ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจรอผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ของเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ถูกฆาตกรรม
กาญจนบุรี – หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญในพื้นที่ห่างไกลใกล้ชายแดนไทย-เมียนมาร์ ตำรวจภูธรภาค 7 และกองปราบปราม ได้ระดมกำลังเพื่อไขปริศนาการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติของเด็กหญิง “น้องอังกุน” อายุ 7 ขวบ
ศพของเธอถูกพบใต้กอไผ่ในสวนยางพารา หมู่ 4 ตำบลปรางโภล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 หลังจากที่เธอหายตัวไปจากบ้านเป็นเวลา 3 วัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2559 พลตำรวจโท พิสิษฐ์ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้เรียกประชุมสรุปความคืบหน้าการสอบสวน โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำพยานในพื้นที่กว่า 40 ปากแล้ว แต่ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ใดๆ ออกไปได้ รวมถึงฆาตกรรม">คดีฆาตกรรมและข่มขืน เนื่องจากสภาพศพที่เน่าเปื่อยอย่างมาก ดังนั้น พวกเขาจึงฝากความหวังไว้กับการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์และดีเอ็นเออย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง
เปิด 7 กลุ่มผู้อยู่ใกล้ชิด: ตำรวจพุ่งเป้าคนในชุมชน ไร้ร่องรอยคนนอก
จากการสืบสวนเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ พบข้อมูลสำคัญว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าสวนยางพาราที่อยู่ลึกเข้าไปจากถนนประมาณ 100 เมตร ซึ่งจุดนี้มีทำเลอยู่บริเวณด้านหลังบ้านของน้ององุ่นเอง ประกอบกับอุปนิสัยของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนนี้ ที่คนในพื้นที่ต่างรู้ดีว่าเป็นเด็กฉลาดและรู้ความ การที่จะยอมเดินตามคนแปลกหน้าเข้าไปในป่าลึกจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จำแนกบุคคลที่เกี่ยวข้องออกเป็น 7 กลุ่มใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมอญและชาวม้งที่อาศัยอยู่ในชุมชน อย่างไรก็ตาม การทำงานของทีมสืบสวนต้องพบกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ ดังนี้:
- กำแพงด้านภาษาและการสื่อสาร: พยานส่วนใหญ่ในพื้นที่ใช้ภาษาม้งและภาษาชนเผ่าในการสื่อสาร ทำให้การระบุเวลา ไทม์ไลน์ และเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เจ้าหน้าที่จึงต้องประสานล่ามในชุมชนมาช่วยถอดรหัสคำให้การอย่างละเอียดอีกครั้ง
- การตรวจสอบคนในหมู่บ้าน: จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อประชากรในชุมชน พบว่าปัจจุบันยังคงอยู่กันครบถ้วน ไม่มีบุคคลใดไหวตัวทันหรือหลบหนีออกจากพื้นที่ไปก่อนหน้านี้
- เบาะแสจากร่างกายพยาน: เจ้าหน้าที่ตรวจพบพยานบางรายมีร่องรอยบาดแผลขีดข่วนตามร่างกาย แต่จากการชันสูตรเบื้องต้นโดยแพทย์โรงพยาบาลพบว่า แผลดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 2-3 วันและแห้งแล้ว ทำให้ไม่สามารถเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากบาดแผลนั้นได้
วัตถุพยานชิ้นสำคัญ: เร่งตรวจดีเอ็นเอรถซาเล้ง คราบเลือด และหลักฐานดิจิทัล
แม้ว่าในจุดเกิดเหตุจะไม่มีกล้องวงจรปิดคอยบันทึกภาพเนื่องจากเป็นพื้นที่ป่ารกทึบ แต่ทางกองบังคับการปราบปรามและกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ร่วมกันลงพื้นที่เก็บวัตถุพยานสำคัญไปแล้วถึง 3 ชุดใหญ่ เพื่อส่งตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์อย่างเร่งด่วน
สำหรับวัตถุพยานหลักที่ตำรวจกำลังนำมาแกะรอย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้:
- รถซาเล้งต้องสงสัย: เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดรถซาเล้งคันหนึ่งในหมู่บ้านมาตรวจสอบเพื่อหาคราบสารคัดหลั่ง รอยนิ้วมือแฝง และเศษเส้นผม
- เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว: มีการเก็บตัวอย่างกระเป๋า รองเท้า และเศษเล็บของผู้ต้องสงสัยทุกคนไปตรวจเปรียบเทียบ
- ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ: โทรศัพท์มือถือของน้ององุ่นซึ่งปกติจะใช้งานผ่านการแชร์สัญญาณ Wi-Fi จากเครื่องของผู้เป็นแม่ พบว่ามีการบันทึกข้อมูลการเล่นเกมออนไลน์ครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 หลังจากนั้นสัญญาณก็ดับหายไปอย่างเป็นปริศนา
สภาพศพยังคลุมเครือ: ยันไม่มีการมัดมือไพล่หลัง รอผลตับพิสูจน์สารพิษ
พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ได้กล่าวชี้แจงเพื่อลดความสับสนของกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่า จากสภาพศพที่พบในวันแรกนั้น ไม่ได้มีการใช้เชือกมัดมือไพล่หลังเด็กหญิงแต่อย่างใด แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ลักษณะทางกายภาพของศพที่มือทิ้งตัวไปอยู่บริเวณด้านหลังเองตามธรรมชาติ และไม่พบเศษเชือกหรือพันธนาการใดๆ ในบริเวณรอบกอไผ่
อย่างไรก็ดี เนื่องจากสภาพศพเริ่มเสื่อมสภาพและเน่าเปื่อยไปบางส่วนจากการเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 48 ชั่วโมง รวมถึงร่องรอยบาดแผลที่พบบนร่างกายบางส่วนเกิดจากการกัดแทะของสัตว์ป่าหลังการเสียชีวิต ทำให้แพทย์นิติเวชไม่สามารถตรวจพิสูจน์สภาพปอดและระบบโลหิตได้โดยตรง ในขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญจึงได้ทำการตัดชิ้นส่วนของ “ตับ” ไปเข้าห้องปฏิบัติการทางเคมี เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเด็กหญิงได้รับสารพิษ ยาสลบ หรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ เข้าสู่ร่างกายก่อนเสียชีวิตหรือไม่ ซึ่งคาดว่าผลการตรวจดีเอ็นเอและรายงานนิติเวชชุดแรกจะส่งกลับมายังพนักงานสอบสวนภายใน 1-2 วันนี้
คดีดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนถึงความปลอดภัยของเด็กในชุมชนห่างไกล ซึ่งหากมีความคืบหน้าหรือผลตรวจนิติเวชออกมาอย่างเป็นทางการ ทางสำนักข่าว ไทยรัฐออนไลน์ จะรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป
ข่าวตำรวจยอดนิยม
ตำรวจจับกุมหญิงชาวเชียงรายในคดีฉ้อโกงการลงทุนใน TikTok มูลค่ามหาศาล
ตำรวจในจังหวัดเชียงรายได้ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามพรมแดนขนาดใหญ่
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจจันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดในกรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน: คนร้ายใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท: เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการพนันออนไลน์: ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่าขบวนการค้ายาเสพติดชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตร.ภาค 5 โชว์ฟอร์ม สกัดยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะดัดแปลง
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเชียงรายอัปเกรดระบบเตือนภัยน้ำท่วม-ดินถล่ม รับมือภัยพิบัติ

