เชียงราย - Chiang Rai News
ตม.เชียงรายจับ 11 ชาวจีน ลักลอบเข้าเมือง ซ่อนตัวบ้านเช่าแม่สาย
เชียงราย – ตํารวจตรวจคนเข้าเมืองในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เข้าจับกุมกลุ่มชาวจีน หลังพบว่าพักอยู่ในบ้านเช่าใกล้ชายแดน เจ้าหน้าที่ยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 45 เครื่อง และรถกระบะป้ายแดง Toyota TRAVO pickup ที่เชื่อว่าเตรียมใช้รับส่งคนเข้าเมืองเข้าไปในตัวเมืองเชียงราย
ปฏิบัติการเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตม.เชียงรายควบคุมตัวชาวจีน 11 ราย พร้อมผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยอีก 2 ราย หลังได้รับแจ้งว่ามีชาวต่างชาติลักลอบเข้าประเทศ และไปหลบซ่อนอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่หมู่ 4 ตำบล เวียงพางคำ อำเภอแม่สาย

พบชาวจีน 11 คนอยู่ในบ้านเช่า
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบชาวจีนพักอยู่ภายในบ้านรวม 11 คน โดยมีรายชื่อที่ระบุไว้ ได้แก่
- Fu Guay, 36
- Ta Yi, 32
- Zhao Defa, 31
- SIHBO TIAN, 31
- A Phan, 30
- Bai Qi, 28
- Chao Wen, 18
จากนั้นเจ้าหน้าที่ขอตรวจเอกสารการเข้าเมือง แต่ทั้งหมดไม่สามารถแสดงได้ เบื้องต้นให้การว่า ลักลอบข้ามเข้ามาในพื้นที่แม่สายเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025 เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาเข้าและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
พบ 3 รายมีพาสปอร์ตแต่โอเวอร์สเตย์ บางรายเกิน 600 วัน
นอกจากกลุ่มที่ไม่มีเอกสารแล้ว ตม.ระบุว่ายังมีชาวจีนอีก 3 รายที่ถือหนังสือเดินทาง แต่พักเกินกำหนดอนุญาต ได้แก่
- HONG JIN QIU, 22, เข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิ 6 ธันวาคม 2025, อนุญาตถึง 3 กุมภาพันธ์ 2026, อยู่เกิน 31 วัน
- XIAOBO LIU, 36, เข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน 17 พฤษภาคม 2024, อนุญาตถึง 15 มิถุนายน 2024, อยู่เกินมากกว่า 629 วัน
- SONGLEI DONG, 32, เข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิ 27 พฤษภาคม 2024, อนุญาตถึง 25 มิถุนายน 2024, อยู่เกินมากกว่า 619 วัน
ทั้งสามถูกดำเนินคดีในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต
ยึดรถกระบะและมือถือ คนขับรับสารภาพเตรียมรับส่งเข้าตัวเมือง
ระหว่างตรวจค้นบ้าน เจ้าหน้าที่พบโทรศัพท์มือถือรวม 45 เครื่อง และพบรถกระบะป้ายแดง Toyota TRAVO จอดอยู่หน้าบ้าน ตำรวจระบุผู้ขับขี่ชื่อ Chai อายุ 49 ปี เป็นผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย และอาศัยอยู่ในอำเภอแม่สาย
จากการสอบสวน Chai ให้การว่า วางแผนขับรถพาชาวจีนทั้งหมดไปอำเภอเมืองเชียงราย คิดค่าจ้างเที่ยวละ 2,500 บาท และเคยทำลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบชายอีกรายชื่อ Ton อายุ 44 ปี ถือบัตรประเภทเดียวกัน โดยรับว่าได้รับจ้างให้เฝ้าบ้านเช่าหลังดังกล่าว ค่าจ้างวันละ 500 บาท
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาทั้งสองรายในความผิดฐานช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือให้การสนับสนุนคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยึดรถและโทรศัพท์ไว้ตรวจสอบเพิ่มเติม

แนวโน้มลักลอบเข้าเชียงรายเพิ่ม ตม.จับตาเครือข่ายหลอกลวงข้ามแดน
ตม.ในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เชียงราย ระบุว่าช่วงหลังพบชาวจีนลักลอบเข้าเมืองมากขึ้น และหลายกรณีมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงข้ามแดน
เพราะการกวาดล้างศูนย์หลอกลวงในเมียนมาและกัมพูชาเข้มขึ้น บางกลุ่มจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้ามาในไทยแทน โดยมักข้ามชายแดนตามช่องทางที่เฝ้าระวังไม่ทั่วถึงในภาคเหนือ และพยายามหลบเลี่ยงการตรวจเอกสาร
ขณะเดียวกัน ตำรวจและ ตม.ในพื้นที่ยังเดินหน้าจับกุมอย่างต่อเนื่อง หลายคดีพบการยึดโทรศัพท์จำนวนมากและซิมการ์ดที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการทำงานผิดกฎหมาย โดยรวมแล้ว หน่วยงานรัฐจึงเพิ่มความเข้มงวดตามแนวชายแดน และเร่งตรวจสอบที่พักและเส้นทางเดินทาง เพื่อสกัดกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เจ้าหน้าที่เร่งคุมไฟป่าเชียงรายและพะเยา หลังจุดความร้อนพุ่งช่วงต้นหน้าแล้ง
เชียงราย - Chiang Rai News
เตือนพายุฤดูร้อนภาคเหนือ 11-13 มีนาคม 2026
เชียงราย – กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD) ออกประกาศเตือนพายุฤดูร้อนในพื้นที่ภาคเหนือ ขอให้ประชาชนเตรียมรับมือช่วงวันที่ 11-13 มีนาคม 2026 หลังหลายวันก่อนหน้านี้อากาศร้อนจัด และมีฝนฟ้าคะนองเป็นบางแห่ง
รอบนี้ TMD ระบุว่า บางพื้นที่อาจเจอฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกเป็นจุดๆ ฝนตกหนักบางแห่ง และฟ้าผ่า โดยสถานการณ์สามารถเปลี่ยนเร็วในช่วงอากาศร้อนแบบนี้
ประกาศเตือนภัยฉบับที่ 1 (15/2026) อธิบายว่า รูปแบบอากาศกำลังเปลี่ยน เพราะมวลอากาศความกดอากาศสูง (อากาศเย็น) จากจีนเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้
ขณะเดียวกัน ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พาความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาเพิ่ม เมื่อยังมีความร้อนสะสมอยู่มาก การปะทะกันของอากาศเย็นและความชื้นจึงกระตุ้นให้เกิดพายุรุนแรงได้ง่าย
พายุเริ่มภาคเหนือก่อน แล้วค่อยลามลงพื้นที่อื่น
ตามคาดการณ์ กลุ่มพายุจะเริ่มกระทบ ภาคเหนือ ในวันที่ 11 มีนาคม จากนั้นกิจกรรมฝนฟ้าคะนองมีแนวโน้มขยายไปยังพื้นที่ตอนบนของไทยมากขึ้น
จังหวัดในภาคเหนือ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา และพื้นที่ใกล้เคียง มีโอกาสเจอผลกระทบก่อน และอาจแรงกว่าพื้นที่อื่นในช่วงแรก
- ภาคเหนือ: อาจมีฝนตกฉับพลัน ลมแรง และมีลูกเห็บบางแห่ง โดยเฉพาะโซนตอนบนและพื้นที่สูง นอกจากนี้บางจุดอาจมีฝนตกหนักในเวลาสั้นๆ
- พื้นที่เสี่ยงถัดไป: วันที่ 12-13 มีนาคม พายุอาจขยายไปภาคอีสานตอนบนฝั่งตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็อาจมีฝนฟ้าคะนองได้ แต่ความรุนแรงจะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
ถึงอย่างนั้น อากาศร้อนยังไม่หายไปทันที หลายพื้นที่ยังร้อนต่อเนื่องถึงวันที่ 10 มีนาคม อย่างไรก็ตาม กลางสัปดาห์จะเริ่มรู้สึกอากาศแปรปรวนมากขึ้น เพราะโอกาสเกิดพายุเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงหลักที่ต้องระวัง และวิธีรับมือแบบง่ายๆ
TMD ขอให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเฝ้าระวัง เพราะพายุฤดูร้อนอาจรุนแรงและมาเร็ว ช่วง 11-13 มีนาคม มีความเสี่ยงสำคัญดังนี้
- ฝนฟ้าคะนอง: พายุเกิดเร็วได้ และมีฝนหนักบางช่วง
- ลมกระโชกแรง: ลมแรงอาจทำให้กิ่งไม้ ป้าย หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงล้มได้ ควรระวังบริเวณป้ายโฆษณา จุดก่อสร้าง และแนวต้นไม้ริมถนน
- ลูกเห็บ: บางพื้นที่ภาคเหนือ และบางส่วนของอีสานตอนบน อาจมีลูกเห็บตก ถ้าเป็นไปได้ให้นำรถเข้าที่ร่ม และป้องกันพืชผลกับสัตว์เลี้ยง
- ฟ้าผ่า: ฟ้าผ่าเกิดได้แม้ฝนไม่แรง ควรหลีกเลี่ยงที่โล่ง จุดสูง วัตถุสูง และแหล่งน้ำระหว่างมีพายุ
- ฝนตกหนักเป็นจุดๆ: ฝนหนักช่วงสั้นอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดที่ระบายน้ำไม่ดี
เพื่อลดความเสี่ยง TMD แนะนำแนวทางที่ทำได้ทันที เช่น
- อยู่ในอาคารเมื่อพายุเข้า และหลีกเลี่ยงที่โล่งหรือใต้ต้นไม้ใหญ่
- เก็บและยึดของนอกบ้านให้แน่น เช่น ป้าย วัสดุมุงหลังคา และเครื่องมือช่าง
- เกษตรกรควรคลุมหรือเสริมความแข็งแรงให้พืชผล โรงเรือน และคอกสัตว์
- ติดตามประกาศจาก TMD และหน่วยงานป้องกันภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
หน้าร้อนยังอยู่ แต่พายุทำให้อากาศแกว่งมากขึ้น
การเตือนพายุฤดูร้อนรอบเดือนมีนาคม 2026 เกิดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนเริ่มแรงขึ้น ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายพื้นที่เจออุณหภูมิสูง และมีการแจ้งเตือนสภาพอากาศในหลายจังหวัดมาก่อนแล้ว ช่วง 11-13 มีนาคมจึงอาจเป็นอีกระลอกที่ทำให้อากาศสลับจากร้อนจัดไปเป็นฝนพายุแบบฉับพลัน หลังจากคำเตือนก่อนหน้าที่สิ้นสุดราววันที่ 6 มีนาคม
หลังพ้นช่วงพายุ สภาพอากาศอาจสงบลงชั่วคราว แต่ความร้อนมีโอกาสกลับมาอีกในช่วงกลางเดือนมีนาคม
ระหว่างนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังเตรียมพร้อมรับมือเหตุที่มักเกิดร่วมกับพายุฤดูร้อน เช่น ต้นไม้ล้ม ไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ และน้ำท่วมขังเฉพาะจุด
คนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเชียงราย เชียงใหม่ และจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ ควรติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการผ่านเว็บไซต์ TMD และสายด่วน เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพราะอากาศช่วงนี้เปลี่ยนไว การเตรียมตัวล่วงหน้าเล็กน้อยช่วยให้ปลอดภัยได้มากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิดปฏิบัติการ “อากาศสดใส” เร่งลดการสะสม PM2.5 ทั่วจังหวัด
เชียงราย - Chiang Rai News
ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิดปฏิบัติการ “อากาศสดใส” เร่งลดการสะสม PM2.5 ทั่วจังหวัด
เชียงราย -วันที่ 9 มีนาคม 2026 ที่อนุสาวรีย์พญามังรายมหาราช ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย เปิดปฏิบัติการ “เชียงรายอากาศสดใส” โดยทำงานร่วมกับหน่วยความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเทศบาลในพื้นที่
พร้อมกันนี้ จังหวัดสั่งปล่อยขบวนรถบรรทุกน้ำและรถพ่นละอองฝอย ออกปฏิบัติการพร้อมกันทั้ง 18 อำเภอ จุดประสงค์คือเพิ่มความชื้นในอากาศ และช่วยลดการสะสมของฝุ่น PM2.5 ในช่วงที่สภาพอากาศปิด ทำให้ฝุ่นระบายออกได้ช้า
นอกจากการลดฝุ่นแล้ว ปฏิบัติการรอบนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดว่า คนเชียงรายไม่อยู่เฉยต่อหมอกควันข้ามแดนและฝุ่นพิษที่พัดเข้ามาปกคลุมจังหวัด โดยเฉพาะช่วงความกดอากาศสูงที่มักกดฝุ่นให้ค้างอยู่ใกล้พื้นนานขึ้น
พบจุดความร้อน 7 จุด เร่งส่งทีมดับไฟคุมสถานการณ์
ศูนย์ติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจังหวัดเชียงราย รายงานผลจากดาวเทียมของ Gistda (รอบผ่านเวลา 01:53 น.) พบจุดความร้อนรวม 7 จุด
อำเภอพญาเม็งรายพบ 5 จุด แบ่งเป็น 3 จุดในเขตป่าสงวนคุ้มครอง 1 จุดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และ 1 จุดในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขณะที่อำเภอเวียงป่าเป้าพบ 2 จุดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หลังได้รับรายงาน เจ้าหน้าที่จัดทีมดับไฟเข้าควบคุมพื้นที่ทันที

ค่าฝุ่นในตัวเมืองและชายแดนเริ่มกระทบสุขภาพ
ขณะเดียวกัน สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในอำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ รายงานแนวโน้ม PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น จนอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” โดยเชื่อมโยงกับหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้ามา แล้วสะสมทับถมเหนือพื้นที่จังหวัด
ด้วยสภาพอากาศแบบนี้ จังหวัดเชียงรายขอความร่วมมือประชาชนอย่างเข้มงวด ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2026 เพื่อช่วยตัดแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ และลดผลกระทบต่อสุขภาพที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่
เชียงรายเจอหมอกควันหน้าแล้งอีกครั้ง ค่าฝุ่นขยับสูงช่วงต้นมีนาคม
ช่วงต้นมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นจุดพีกของหน้าแล้ง หมอกควันกลับมาหนาแน่นในหลายพื้นที่ของเชียงราย ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพิ่มขึ้นจนเริ่มไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพ
รายงานแบบเรียลไทม์พบค่าประมาณ 37 ถึง 50 µg/m³ และมักพุ่งสูงขึ้นเมื่อมีการเผามากขึ้น ตัวเลขนี้สูงกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งค่าเฉลี่ยรายปี 5 µg/m³ และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 15 µg/m³ อย่างชัดเจน
รูปแบบนี้เกิดซ้ำแทบทุกปี หลายคนเรียกกันว่า “ฤดูหมอกควัน” หรือ “ฤดูเผา” ซึ่งมักเริ่มตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ไปจนถึงเมษายน และเชียงรายมักอยู่ในเส้นทางของควันสะสมพอดี
ผลที่เห็นชัดคือทัศนวิสัยลดลง หลายคนระคายตาและระคายคอ กลุ่มเสี่ยงจึงมักเลือกอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะวันที่หนักๆ ในบางพื้นที่ใกล้เคียง คุณภาพอากาศขึ้นระดับไม่ดีต่อสุขภาพ และพบ ค่า AQI เกิน 150 ในบางช่วงเวลา

ทำไมเชียงรายถึงมีหมอกควันหนักเกือบทุกปี
แหล่งควันมาจากหลายทาง และสภาพอากาศหน้าแล้งช่วยให้ฝุ่นค้างอยู่นานขึ้น
- การเผาซากพืชหลังเก็บเกี่ยว บางพื้นที่ยังเผาตอซังข้าว ข้าวโพด และอ้อย เพื่อเคลียร์แปลงให้เร็ว
- ไฟป่า บางส่วนเริ่มจากการจุดไฟ และบางส่วนลุกลามจนควบคุมยาก โดยเฉพาะพื้นที่เขา
- ควันข้ามแดน ลมพัดพาหมอกควันจากลาว เมียนมา และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาสะสม
- มลพิษในพื้นที่เมือง รถยนต์ ฝุ่นถนน และอากาศนิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง อีกทั้งการผกผันอุณหภูมิยังทำให้ฝุ่นถูกกดไว้ในแอ่งและหุบเขา
ยิ่งฝนมาน้อยในช่วงนี้ ควันก็ยิ่งค้างนาน นอกจากนี้ความชื้นต่ำและลมอ่อนยังทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ดี
ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจที่คนพื้นที่รู้สึกได้
การเจอ PM2.5 สูงทำร้ายสุขภาพได้ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ในภาคเหนือมีคนเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับหมอกควันเป็นประจำทุกปี
อาการที่พบบ่อยคือการติดเชื้อทางเดินหายใจ อาการหอบกำเริบ และภาระต่อระบบหัวใจ เมื่อสะสมในระยะยาว งานวิจัยหลายชิ้นยังเชื่อมโยงการรับฝุ่นต่อเนื่องกับผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก
ด้านเศรษฐกิจ หมอกควันกระทบท่องเที่ยวโดยตรง เพราะวิวหาย กิจกรรมกลางแจ้งยกเลิกง่ายขึ้น ขณะเดียวกันคนทำงานทำงานได้น้อยลง และโรงพยาบาลต้องรับภาระมากขึ้น
แนวทางลดหมอกควันปี 2026 ที่หน่วยงานเร่งเดินหน้า
ปีนี้ หน่วยงานรัฐและความร่วมมือในระดับพื้นที่เพิ่มมาตรการหลายด้าน เช่น
- คุมเข้มการเผาในที่โล่ง ตั้งด่าน ตรวจพื้นที่ และดำเนินการตามกฎหมาย
- สนับสนุนเกษตรแบบไม่เผา พร้อมแรงจูงใจให้ใช้วิธีที่เหมาะกับพื้นที่
- ประสานงานข้ามแดน เช่น ร่วมทำแนวกันไฟกับลาวในพื้นที่ชายแดนใกล้เชียงราย และทำงานต่อเนื่องตามกรอบความร่วมมืออาเซียนเรื่องหมอกควัน
- สื่อสารข้อมูลให้ถี่ขึ้น และขยายการติดตามคุณภาพอากาศให้ครอบคลุมกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาให้เห็นผลต้องทำต่อเนื่องทุกฤดูกาล เพราะถ้าหยุดเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น จุดความร้อนก็มักกลับมาอีก
ระหว่างนี้ คนเชียงรายจำนวนมากยังต้องพึ่งหน้ากาก และลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง หลายคนได้แต่รอฝนปลายเมษายนให้ช่วยล้างอากาศเหมือนทุกปี
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักวิจัยเชียงรายต้องการให้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติ
เชียงราย - Chiang Rai News
นักวิจัยเชียงรายต้องการให้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติ
เชียงราย – ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เสนอให้ภาครัฐยกระดับปัญหาสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกก รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพราะผลตรวจในพื้นที่พบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของชาวบ้านริมลุ่มน้ำกก นักวิจัยยังย้ำว่า รัฐควรจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ และสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ชัดเจน
วันที่ 8 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระบุว่า ทีมวิจัยจากสองสถาบันได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานศึกษาเรื่อง “การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ด้วยกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ)” หลังพบการสะสมของสารหนูในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำกก
ข้อเสนอหลักด้านสุขภาพมุ่งให้หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันวาง “แผนจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพจากสารหนู” ให้เดินหน้าได้จริงในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ทีมวิจัยเสนอให้จัดทำ “แผนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพของชุมชน” โดยใช้ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจพบสารหนูในร่างกายเป็นฐาน เพื่อช่วยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง และวางมาตรการลดความเสี่ยงให้ตรงจุด
ขณะเดียวกัน ควรมีการตรวจสุขภาพประจำปีในพื้นที่เสี่ยง และพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลสุขภาพให้ใช้งานได้ดี เพราะข้อมูลที่ต่อเนื่องช่วยให้ติดตามแนวโน้มและวางแผนได้เร็วขึ้น อีกด้านหนึ่ง การสื่อสารความเสี่ยงต้องทำให้เข้าใจง่าย และเหมาะกับบริบทชุมชน รวมถึงสนับสนุนให้ชุมชนมีทักษะจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง ภายใต้การหนุนเสริมจากรัฐและท้องถิ่น

เสนอทำเกณฑ์ค่าสารหนูในร่างกาย และเพิ่มการเฝ้าระวังโรค
ทีมวิจัยยังเสนอให้หน่วยงานสาธารณสุขจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน “ค่าสารหนูสะสมในร่างกาย” เพื่อใช้เป็นแนวทางเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมผลักดันให้ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง โดยใช้หลักระบาดวิทยาในการสอบสวน ติดตาม และเฝ้าระวังโรคอย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้ที่ตรวจพบสารหนูในร่างกาย ข้อเสนอระบุให้กระทรวงสาธารณสุขจัดกระบวนการคัดกรองซ้ำ ตรวจยืนยันผล และวางระบบส่งต่อเข้าสู่การรักษาพยาบาลให้ชัดเจน พร้อมทั้งตั้งระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรคพิษสารหนูในพื้นที่เสี่ยงแบบต่อเนื่อง
ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ทีมวิจัยเสนอให้รัฐและสถาบันการศึกษาที่ลงพื้นที่ศึกษาปัญหา เปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาต่อประชาชนอย่างโปร่งใส เพื่อให้ชุมชนรับรู้สถานการณ์เดียวกัน และลดความสับสนจากข่าวลือ นอกจากนี้ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยมากขึ้น เพราะคนในพื้นที่เห็นปัญหาจริงในชีวิตประจำวัน
ในส่วนผลกระทบทางรายได้ รัฐควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงกำหนดมาตรการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจวัดระดับสารหนูในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ และสื่อสารผลตรวจให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม เร่งหาต้นตอ และจัดหาน้ำสะอาด
ด้านสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยเสนอให้รัฐเร่งแก้ปัญหาโลหะหนักในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค โดยสนับสนุนการจัดหาน้ำสะอาด และยกระดับระบบประปาชุมชนให้ได้มาตรฐานควบคู่กันไป
อีกส่วนที่สำคัญคือ การเร่งหาสาเหตุการปนเปื้อนในแม่น้ำกก และวางระบบเฝ้าระวังมลพิษตั้งแต่แหล่งกำเนิด รวมถึงควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง เมื่อปัญหามีมิติข้ามพรมแดน ทีมวิจัยจึงเสนอให้ผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การประสานงานและการแก้ไขเกิดความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐพิจารณาประกาศพื้นที่เสี่ยงเป็นเขตภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้อำนาจและงบประมาณ ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาได้เป็นระบบมากขึ้น
ผศ.ดร.เสถียรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ พบว่าความกังวลไม่ได้มีแค่การปนเปื้อนจากแม่น้ำเท่านั้น เพราะยังมีประเด็นแหล่งมลพิษภายในพื้นที่ เช่น การใช้สารเคมีทางการเกษตร การจัดการขยะอันตราย และของเสียมีพิษในชุมชน ดังนั้นรัฐควรสนับสนุนมาตรการควบคุมและจัดการมลพิษเหล่านี้ไปพร้อมกัน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้ยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เทศกาลว่าวแม่น้ำโขง เชียงราย เสริมสร้างมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล “สารหนูในแม่น้ำกก” ก่อนสงกรานต์
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงใส่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บสองคน ก่อนจะหลบหนีไปโดยรถยนต์ที่พุ่งชนลงไปในสระน้ำ
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในจังหวัดเชียงราย ส่งผลให้จับกุมนายทหารทุจริตได้ 2 นาย





