มทับหนุ่มเชียงรายวัย 18 ปี เสียชีวิตคาลำห้วย




