สุขภาพและการแพทย์
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 7 วัน
เชียงราย – กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย ให้เฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่อาจแย่ลงจากฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ พร้อมกับอากาศที่จะอุ่นขึ้นต่อเนื่อง
จากพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน ระบุว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นในช่วงวันที่ 26 ถึง 31 มกราคม 2026 ความเย็นที่เป็นอยู่จะค่อยๆ เบาลง แต่สภาพอากาศที่ลมอ่อนและการระบายอากาศไม่ดี อาจทำให้มลพิษสะสมใกล้พื้นมากขึ้น
อากาศอุ่นขึ้นในหลายพื้นที่ เหนือเด่นสุด เพิ่มราว 1 ถึง 4°C
Thai Meteorological Department (TMD) ระบุว่ามวลอากาศสูงที่ปกคลุมตอนบนของไทยเริ่มอ่อนกำลังลง ส่งผลให้หลายพื้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 4°C โดยภาคเหนือมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดในช่วง 26 ถึง 31 มกราคม
ช่วงเช้ายังมีอากาศเย็นถึงหนาวในหลายจุด อุณหภูมิต่ำสุดราว 14 ถึง 20°C และมีโอกาสเกิดหมอกหรือหมอกลงจัดในหุบเขาและพื้นที่ลุ่ม
ช่วงบ่ายจะอุ่นขึ้นมาก บางพื้นที่อาจแตะ 29 ถึง 33°C ต่างจากช่วงที่อากาศเย็นกว่านี้เมื่อต้นเดือน
พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนก็มีแนวโน้มอุ่นขึ้นเช่นกัน แต่ตอนบนของประเทศจะอุ่นขึ้นเด่นกว่า โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือที่คุ้นชื่ออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพิษณุโลก หลังผ่านระลอกอากาศเย็นปลายเดือนมกราคมที่อุณหภูมิลดลงเหลือเลขหลักสิบกลางๆ เข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว แต่เช้าๆ ยังต้องเตรียมเสื้อกันหนาวไว้

ฝุ่น PM2.5 มีโอกาสเพิ่ม โดยเฉพาะเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม
อากาศที่อุ่นขึ้นมักมาพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้ PM2.5 สูงได้ง่าย เช่น ลมอ่อน การยกตัวของอากาศน้อย และภาวะอุณหภูมิผกผันในตอนเช้า ทำให้ฝุ่นละอองกระจายตัวได้ไม่ดี
กรมอุตุฯ เตือนว่าปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อุตสาหกรรมของภาคเหนือ รวมถึงบางส่วนของภาคกลาง
ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนมกราคม ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่แกว่งขึ้นลง บางวันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับเริ่มกระทบต่อสุขภาพ พยากรณ์ล่าสุดชี้ว่าช่วงปลายเดือนยังมีโอกาสเจอเหตุการณ์ฝุ่นสูงต่อเนื่อง หรือหนักขึ้นได้
พื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ซึ่งมักเจอหมอกควันตามฤดูกาลจากการเผาในที่โล่งและควันข้ามแดน อาจได้รับผลมากขึ้นหากลมยังนิ่ง เมื่อการระบายอากาศลดลง ควันรถ ฝุ่นถนน และควันจากการเผา จะค้างใกล้พื้นนานกว่าเดิม
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนในกรุงเทพฯ ที่บางช่วงฤดูหนาวค่าฝุ่นขึ้นระดับสีส้ม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือลดการเผาในที่โล่ง และลดการใช้รถในวันที่ความเสี่ยงสูง
คำแนะนำด้านสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงต้องระวังมากขึ้น
หน่วยงานสาธารณสุขขอให้กลุ่มที่ไวต่อมลพิษเพิ่มความระมัดระวัง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างหอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ
PM2.5 particles มีขนาดเล็กมาก สามารถลงลึกถึงถุงลมปอด และบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ กระตุ้นอาการหอบ และเพิ่มความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด
แนวทางที่แพทย์มักแนะนำเมื่อค่าฝุ่นสูง ได้แก่
- ลดเวลานอกอาคาร โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ช่วงเช้ามืดและหัวค่ำที่มักมีหมอกและฝุ่นสะสม
- ใส่หน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่ออยู่นอกบ้าน หากค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ปลอดภัย
- ดูแลอากาศในบ้าน ปิดหน้าต่างเมื่อฝุ่นสูง และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA
- ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์จากแอปหรือบริการของหน่วยงานทางการ หรือบริการอย่าง IQAir
ในช่วงที่ PM2.5 หนัก โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ภาคเหนือมักมีผู้ป่วยอาการทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จึงยังย้ำเรื่องพื้นฐานที่ช่วยลดควันและฝุ่น ได้แก่ งดเผาในที่โล่ง เลี่ยงการทำอาหารกลางแจ้งที่เกิดควันมาก และลดการเดินทางด้วยรถที่ไม่จำเป็นในวันที่ค่าฝุ่นพุ่ง
มลพิษฤดูแล้งของไทยมาจากหลายแหล่ง ทั้งไอเสียรถ ฝุ่นก่อสร้าง การปล่อยจากโรงงาน รวมถึงควันจากการเผาพื้นที่เกษตรในไทยและประเทศใกล้เคียง ภาครัฐเพิ่มการตรวจเข้มเรื่องห้ามเผา และผลักดันทางเลือกที่สะอาดขึ้นให้เกษตรกร แต่หมอกควันข้ามแดนยังเป็นโจทย์ที่ควบคุมได้ยาก
พยากรณ์สัปดาห์นี้จึงเป็นสัญญาณว่า อากาศอุ่นขึ้นไม่ได้แปลว่าอากาศจะดีขึ้นเสมอ ช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนจากหนาวจัดไปสู่ช่วงอุ่นขึ้นในกุมภาพันธ์ คนในภาคเหนือและภาคกลางควรตามประกาศจาก TMD และรายงานคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะเช้าที่มีหมอกและบ่ายที่ร้อนขึ้น อาจทำให้ฝุ่นถูกกักไว้ใกล้พื้น และทำให้หลายวันรู้สึกอึดอัดกว่าปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
สุขภาพและการแพทย์
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
กรุงเทพฯ – โพสต์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จำนวนเล็กน้อยในรัฐเวสต์เบงกอลของอินเดีย ทำให้คนไทยบางส่วนกังวล แต่หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเน้นย้ำว่ายังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกในขณะนี้
กรมควบคุมโรค (DDC) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ พร้อมย้ำว่าประเทศมีระบบเฝ้าระวังและรายงานโรคต่อเนื่องมายาวนาน
ในการแถลงข่าวช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รองอธิบดี DDC แอร์ริน ไพทิศ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีเหตุให้กังวล ไทยติดตามโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น นิปาห์ มานานกว่า 20 ปี และไม่เคยพบการติดเชื้อในคน
แม้สถานการณ์ในไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่เพื่อความปลอดภัย หน่วยงานได้กลับมาใช้มาตรการเฝ้าระวังบางอย่างแบบช่วงโควิด โดยเน้นที่นักเดินทางขาเข้า
กลับมาใช้การคัดกรองที่สนามบินแบบช่วงโควิด
เพื่อลดความเสี่ยงการนำเชื้อเข้าประเทศ สนามบินหลักเริ่มนำเครื่องสแกนอุณหภูมิกลับมาใช้อีกครั้ง จุดสำคัญที่เพิ่มความเข้มคือ สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในกรุงเทพฯ รวมถึงสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินเชียงราย
เจ้าหน้าที่ใช้เครื่อง thermo-scan แบบตรวจจับไข้ร่วมกับแบบฟอร์มสุขภาพ และตรวจอาการเบื้องต้นในกรณีที่ผู้โดยสารดูไม่สบาย อาการที่เน้นสังเกต เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะมาก ไอ และหายใจลำบาก
ที่สนามบินเชียงใหม่ ทีมคัดกรองให้ความสำคัญกับเที่ยวบินจากอินเดียเป็นพิเศษ มีการแจกเอกสารให้ข้อมูล และขอให้ผู้เดินทางรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หากเริ่มมีอาการผิดปกติ ส่วนที่เชียงรายซึ่งเป็นประตูสู่พื้นที่ชายแดน และเป็นพื้นที่ที่พบค้างคาวกินผลไม้ได้บ่อย ก็มีการคัดกรองเข้มเช่นกัน โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยทำงานร่วมกับทีมแพทย์ประจำสนามบิน หากพบผู้โดยสารเข้าข่ายป่วย จะมีการแยกประเมินอาการทันที
กระทรวงสาธารณสุขยังเริ่มคัดกรองแบบเจาะจงสำหรับผู้โดยสารจากโกลกาตาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หากพบไข้หรืออาการที่สงสัย จะประเมินทันที และส่งตัวอย่างไปตรวจ RT-PCR ที่ National Institute of Health
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผลตรวจสามารถทราบได้ภายใน 8 ชั่วโมง ช่วยให้จัดการได้เร็วหากพบผู้ป่วยต้องสงสัย
ไวรัสนิปาห์กับค้างคาวกินผลไม้ในไทย
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกี่ยวข้องกับค้างคาวกินผลไม้ในกลุ่ม Pteropus หรือที่คนไทยคุ้นว่า “ค้างคาวแม่ไก่” ค้างคาวกลุ่มนี้อาจเป็นพาหะได้โดยไม่แสดงอาการ และสามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ
ในประเทศไทยพบค้างคาวกินผลไม้หลายชนิด รวมถึง Pteropus lylei อยู่ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ป่า สวนผลไม้ ไปจนถึงชุมชนชนบท และยังพบในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และเชียงราย
งานวิจัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เคยพบแอนติบอดีและสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย โดยมีข้อมูลที่ชี้ไปถึงสายพันธุ์ใกล้เคียงทั้งแบบมาเลเซียและบังกลาเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานในสัตว์ป่า ไทยยังไม่พบการติดเชื้อในคน ผู้เชี่ยวชาญมักอธิบายว่าเกิดจากรูปแบบความเสี่ยงที่ต่างกัน ในบางพื้นที่ของอินเดียและบังกลาเทศ การระบาดเคยเชื่อมโยงกับการดื่มน้ำหวานอินทผลัมสดที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาว
หน่วยงานสาธารณสุขยังย้ำถึงเส้นทางเสี่ยงที่เคยพบในการระบาดก่อนหน้า เช่น การสัมผัสใกล้ชิดกับหมูติดเชื้อ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในการระบาดที่มาเลเซียช่วงปี 1998 ถึง 1999
ถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ความเสี่ยงโดยรวมถือว่ายังต่ำ แม้บางพื้นที่จะมีค้างคาวอาศัยใกล้หมู่บ้านหรือสวนสาธารณะในเมืองก็ตาม
องค์การอนามัยโลกจัดให้นิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่ต้องจับตา เพราะในอดีตมีรายงานอัตราเสียชีวิตราว 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรอง และยังไม่มียารักษาเฉพาะ โรคมักเริ่มจากไข้ แล้วอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดสมองอักเสบ หมดสติ และเสียชีวิต การระบาดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาอยู่ในบางพื้นที่ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำแนะนำสุขภาพ: รับข่าวให้ครบ แต่อย่าตกใจ
หน่วยงานไทยมองว่าเหตุผลที่ยังไม่พบผู้ป่วยในคน มาจากการป้องกันและเฝ้าระวังต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไทยใช้แนวทาง One Health ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เชื่อมงานด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน มีทั้งการเก็บตัวอย่างจากค้างคาว การตรวจติดตามที่เกี่ยวกับปศุสัตว์ และการสื่อสารให้ความรู้ประชาชน
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กล่าวไม่นานมานี้ว่า ไทยนำบทเรียนจากการเฝ้าระวังช่วงโควิดมาใช้เพื่อความพร้อม มาตรการคัดกรองที่เข้มขึ้นเป็นการป้องกันไว้ก่อน ไม่ได้หมายถึงมีภัยคุกคามเฉียบพลัน
รัฐบาลยังขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จ และไม่จำเป็นต้องรีบกักตุนสินค้า ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงควรสังเกตอาการตนเอง 14 วันหลังเดินทางเข้าไทย
ทีมสาธารณสุขยังติดตามสถานการณ์ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงอินเดียที่มีการกักกันบางส่วนหลังพบผู้ป่วยจำนวนจำกัด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสุขภาพระดับภูมิภาค
สรุปตอนนี้ ข้อความสำคัญยังเหมือนเดิม ประเทศไทยมีการคัดกรองที่สนามบินในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย และยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย ประชาชนควรรักษาสุขอนามัยตามปกติ เลี่ยงสัมผัสสัตว์ป่วย และพบแพทย์หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หมู่บ้านต่างๆ ในภูมิภาคทาลยัคของเมียนมาร์กำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มลักพาตัวชาวจีน
สุขภาพและการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุขเตือนว่า จำนวนผู้ป่วยโรคฝีลิงในประเทศไทยเกิน 1,000 รายแล้วตั้งแต่ปี 2022
กรุงเทพฯ – ประเทศไทยพบผู้ป่วย mpox (ชื่อเดิม monkeypox) สะสม เกือบ 1,000 ราย นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดทั่วโลกในปี 2022 อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข โดย ณ ช่วงกลางเดือนมกราคม 2026 ยอดยืนยันสะสมทั่วประเทศอยู่ราว ๆ 1,000 ราย และ กรุงเทพมหานคร ยังเป็นพื้นที่ที่รายงานผู้ติดเชื้อสูงสุดต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 97% เป็น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และหลายรายมีประวัติ มีเพศสัมพันธ์ กับคู่นอนที่ไม่คุ้นเคย
การอัปเดตครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมการเฝ้าระวังที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เพราะการแพร่เชื้อยังเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดเป็นหลัก กรมควบคุมโรคเพิ่มการติดตามสถานการณ์ และกระจายวัคซีน mpox มากกว่า 2,175 โดส ไปยังพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า
ผู้ป่วย mpox เพิ่มในจุดท่องเที่ยว คนไทยและนักท่องเที่ยวควรระวัง
โรคนี้ถูกเรียกว่า mpox มากขึ้น เพื่อช่วยลดตราบาปจากชื่อเดิม โดยภาพรวมในไทยพบมากในคนวัยทำงาน และมีรายงานพบทั้งคนไทยและชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม หน่วยงานสาธารณสุขกังวลเป็นพิเศษในจุดที่คนหนาแน่น เพราะการสัมผัสตัวใกล้ชิดทำให้เสี่ยงแพร่เชื้อได้มากขึ้น
คำแนะนำสำคัญคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่มี ผื่นผิดปกติ ตุ่มน้ำ หรือ ตุ่มหนอง ควรรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือเครื่องนอน หากมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีผื่นขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที และแยกตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อ
จังหวัดที่พบผู้ป่วย mpox สะสมสูง
ข้อมูลของ DDC ระบุว่าพื้นที่ที่พบผู้ป่วยสะสมมากตั้งแต่ปี 2022 ได้แก่
- กรุงเทพมหานคร: 458 ราย (ชาย 454 ราย, หญิง 4 ราย) เป็นศูนย์กลางหลัก สอดคล้องกับจำนวนประชากร แหล่งบันเทิง และการเป็นฮับของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว
- ชลบุรี: 85 ราย (ชาย 84 ราย, หญิง 1 ราย) มีพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีสถานบันเทิงจำนวนมาก
- จังหวัดที่พบเพิ่มและได้รับการจัดสรรวัคซีนแบบเน้นกลุ่มเสี่ยง เช่น เชียงใหม่ และ ภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทางและกิจกรรมท่องเที่ยว
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ป่วยมักกระจุกในเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งที่มีกิจกรรมทางสังคมคึกคัก และการแพร่เชื้อสัมพันธ์กับเครือข่ายการสัมผัสใกล้ชิด
mpox ติดต่อได้อย่างไร และมาจากไหน
mpox เกิดจาก เชื้อไวรัส monkeypox ในกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับไวรัสไข้ทรพิษ โดยมีถิ่นกำเนิดใน แอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก และพบในสัตว์มานาน เช่น หนูและไพรเมต ในอดีตการติดเชื้อในคนพบไม่บ่อย มักเกิดจากการติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น การสัมผัสสัตว์ป่วย การถูกกัดหรือข่วน หรือการจัดการเนื้อสัตว์ป่า
แต่การระบาดทั่วโลกที่เริ่มในปี 2022 เปลี่ยนรูปแบบไปชัดเจน เพราะผู้ป่วยจำนวนมากมาจาก การแพร่จากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยช่องทางหลัก ๆ ได้แก่
- สัมผัสผิวหนังกับผื่น แผล ตุ่ม หรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง
- การมีเพศสัมพันธ์ (ทั้งทางปาก ทางทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ)
- ละอองทางเดินหายใจจากการอยู่ใกล้หน้าใกล้ตากันนาน ๆ (พบได้น้อยกว่า)
- สัมผัสสิ่งของปนเปื้อน เช่น ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า หรือผ้าขนหนู
mpox ไม่ใช่โรคที่แพร่ทางอากาศได้ง่ายแบบไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปต้องมีการสัมผัสค่อนข้างใกล้และนาน การระบาดรอบปี 2022 ทำให้เห็นว่าการติดต่อในกลุ่มที่มีความใกล้ชิดทางกายเกิดขึ้นได้เร็ว โดยเฉพาะในเครือข่ายที่มีการสัมผัสทางเพศ
วิธีป้องกัน mpox ให้เสี่ยงน้อยลง
การป้องกัน mpox เน้นลดการสัมผัสใกล้ชิดและทำพฤติกรรมที่ปลอดภัยมากขึ้น แนวทางที่ทำได้จริง ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังกับคนที่มีผื่น ตุ่มน้ำ หรือรอยโรคที่น่าสงสัย
- ใช้ถุงยางอนามัยและแผ่นยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ (ช่วยได้บางส่วน เพราะรอยโรคอาจอยู่ในจุดที่ปกปิดไม่ได้)
- รักษาความสะอาด ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ ทำความสะอาดพื้นผิว และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
- รับวัคซีน กลุ่มวัคซีนอย่าง JYNNEOS (หรือชนิดเทียบเท่า) ถูกจัดลำดับให้กับกลุ่มเสี่ยงในไทย
- แยกตัวทันทีเมื่อมีอาการ และติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับการตรวจ
การสังเกตอาการตั้งแต่แรก และตรวจให้เร็ว ช่วยลดโอกาสการระบาดเป็นวงกว้างได้มาก
ทำไมผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
ทั้งข้อมูลในไทยและแนวโน้มทั่วโลกชี้ว่า กลุ่ม ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) เป็นสัดส่วนผู้ป่วยสูงมาก โดยในไทยอยู่ราว 97% สาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางระบาดวิทยา ไม่ได้เป็นเพราะร่างกายมีความไวต่อเชื้อมากกว่าใคร
ไวรัสแพร่ได้ดีในเครือข่ายที่มีการสัมผัสใกล้ชิดและมีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับประวัติของผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงการระบาดปี 2022 บางเหตุการณ์ในสถานที่ที่มีการใกล้ชิดกันมาก เช่น งานปาร์ตี้ ซาวน่า หรือการรวมกลุ่มระหว่างเดินทาง ช่วยเร่งการแพร่เชื้อได้
แม้ใครก็มีโอกาสติด mpox ได้ถ้ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แต่รูปแบบผู้ป่วยที่พบตอนนี้ทำให้การสื่อสารเชิงรุก การให้ความรู้ และการฉีดวัคซีนแบบตรงกลุ่ม มีความสำคัญมากขึ้น พร้อมย้ำว่า mpox ไม่ได้จำกัดอยู่ที่รสนิยมทางเพศใดเพศหนึ่ง การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสผิวหนังเป็นหลัก
เมื่อการท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคัก การเฝ้าระวังยังต้องเดินต่อ กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงความเสี่ยงจากสายพันธุ์ที่อาจนำเข้า และขอความร่วมมือให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน รวมถึงปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย เพื่อลดการแพร่เชื้อในชุมชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
วิกฤตมลพิษทางอากาศ PM2.5 เพิ่มความกังวลด้านสุขภาพทั่วประเทศไทย
สุขภาพและการแพทย์
กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
กรุงเทพฯ, 13 มกราคม 2026 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความกังวลต่ออัตราการคลอดก่อนกำหนดของประเทศไทยที่อยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 8% ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาสุขภาพที่กำลังหนักขึ้น ในช่วงที่ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงและสังคมกำลังเข้าสู่ผู้สูงอายุ
การคลอดก่อนกำหนดสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ความพิการหรือพัฒนาการล่าช้า นอกจากนี้ยังเพิ่มภาระทั้งด้านใจ ค่าใช้จ่าย และระบบบริการสุขภาพ เพราะทารกจำนวนมากต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ใช้การดูแลเฉพาะทาง และต้องติดตามต่อเนื่อง
การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร
การคลอดก่อนกำหนดหมายถึง ทารกคลอดมีชีพก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ (หรือก่อน 259 วันนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) องค์การอนามัยโลก (WHO) แบ่งกลุ่มตามอายุครรภ์เป็น
- ก่อนกำหนดมาก: น้อยกว่า 28 สัปดาห์
- ก่อนกำหนดมากปานกลาง: 28 ถึงน้อยกว่า 32 สัปดาห์
- ก่อนกำหนดปานกลางถึงใกล้ครบกำหนด: 32 ถึง 37 สัปดาห์
ในปี 2020 ทั่วโลกมีทารกคลอดก่อนกำหนดประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 10 ของการเกิดทั้งหมด ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผู้เสียชีวิตราว 900,000 คนต่อปี เด็กที่รอดชีวิตบางส่วนต้องเผชิญปัญหาระยะยาว เช่น การเรียนรู้ช้า ปัญหาการมองเห็นหรือการได้ยิน และการพัฒนาทางระบบประสาท
ประเทศที่ทรัพยากรจำกัดมีอัตรารอดชีวิตของทารกที่ก่อนกำหนดมากต่ำมาก โดยมากกว่า 90% เสียชีวิตในช่วงวันแรก ๆ เพราะเข้าถึงการดูแลพื้นฐานได้ไม่พอ เช่น การให้ความอบอุ่น การสนับสนุนการให้นมแม่ และการดูแลเรื่องการติดเชื้อ ขณะที่ประเทศรายได้สูงสามารถเพิ่มโอกาสรอดได้มากจากการรักษาและการดูแลขั้นสูง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในไทย
การคลอดก่อนกำหนดเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางรายเกิดเองจากการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ขณะที่บางรายจำเป็นต้องคลอดก่อนเวลาจากเหตุทางการแพทย์ เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือโรคที่ต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด (รวมถึงการชักนำคลอดหรือผ่าตัดคลอด)
ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่
- ตั้งครรภ์แฝดหรือหลายคน
- การติดเชื้อ
- โรคเรื้อรังของแม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
- พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด โภชนาการไม่ดี และความเครียด
สำหรับประเทศไทย รายงานและงานศึกษาหลายแหล่งชี้ปัจจัยเสี่ยงที่พบเพิ่ม เช่น ฝากครรภ์ไม่ครบหรือเริ่มช้า ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รกเกาะต่ำ การตั้งครรภ์แฝด และการติดเชื้อของมารดา (เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด หรือปัญหาสุขภาพช่องปาก)
อัตราการคลอดก่อนกำหนดแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ราว 8% ถึง 18% ในแต่ละภูมิภาค กลุ่มวัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วงห่างการตั้งครรภ์สั้น และปัจจัยสังคมเศรษฐกิจ เช่น อยู่ชนบท หรือการศึกษาต่ำ ยังทำให้ความเสี่ยงเพิ่มในบางกลุ่ม
ทำไมตัวเลข 9.91% ถึงน่าห่วง
เมื่ออัตราคลอดก่อนกำหนดของไทยอยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก จึงเป็นสัญญาณว่าระบบยังมีจุดที่ต้องเร่งปรับ แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็ง ตัวเลขนี้ส่งผลต่อการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว อีกทั้งเพิ่มภาระต่อเครือข่ายบริการสุขภาพในช่วงที่จำนวนเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง (ในบางปีต่ำกว่า 500,000 คน)
กรมอนามัยยังชี้ว่าการคลอดก่อนกำหนดทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งค่ารักษา การนอนโรงพยาบาลนาน การดูแลทารกในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต และค่าใช้จ่ายในการติดตามพัฒนาการในระยะยาว
แนวทางของกรมอนามัยและความร่วมมือที่เดินหน้า
กรมอนามัยกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร (BMA) และภาคีต่าง ๆ เช่น WHO รวมถึงโครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก (ในพระอุปถัมภ์) เพื่อผลักดันเป้าหมายลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้เหลือ ไม่เกิน 8%
มาตรการสำคัญที่ถูกเน้น ได้แก่
- ฝากครรภ์เร็วและสม่ำเสมอ แนะนำให้เข้ารับบริการอย่างน้อย 5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์
- คัดกรองปัจจัยเสี่ยงหลัก ตรวจประเมิน 5 เรื่องสำคัญคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง การติดเชื้อในช่องคลอด และโรคในช่องปาก เพื่อให้รักษาได้ไว
- ส่งเสริมความรู้ในชุมชนและครอบครัว มีโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เข้าใจอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด
- สื่อสารสาธารณะร่วมกับภาคี โครงการรณรงค์ร่วมกับ TrueVisions เน้น 4 เรื่องคือ อันตรายของการคลอดก่อนกำหนด ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์เร็ว บทบาทครอบครัวในการป้องกัน และสัญญาณเตือน เช่น เจ็บครรภ์ เลือดออก หรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
งานเหล่านี้ต่อยอดจาก โครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก ที่มีผลดีในพื้นที่ชนบท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดเหตุการณ์คลอดก่อนกำหนดในบางพื้นที่
ในเดือนเมษายน 2025 WHO ยังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมวันอนามัยโลก ภายใต้แนวคิด “Healthy Beginnings, Hopeful Futures” และเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่องช่วงปี 2025 ถึง 2026 เพื่อผลักดันการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ผ่านการสื่อสารและการดูแลที่เหมาะสม
พร้อมกันนี้ กรมอนามัยกำลังพัฒนามาตรฐานการทำงาน (SOPs) สำหรับการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ การติดตามกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน) และแนวทางดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดทันทีในห้องคลอด
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากสามารถป้องกันได้ ด้วยมาตรการที่ทำได้จริงและคุ้มค่า เช่น ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ อัลตราซาวด์ตั้งแต่เนิ่น ๆ การให้สเตียรอยด์ก่อนคลอดในรายที่เหมาะสม และการดูแลแบบแม่โอบอุ้ม (kangaroo mother care)
ก้าวต่อไปของไทย
ในวันที่ไทยมีเด็กเกิดน้อยลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การลดการคลอดก่อนกำหนดยิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เด็กเริ่มต้นชีวิตได้ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข แนวทางที่ทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการคัดกรอง การสื่อสารกับชุมชน และการสนับสนุนนโยบาย จะช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นได้จริง
การลงทุนต่อเนื่องในสุขภาพแม่ การค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว และการดูแลที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง จะทำให้เด็กไทยมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้น
คีย์เวิร์ดแนะนำ: การคลอดก่อนกำหนด ไทย, อัตราคลอดก่อนกำหนด 9.91%, กรมอนามัย, ป้องกันคลอดก่อนกำหนด, สุขภาพแม่และเด็ก ไทย, การตายทารกแรกเกิด, WHO คลอดก่อนกำหนด, ฝากครรภ์ ไทย, คัดกรองครรภ์เสี่ยงสูง, เครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
รถกระบะที่บรรทุกชาวจีน 7 คน ประสบอุบัติเหตุระหว่างการไล่ล่าของตำรวจ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาฆาตกรรมพนักงานต้อนรับโรงแรม และขโมยโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องและกระเป๋าถือ 1 ใบ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ส้มโอเวียงแก่น” ในจังหวัดเชียงรายได้รับสถานะ GI ใหม่
-
ฟุตบอล5 days ago
อาร์เซนอลบุกชนะอินเตอร์ 3-1 ที่ซาน ซิโร, ฟอร์มแกร่งในแชมเปียนส์ลีก







