ข่าว - News
รัฐบาลวางแผนลดจำนวนข้าราชการพลเรือน: จะช่วยประหยัดเงินได้หรือไม่?
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – รัฐบาลไทยกำลังผลักดันแผนลดจำนวนข้าราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี อ้างอิงรายงานจาก Bangkok Post โครงการนี้เปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ด้วยความสมัครใจ เป้าหมายหลักคือการลดรายจ่ายและปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยขึ้น
ประเด็นสำคัญ
- รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการเออร์ลี่รีไทร์ (Early Retire) ให้ข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคนเก่งจะแห่ลาออกไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีศักยภาพ
- การลดขนาดองค์กรควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องประเมินเนื้องานก่อนตัดจำนวนบุคลากรเสมอ
รัฐมนตรีหลายท่านเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหางบประมาณที่บานปลายได้ แต่กลุ่มนักวิจารณ์กลับมองต่างออกไป พวกเขาเตือนว่าโครงการนี้อาจทำให้ภาครัฐสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย
ทำไมต้องเป็นข้าราชการวัย 40 ปี?
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าโครงการนี้จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 40 ปีเป็นหลัก ข้าราชการในวัยนี้ยังมีเรี่ยวแรงและเวลาพอที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ดีกว่า
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจเจอปัญหาใหญ่หากต้องเปลี่ยนสายอาชีพ การเริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจสร้างความเครียดได้ รัฐบาลจึงต้องพิจารณาเงื่อนไขนี้อย่างรอบคอบที่สุด
เจาะลึกสถิติข้าราชการไทย
ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.พ. ระบุว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งหมด 414,088 คน อายุเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 42.14 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยกลางคนเป็นส่วนใหญ่
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กลุ่มข้าราชการอายุ 41 ถึง 50 ปี มีจำนวนถึง 121,545 คน ตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบ 30% ของจำนวนแรงงานในระบบราชการทั้งหมด นี่จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่มาก
เทคโนโลยีและ AI คือทางออก?
นายปกรณ์กล่าวว่า โครงการนี้จะเริ่มทดลองกับพนักงานในตำแหน่งธุรการก่อน งานเอกสารหรืองานที่ต้องทำซ้ำๆ เหล่านี้สามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ไม่ยาก
หากการนำร่องในกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ รัฐบาลก็จะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นต่อไป การศึกษารายละเอียดทั้งหมดนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานภายในปีงบประมาณ 2027
นักวิชาการเตือน: ระวังปัญหาแทรกซ้อน
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน เขามองว่าโครงการนี้มีแนวคิดที่ดี แต่การนำไปปฏิบัติต้องระวังให้มาก
เขาอธิบายว่า หากออกแบบเงื่อนไขไม่ดี โครงการนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม การพิจารณาว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปคือหัวใจสำคัญของการลดขนาดองค์กรครั้งนี้
ใครบ้างที่จะตัดสินใจลาออก?
นณริฏแบ่งกลุ่มคนที่น่าจะเข้าร่วมโครงการออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือคนเก่งและมีประสบการณ์สูง คนกลุ่มนี้มักเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทเอกชนอยู่แล้ว
หากรัฐบาลปล่อยให้คนกลุ่มนี้ลาออกไป ภาครัฐจะสูญเสียมันสมองสำคัญในการบริหารประเทศ การกำหนดนโยบายและการให้บริการประชาชนก็จะขาดประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด
ความเสี่ยงของพนักงานธุรการ
กลุ่มที่สองคือพนักงานฝ่ายปฏิบัติการและธุรการทั่วไป การลดตำแหน่งเหล่านี้อาจช่วยลดรายจ่ายได้จริง แต่มันก็อาจผลักภาระไปสู่ส่วนอื่นแทน
พนักงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เลือกรับราชการเพราะต้องการความมั่นคง ไม่ใช่เพราะต้องการความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด หากพวกเขาเกษียณออกไปแล้วตกงาน พวกเขาอาจต้องกลับมาพึ่งพาสวัสดิการรัฐในรูปแบบอื่นแทน
การประหยัดงบประมาณเกิดขึ้นจริงหรือ?
นักวิชาการยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการจ่ายเงินชดเชย การจูงใจให้ข้าราชการยอมทิ้งความมั่นคงต้องใช้เงินก้อนโต หากให้น้อยไปก็ไม่มีใครเข้าร่วมโครงการ
แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยสูงเกินไป การประหยัดงบประมาณในระยะยาวก็อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องศึกษาจุดสมดุลของตัวเลขนี้ให้ดี
ประกันสุขภาพเอกชน: ทางเลือกที่แพงกว่า?
นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ยกเลิกสวัสดิการรักษาพยาบาลเดิม แล้วหันไปใช้ระบบประกันสุขภาพของเอกชนแทน ระบบเดิมนั้นมีจุดอ่อนเรื่องการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและการใช้ยาที่เกินความจำเป็น
การใช้บริษัทประกันอาจช่วยตรวจสอบการเคลมเงินได้รัดกุมขึ้น แต่บริษัทเหล่านี้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร เมื่อข้าราชการอายุมากขึ้น เบี้ยประกันก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องจ่ายแพงกว่าเดิม
เริ่มที่งาน ไม่ใช่เริ่มที่คน
นณริฏแนะนำว่า การปฏิรูประบบราชการควรเริ่มจากการทบทวนบทบาทของหน่วยงานรัฐเสียก่อน รัฐบาลต้องหาให้เจอก่อนว่างานไหนยังจำเป็นและงานไหนควรถูกตัดทิ้ง
หลังจากนั้นจึงค่อยมากำหนดว่าต้องใช้คนกี่คนในการทำงานเหล่านั้น การตัดคนออกโดยไม่ดูเนื้องานจะทำให้ระบบราชการอ่อนแอ และจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
มุมมองทางการเมือง: ภาวะสมองไหล
สถิตย์ธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน เขาเชื่อว่าโครงการนี้จะดึงดูดคนที่รัฐบาลไม่ควรสูญเสียไปมากที่สุด
คนเก่งมักจะมองเห็นโอกาสในภาคเอกชนและพร้อมที่จะก้าวออกไป ในขณะที่คนซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นมักจะเลือกกอดเก้าอี้ของตัวเองไว้แน่น ผลลัพธ์คือภาครัฐจะเหลือแต่บุคลากรที่มีข้อจำกัดในการทำงาน
วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า
สถิตย์ธรเสนอว่า รัฐบาลควรลดขนาดองค์กรผ่านกระบวนการเกษียณอายุตามปกติ เมื่อมีคนเกษียณ ก็ให้ยุบตำแหน่งนั้นทิ้งและไม่รับคนใหม่เพิ่ม
วิธีนี้จะช่วยให้จำนวนข้าราชการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าและไม่สร้างผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงจนเกินไป
ตัดงบอีเวนต์ดีกว่าตัดคน?
นอกจากประเด็นเรื่องคนแล้ว สถิตย์ธรยังมองว่ารัฐบาลควรไปตรวจสอบงบประมาณส่วนอื่นด้วย โดยเฉพาะงบพัฒนาและโครงการที่ต้องจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาทำงาน
หน่วยงานรัฐหลายแห่งมักจ้างเอกชนมาจัดงานอีเวนต์ ทั้งๆ ที่ข้าราชการในหน่วยงานก็มีความสามารถพอที่จะทำเองได้ การลดรายจ่ายซ้ำซ้อนตรงนี้จะช่วยลดรายจ่ายประเทศได้มหาศาล
อนาคตของระบบราชการไทย
ท้ายที่สุด โครงการนี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ารับราชการอีกต่อไป หากสวัสดิการและความมั่นคงหายไป เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกาจจะหันไปเลือกทำงานเอกชนแทนอย่างแน่นอน
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ระบบราชการไทยจะสูญเสียแรงดึงดูด ภาครัฐจะขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และหน่วยงานต่างๆ จะเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ทำไมรัฐบาลไทยถึงอยากลดจำนวนข้าราชการ?
A: รัฐบาลต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้แทนที่งานเอกสารแบบเดิม เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น
Q: ข้าราชการกลุ่มไหนคือเป้าหมายหลักของโครงการนี้?
A: โครงการนี้เล็งไปที่กลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในตำแหน่งธุรการทั่วไป รัฐบาลเชื่อว่าคนวัย 40 ปียังสามารถปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อไปทำงานเอกชนได้
Q: ทำไมนักวิชาการถึงกังวลเกี่ยวกับโครงการเออร์ลี่รีไทร์?
A: ข้อกังวลหลักคือภาวะ “สมองไหล” นักวิชาการกลัวว่าคนเก่งจะรับเงินชดเชยแล้วย้ายไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่พนักงานทั่วไปจะตกงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐแทน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต
ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงราย หลังรัฐบาลวางแผนเวนคืนที่ดินริมแม่น้ำไทรเพื่อป้องกันน้ำท่วม
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ข่าว - News
ช็อก! ลาวบุกยึดเจ็ตส่วนตัว ซุกไอซ์กว่าครึ่งตันที่สนามบิน
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สกัดจับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมถึงขั้นใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับยาไอซ์น้ำหนักกว่าครึ่งตัน พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางแบบไร้ร่องรอย
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้ทั้งเครื่องบินและยาเสพติดมูลค่ามหาศาล พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ถึง 13 ราย ข้อมูลเชิงลึกจาก MGR Online ระบุว่ามีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจลาวบุกยึดเครื่องบินส่วนตัวที่ลักลอบขนยาไอซ์กว่า 521 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางถึง 21 ใบ
- เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องหาได้ 13 ราย ประกอบด้วยนักบิน ชาวต่างชาติ และพนักงานของท่าอากาศยานหลวงพระบาง
- เบาะแสสำคัญมาจากพลเมืองดีที่แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ตำรวจสามารถซ้อนแผนจับกุมได้ทันก่อนเครื่องบินขึ้น
เบาะแสสำคัญจากพลเมืองดี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลลับของพลเมืองดี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวงหลวงพระบางได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางอากาศ
ขบวนการนี้วางแผนใช้เครื่องบินส่วนตัวบินตรงจากประเทศมาเลเซีย เพื่อมารับยาเสพติดที่เมืองหลวงพระบาง ตอนแรกคนร้ายกำหนดวันก่อเหตุไว้ในวันที่ 26 กันยายน แต่ต่อมาได้เลื่อนแผนการเป็นวันที่ 1 ตุลาคมแทน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ลดความพยายามลงแต่อย่างใด
ตำรวจลาวได้จัดกำลังเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบทราบว่าเครื่องบินเป้าหมายรหัส N73GP จะเดินทางออกจากต้นทางในเวลา 11.30 น. และมีกำหนดการเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบางในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น.
นาทีจับกุมกลางรันเวย์
เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวร่อนลงจอดตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ เหตุการณ์ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตึงเครียด รถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวน 2 คันได้ขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าของท่าอากาศยาน จากนั้นพนักงานของสนามบินได้ช่วยกันนำกระเป๋าเดินทางจำนวน 23 ใบลงจากรถ
กระเป๋าทั้งหมดถูกเข็นผ่านเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินอย่างแนบเนียน ก่อนจะถูกลำเลียงขึ้นไปบนเครื่องบินส่วนตัวที่จอดติดเครื่องรออยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อโหลดสัมภาระเสร็จสิ้น รถบรรทุกทั้งสองคันก็รีบขับออกไปจากพื้นที่สนามบินทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทาจึงไม่รอช้า พวกเขาตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นกระเป๋าทั้งหมดบนเครื่องบิน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่เครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผลการตรวจค้นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พบซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อพบว่าในกระเป๋าจำนวน 21 ใบเต็มไปด้วยถุงพลาสติกสีน้ำเงิน ถุงเหล่านี้ถูกประทับด้วยโลโก้รูปปลาทองเหมือนกันทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ
เปิดกระเป๋าเจอยานรกล็อตใหญ่
เมื่อเปิดดูภายในถุง พบว่าเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์รวมจำนวนทั้งหมด 500 ห่อ ยาเสพติดล็อตนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 521 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าเดินทางอีก 2 ใบที่เหลือเป็นเพียงของใช้ส่วนตัวทั่วไปที่นำมาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
หลักฐานที่ชัดเจนและมัดตัวแน่นหนานี้ ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คนในที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังมีพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมอีก 3 คน และที่น่าตกใจที่สุดคือมีพนักงานของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางร่วมขบวนการด้วยถึง 7 คน ทุกคนถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย
นอกเหนือจากยาไอซ์กว่าครึ่งตันและเครื่องบินส่วนตัวแล้ว ตำรวจยังสามารถติดตามยึดรถกระบะสีขาวได้อีก 1 คันเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการลาวในการกวาดล้างยาเสพติด และจะมีการเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ลาวส่งตัวชาวไทย 76 คนจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กลับไปยังเชียงราย พร้อมจับกุม 8 คนที่มีหมายจับ
ข่าว - News
เจ้าหน้าที่กู้ภัยตกตะลึงหลังจากสุนัขที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญและน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดน้ำท่วมกำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา">กำแพงเพชร เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปช่วยเก็บซากสุนัขที่เสียชีวิตแล้ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนรถกู้ภัย คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “น้ำตา คนเลว” พร้อมข้อความว่า “#ช่วยด้วย!ระทึกกลางวันแสกๆกู้ภัยโดนผีหลอก” วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมสูงถึง 4 ล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน
นายธีระ พึ่งพัฒน์ อายุ 53 ปี อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. บริเวณหมู่ 1 ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีมงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยนำร่างสุนัขเพศผู้ที่นอนตายนอกบ้านไปฝัง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าสุนัขตัวอ่อนปวกเปียกและไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของ หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร ต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปเก็บร่างสุนัขที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อนำไปฝังตามธรรมชาติ
- สุนัขฟื้นคืนชีพและลุกขึ้นยืนบนรถกู้ภัยหลังจากถูกห่อด้วยผ้าขาวเพียง 5 นาที
- คลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล มียอดผู้เข้าชมทะลุ 4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพสุนัข พวกเขาได้ใช้ผ้าขาวดิบห่อร่างของมันอย่างมิดชิด จากนั้นจึงยกขึ้นท้ายรถกระบะเพื่อเตรียมนำไปฝัง แต่หลังจากรถออกเดินทางไปได้เพียง 5 นาที เหตุการณ์ชวนขนลุกก็เกิดขึ้น จู่ๆ สุนัขที่ถูกห่อผ้าไว้ก็ฟื้นลุกขึ้นมายืนบนรถโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ วินาทีนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งอยู่ท้ายรถต่างตกใจสุดขีด
กระแสไวรัลและการตอบรับจากโซเชียล
หลายคนยอมรับว่าตกใจจนคิดว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ จึงรีบตะโกนบอกให้คนขับจอดรถทันที เมื่อคนขับจอดรถและเดินมาเปิดท้ายกระบะ สุนัขตัวดังกล่าวก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงและตกตะลึงให้กับทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะต่างมั่นใจว่าสุนัขหยุดหายใจไปแล้วก่อนหน้านี้
นายธีระยอมรับว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตการทำงานกู้ภัยที่เจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ หลังจากตั้งสติได้ ทีมงานจึงนำคลิปวิดีโอจากมือถือไปโพสต์ลงในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามและแชร์คลิปออกไปอย่างกว้างขวาง
บางคนรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาตกใจสุดขีดของกู้ภัย ในขณะที่หลายคนรู้สึกยินดีที่สุนัขตัวดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ที่ดูเหมือนเสียชีวิต ควรตรวจสอบการหายใจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอ ท้ายที่สุดนี้ ทีมกู้ภัยก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในความทุ่มเทช่วยเหลือสังคมแม้จะต้องเจอกับเรื่องชวนตกใจก็ตาม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร
รวบแก๊งโจ๋หญิงกำแพงเพชร รุมทำร้ายเด็ก 13 มอบตัวแล้ว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตร.ภาค 5 โชว์ฟอร์ม สกัดยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะดัดแปลง
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในอำเภอพาน พร้อมยึดยาเมทแอมเฟตามีน 96 เม็ด

