ข่าวระดับชาติ - National
ไฟไหม้ครั้งใหญ่ทำลายตลาดนครสวรรค์อันเก่าแก่ ประชาชนต่างอพยพหนีเอาชีวิตรอด
นครสวรรค์ – เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาผลาญชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตรอกลิเก” ซึ่งเป็นย่านตลาดเก่าแก่ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านเรือนไม้เก่าได้รับความเสียหายวอดไปกว่า 32…
นครสวรรค์ – เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาผลาญชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตรอกลิเก” ซึ่งเป็นย่านตลาดเก่าแก่ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านเรือนไม้เก่าได้รับความเสียหายวอดไปกว่า 32 หลังคาเรือน และประชาชนกว่า 80 ชีวิตต้องไร้ที่อยู่อาศัยท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. โดยจุดเกิดเหตุเป็นชุมชนหนาแน่นที่มีบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้เก่า ซึ่งเป็นเชื้อไฟอย่างดี รถดับเพลิงจากเทศบาลนครนครสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 20 คัน ถูกระดมกำลังเข้าสกัดกั้นแสงเพลิง แต่เนื่องจากทางเข้าออกที่แคบและกระแสลมที่พัดแรง ทำให้การควบคุมสถานการณ์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมงจึงจะสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้
“มันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันทำได้เพียงวิ่งหนีออกมาเพื่อรักษาชีวิต ขนของออกมาไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว” นางจำเนียร (นามสมมติ) หนึ่งในผู้อยู่อาศัยในชุมชนตรอกลิเกกล่าวด้วยความโศกเศร้า ขณะเฝ้ามองซากปรักหักพังของบ้านที่เคยอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี
จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเทศบาลนครนครสวรรค์ พบว่ามีบ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดรวม 32 หลัง มีผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงประมาณ 80 คน โชคดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากชาวบ้านต่างตะโกนแจ้งเตือนและพากันอพยพออกได้ทันเวลา
สรุปเหตุการณ์และมาตรการช่วยเหลือขั้นต้น:
- สถานที่: ชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา (ตรอกลิเก) เขตเทศบาลนครนครสวรรค์
- เวลาเกิดเหตุ: 22 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น.
- ความเสียหาย: บ้านเรือนวอด 32 หลังคาเรือน ผู้ประสบภัย 80 ราย
- การช่วยเหลือ: จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ ศาลาวัดนครสวรรค์ และอาคารบึงบอระเพ็ด
ปมสาเหตุที่ยังคงเป็นปริศนา
ขณะนี้ทีมพิสูจน์หลักฐานกำลังลงพื้นที่เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ อย่างไรก็ตาม มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวบ้านและรายงานข่าวจาก Manager Online ระบุว่า ชาวบ้านบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการวางเพลิงโดยบุคคลในพื้นที่ แต่ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว และกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานรวมถึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง
“เราต้องรอผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียดก่อนสรุปสาเหตุ” ร.ต.ท. ทองสุข แก้วกังไท พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ระบุ “ในเบื้องต้นเรามุ่งเน้นไปที่การดูแลความปลอดภัยของพื้นที่และช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินก่อน”

แนวทางการฟื้นฟูและการเยียวยา
นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ได้สั่งการให้ตั้งหน่วยรับบริจาคและช่วยเหลือฉุกเฉินทันที โดยใช้พื้นที่ของวัดนครสวรรค์เป็นจุดพักพิงหลัก มีการสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องนุ่งห่มให้กับผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ทางเทศบาลกำลังดำเนินการสำรวจความเสียหายรายบุคคลเพื่อประเมินเงินเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของย่านประวัติศาสตร์ในเมืองปากน้ำโพ เนื่องจาก “ตรอกลิเก” เป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์และอยู่คู่กับจังหวัดนครสวรรค์มาอย่างยาวนาน การสูญเสียบ้านไม้เก่าแก่เหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อทรัพย์สิน แต่ยังทำลายคุณค่าทางจิตใจของคนในชุมชนอย่างประเมินค่าไม่ได้
เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความเปราะบางของชุมชนไม้เก่าที่มีความหนาแน่นสูง เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยแจ้งเตือนประชาชนให้หมั่นตรวจสอบสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ง่ายขึ้น
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือหากใครมีข้อมูลหรือเห็นเหตุการณ์ในช่วงเริ่มต้น ให้เข้าแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างโปร่งใส
ข่าวระดับชาติ - National
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
000 บาท">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย
ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
- ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
- ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ
ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย
ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง
สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ
ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง
ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว
ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน
จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย
การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวระดับชาติ - National
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
- บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
- รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ
พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011
หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ
บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore
ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II
ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล
ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ
ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม
กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ
ประเด็นสำคัญ
- รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–ฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
- เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
- ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ
ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า
เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ
ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา
หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.
การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต
อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days agoเหตุการณ์สุดสยอง! นักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoแพทย์รายหนึ่งในจังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชน หลังจากที่เขาขับรถชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย
-
ข่าวกีฬา Sports4 days agoเชียงรายเปิดฉากกีฬา “เจียงฮายสัมพันธ์ 69” ชูแนวคิด รู้อะไรไม่สู้รู้จักกัน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoแพทย์สารภาพว่าเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์สุดสยองที่คร่าชีวิตนักเรียน 2 คนในจังหวัดเชียงราย


