Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวอาชญากรรม - Crime

คดีฉ้อโกงปิดฉากแล้ว! ตำรวจจับกุม “ปาล์มมี่” หญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท

Naree Srisuk

Published

on

คดีฉ้อโกงปิดฉากแล้ว! ตำรวจจับกุม "ปาล์มมี่" หญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – ในปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรม">อาชญากรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ (CIB) ได้จับกุมหญิงสาวอายุ 23 ปี ในข้อหาเกี่ยวข้องกับแก๊งฉ้อโกงธนาคารที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีชื่อว่า นางสาวพลอยไพลิน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปาล์มมี่”) เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่โหดเหี้ยมซึ่งใช้ความกลัว ชุดตำรวจปลอม และเอกสารปลอมเพื่อหลอกลวงเงินจากผู้บริสุทธิ์

การบุกรวบตัวครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ หรือหมอชิต 2 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมากบดานในกรุงเทพฯ ตำรวจจึงนำกำลังเข้าล้อมจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

ประเด็นสำคัญ:

  • รวบตัวคาหมอชิต 2: ตำรวจชุดคอมมานโดนำกำลังเข้าจับกุม น.ส.พลอยไพลิน ผู้ต้องหาแก๊งบัญชีม้าวัย 23 ปีได้สำเร็จขณะกำลังหลบหนี
  • จัดฉากเนียนหลอกเหยื่อ: แก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ลงทุนสวมเครื่องแบบตำรวจและวิดีโอคอลหาเหยื่อ พร้อมใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อข่มขู่ให้หวาดกลัว
  • สูญเงินกว่า 4.5 แสนบาท: เหยื่อตกใจกลัวว่าตนเองจะติดคุกคดีฟอกเงิน จึงยอมโอนเงินทั้งหมดในบัญชีไปให้คนร้ายเพื่อ “ตรวจสอบเส้นทางการเงิน”

เหตุการณ์หลอกลวงครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 เมื่อเหยื่อเคราะห์ร้ายได้รับสายโทรศัพท์ลึกลับจากหมายเลขแปลก ปลายสายเป็นผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นพนักงานของธนาคารกรุงไทย พร้อมระบุรหัสประจำตัวพนักงานอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

คนร้ายแจ้งข้อมูลปลอมว่า เหยื่อได้ไปเปิดบัญชีธนาคารที่สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น และพบว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีผิดปกติถึง 600,000 บาท จากนั้นก็อ้างว่ามีคนแปลกหน้ามาทำเรื่องถอนเงินก้อนนี้ออกไปที่ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดสุรินทร์

เรื่องราวทั้งหมดถูกแต่งขึ้นเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ คนร้ายยังขู่สำทับว่าบัญชีนี้มีความเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินระดับประเทศ เมื่อเห็นเหยื่อเริ่มมีอาการตื่นตระหนก จึงรีบโอนสายให้คุยกับคนที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการธนาคารทันที

ลงทุนจัดฉาก วิดีโอคอลในชุดตำรวจ

ความน่ากลัวของแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้คือการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ พวกเขาหลอกให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ที่ตั้งชื่อบัญชีว่า “สภ.เมืองสุรินทร์” จากนั้นก็ทำการโทรศัพท์แบบวิดีโอคอลหาเหยื่อทันทีเพื่อกดดัน

ในสายวิดีโอคอลนั้น เหยื่อได้เห็นภาพชายคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบตำรวจยศร้อยตำรวจโทอย่างชัดเจน ชายคนนั้นสั่งให้เหยื่อถ่ายภาพหน้าบัตรประจำตัวประชาชนส่งมาให้ พร้อมสั่งเด็ดขาดว่าห้ามวางสายและห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร

หากนำเรื่องการตรวจสอบนี้ไปบอกคนอื่น คนร้ายขู่ว่าเหยื่อจะมีความผิดทางกฎหมายและมีโทษจำคุก 3-5 ปี คำขู่ที่รุนแรงประกอบกับภาพเครื่องแบบตำรวจ ทำให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัวอย่างหนักและยอมทำตามคำสั่ง

สร้างหลักฐานปลอม หลอกโอนเงินจนหมดตัว

เพื่อทำให้เหยื่อเชื่อใจแบบสนิทใจ คนร้ายได้ส่งภาพการจับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงินมาให้ดูทางไลน์ รวมทั้งส่งภาพเอกสารที่มีข้อมูลบัญชีธนาคารของเหยื่อครบถ้วน จากนั้นก็มีชายอีกคนอ้างตัวเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจโทรมาสมทบ

เมื่อเหยื่อเริ่มลังเลและขอดูหน้าเพื่อความมั่นใจ คนร้ายก็กดวิดีโอคอลมาอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นภาพชายนั่งสวมเครื่องแบบตำรวจอยู่ในห้องที่ถูกจัดฉากให้ดูคล้ายสถานีตำรวจของจริง ภาพที่สมจริงทำให้เหยื่อไม่กล้าสงสัยอีกต่อไป

ในที่สุด คนร้ายก็ออกอุบายว่า หากเหยื่อต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องโอนเงินทั้งหมดในบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยรับปากว่าจะโอนเงินคืนให้ใน 1 สัปดาห์ เหยื่อจึงหลงเชื่อและโอนเงินไปถึง 452,000 บาท

ไหวตัวทัน แจ้งความล่าตัวขบวนการบัญชีม้า

หลังจากที่เหยื่อโอนเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มตั้งสติได้และรู้สึกถึงความผิดปกติ เหยื่อตัดสินใจติดต่อไปยังธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น และสาขาสุรินทร์ ตามที่คนร้ายกล่าวอ้างในตอนแรกเพื่อสอบถามความจริง

เจ้าหน้าที่ธนาคารตัวจริงยืนยันว่าไม่มีการเปิดบัญชีชื่อของเหยื่อตามที่คนร้ายบอก และไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น เหยื่อจึงรู้ตัวทันทีว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเข้าแล้ว จึงรีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชีทันที

ต่อมาเหยื่อได้รวบรวมหลักฐานและเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจไซเบอร์ การสืบสวนอย่างจริงจังนำไปสู่การจับกุม น.ส.พลอยไพลิน ในที่สุด คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวต้นฉบับได้ที่เว็บไซต์ ปราการนิวส์ ซึ่งเป็นแหล่งข่าวท้องถิ่นที่เชื่อถือได้

คำสารภาพและข้อคิดจากผู้ต้องหา

น.ส.พลอยไพลิน หรือปาล์มมี่ ถูกตั้งข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเปิดบัญชีม้าเพื่อรับโอนเงินจากการกระทำความผิดทางกฎหมาย

บทลงโทษสำหรับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้นรุนแรงมาก ผู้ต้องหาสาวรายนี้ได้ฝากข้อคิดเตือนใจไปถึงคนทั่วไปว่า การรับจ้างเปิดบัญชีม้าเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยนั้นไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ

ความผิดพลาดจากการเห็นแก่เงินเพียงแค่ครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบและทำลายอนาคตไปตลอดชีวิต การถูกดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทุกคนควรหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด

วิธีป้องกันตนเองจากภัยคอลเซ็นเตอร์

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นดีที่เตือนให้ประชาชนทุกคนต้องระมัดระวังตัว สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอย้ำเตือนว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายโทรศัพท์ไปหาประชาชนเพื่อขอตรวจสอบบัญชีหรือให้โอนเงิน

หากมีใครโทรมาอ้างว่าเป็นตำรวจหรือพนักงานธนาคาร แล้วขอให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ ให้ฟันธงได้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน ขอให้คุณตั้งสติและรีบกดตัดสายทิ้งทันที อย่าเสียเวลาพูดคุยกับคนกลุ่มนี้

นอกจากนี้ ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนให้คนแปลกหน้าทางออนไลน์โดยเด็ดขาด หากคุณมีความสงสัย ให้โทรศัพท์สอบถามสายด่วนของหน่วยงานราชการหรือธนาคารด้วยตนเองเสมอ

แนวทางการรับมือหากเผลอโอนเงินไปแล้ว

แม้ว่าเราจะระมัดระวังตัวดีแค่ไหน แต่บางครั้งความกลัวก็อาจทำให้เราพลาดพลั้งได้ หากคุณรู้ตัวว่าเผลอโอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติและหยุดการติดต่อกับคนร้ายทันที

ขั้นตอนต่อไปคือการรีบโทรศัพท์ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีของคุณ เพื่อขออายัดบัญชีและระงับการทำธุรกรรมทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ปัจจุบันหลายธนาคารมีสายด่วนสำหรับภัยไซเบอร์ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น ประวัติการโทร ภาพหน้าจอแชท และสลิปการโอนเงิน เพื่อนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของตำรวจไซเบอร์โดยตรง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องหาหลบหนีคดียาเสพติด อายุ 25 ปี ในแม่จัน

ตำรวจจับกุมพนักงานบาร์ชาย ข้อหาข่มขืนนักท่องเที่ยวหญิงชาวอังกฤษวัย 34 ปี

 

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา

Rebecca Kim

Published

on

ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา

เหตุการณ์สะเทือนขวัญคนเพชรบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งล่าตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจ คนร้ายใช้อาวุธมีดบุกแทงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านติ้วจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก

ผู้เสียชีวิตคือ นายหลักทรัพย์ คำโสม อายุ 61 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก เขาถูกคนร้ายกระหน่ำแทงหลายแผลจนเสียชีวิต นอกจากนี้ ภรรยาของเขาก็ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

 ประเด็นสำคัญ

  • ผู้นำชุมชนถูกฆาตกรรม: นายหลักทรัพย์ คำโสม นายก อบต.บ้านติ้ว ถูกแทงเสียชีวิตคาบ้านพักในจังหวัดเพชรบูรณ์
  • ภรรยาบาดเจ็บสาหัส: นางสมจิตร ภรรยาของผู้ตาย เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงถูกแทงบาดเจ็บและต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
  • คนร้ายขับรถหนีลอยนวล: มือมีดใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ เป็นพาหนะในการหลบหนี ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวอย่างใกล้ชิด

ก่อนเกิดเหตุการณ์สลด นายหลักทรัพย์ได้นั่งพูดคุยกับคนร้ายที่บริเวณโรงจอดรถของบ้านพัก ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นมุมรับแขก การเจรจานี้เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง ยาวไปจนถึงเกือบสี่ทุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน หรือมีปัญหาขัดแย้งอะไรที่ซ่อนอยู่

จู่ๆ การพูดคุยก็กลายเป็นความรุนแรง คนร้ายชักอาวุธมีดออกมากระหน่ำแทงนายหลักทรัพย์อย่างโหดเหี้ยม เขาถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญหลายแห่ง ทั้งบริเวณหน้าอก ใต้ลิ้นปี่ และลำคอ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงทันที

ในจังหวะนั้นเอง นางสมจิตร คำโสม อายุ 60 ปี ภรรยาของผู้ตาย ได้เดินออกมาดูเหตุการณ์ที่โรงจอดรถ เมื่อคนร้ายเห็นเธอ จึงพุ่งเป้าไปใช้อาวุธมีดแทงเธอด้วย นางสมจิตรถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ แต่เธอรวบรวมสติและวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดได้สำเร็จ

พฤติกรรมโหดและเส้นทางหลบหนี

หลังจากทำร้ายทั้งสองคนแล้ว คนร้ายยังได้ลากตัวนายหลักทรัพย์ออกไปจากจุดเกิดเหตุไกลถึง 30 เมตร การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอย่างมาก จากนั้นคนร้ายก็รีบขึ้นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ขับหลบหนีฝ่าความมืดออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาพบร่างของนายหลักทรัพย์และนางสมจิตรนอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่กู้ชีพจากโรงพยาบาลหล่มสักได้รีบปฐมพยาบาล และนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด

แต่น่าเศร้าที่บาดแผลของนายหลักทรัพย์นั้นสาหัสเกินไป เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนนางสมจิตรยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ตำรวจเร่งสืบสวนหาความจริง

ร.ต.อ.สงัด กุมภาพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ท่านได้ประสานงานกับทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น รอยเลือด และรอยนิ้วมือ เพื่อใช้ในการมัดตัวผู้กระทำผิด

ตอนนี้ตำรวจยังไม่ได้สรุปแรงจูงใจที่แน่ชัดของการฆาตกรรมครั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว เรื่องงานการเมืองท้องถิ่น หรือผลประโยชน์อื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำพยาน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี

ชุมชนบ้านติ้วต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากนายหลักทรัพย์เป็นที่รู้จักและเคารพรักของชาวบ้าน การสูญเสียผู้นำท้องถิ่นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัว และต้องการให้ตำรวจจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด

ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและตกใจ พวกเขาหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัว ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเห็นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ต้องสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ สภ.หล่มสัก ได้ทันที

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

Rebecca Kim

Published

on

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

กาญจนบุรี – เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาววัย 32 ปี เข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมและขอความคุ้มครองความปลอดภัย เธอถูกสามีที่คบหากันมานานกว่า 10 ปี ทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสาดสารเคมีจนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้กับเธออย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะกลับมาทำร้ายซ้ำอีก เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเคยพูดจาข่มขู่เอาชีวิต

รายงานข่าวระบุว่า หญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี เธอมีบาดแผลจากการถูกน้ำกรดกัดกร่อนบริเวณผิวหนัง ใบหน้า และศีรษะ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ผู้เสียหายยอมรับว่าเธอเป็นภรรยาคนที่สอง แต่ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความหึงหวงเมื่อเธอพยายามขอแยกทางเพื่อไปมีชีวิตใหม่

ประเด็นสำคัญ

  • มูลเหตุจูงใจ: สามีเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง และไม่ยอมรับการตัดสินใจของภรรยาที่ต้องการขอเลิกราเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
  • พฤติการณ์ก่อเหตุ: สามีหลอกพาขึ้นรถแล้วจับกดกับคอนโซล จากนั้นเรียกเพื่อนซึ่งเป็นอาสากู้ภัยให้นำน้ำกรดมาสาดใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • การช่วยเหลือ: หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายเล่าว่าเธอใช้ชีวิตคู่อยู่กินกับสามีคนนี้มานานกว่า 10 ปี โดยมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน วัย 11 ขวบ เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งทางภรรยาคนแรกก็รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจขอเลิกรา เนื่องจากไม่อยากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบเดิมอีกต่อไป

แต่ฝ่ายชายไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และมักจะพูดจาข่มขู่เสมอว่า “ถ้าจะออกไปก็ออกไปแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ” ผู้เสียหายเปิดเผยเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า สามีได้ชวนเธอออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของในตอนเช้า แต่ระหว่างทางมีปากเสียงกันรุนแรง สามีจึงเรียกเพื่อนที่เป็นอาสากู้ภัยนำสิ่งของมาโปะจมูกและปากของเธอ เธอรู้สึกตกใจจึงตัดสินใจแกล้งสลบเพื่อเอาตัวรอด

แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อสามีรู้ทันว่าเธอแกล้งทำ ขณะที่จอดรถอยู่บริเวณเส้นทางเลี่ยงเมือง สามีได้เรียกเพื่อนคนเดิมมาหาอีกครั้ง สามีใช้กำลังจับเธอกดลงกับคอนโซลหน้ารถ จากนั้นมีผู้นำน้ำกรดมาสาดใส่เธอจนได้รับบาดเจ็บหนัก โชคดีที่ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถชนแบริเออร์ข้างทาง ทำให้เธอสามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาลที่ผ่านมาได้ทันเวลา

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

ความหวาดกลัว และการเรียกร้องความยุติธรรม

ปัจจุบันผู้เสียหายยังมีอาการหวาดผวาอย่างหนัก และกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีนี้ เนื่องจากสามีของเธอเป็นคนกว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย เธอจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของเธอและลูกสาวอย่างเร่งด่วน คุณสามารถอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ต้นฉบับเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐ

จากการสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์สาดสารเคมีเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม ที่น่าตกใจคือฝ่ายชายผู้ก่อเหตุก็ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาตัวเช่นกัน แต่ต่อมาเขาได้แอบหลบหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ประเด็นนี้ทำให้ครอบครัวยิ่งหวาดกลัวว่าคดีจะเงียบหายไป และกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

เจ้าหน้าที่เร่งรัดคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนจากหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ นำโดยตัวแทน สส.กาญจนบุรี เขต 1 และนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี พวกเขาได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด และให้กำลังใจผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ประสานงานโดยตรงไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้รับรายงานว่าพนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย

สำหรับเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว ทางนายอำเภอได้สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จัดกำลังเข้าดูแลอย่างเข้มงวดตลอดเวลา การทำงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายได้มาก สังคมกำลังจับตามองว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไรและผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อใด

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด

Naree Srisuk

Published

on

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบเข้าตรวจค้นพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การบุกค้นครั้งนี้ทำให้สังคมต้องตกตะลึงกับของกลางที่พบ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาชายวัย 29 ปีพร้อมอาวุธปืนสงครามจำนวนมาก

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง ทีมตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้นำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านเป้าหมายอย่างระมัดระวัง ผู้ต้องหาคือ นายคณวัฒน์ ซึ่งถูกรวบตัวได้พร้อมของกลางคาบ้านพัก

ประเด็นสำคัญ

  • ตำรวจนำกำลังบุกจับหนุ่มวัย 29 ปีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมยึดปืนสงคราม AR-15 ที่ไม่มีทะเบียนถึง 10 กระบอก
  • เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครื่องกระสุนปืนขนาด 5.56 มากกว่า 1,000 นัด รวมถึงปืนพกสั้นและอุปกรณ์แต่งปืนอีกหลายรายการ
  • ผู้ต้องหาอ้างว่าลักลอบนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศโดยการสำแดงสินค้าเท็จ แต่ตำรวจกำลังเร่งขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ

การตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้พบอาวุธปืนสงครามร้ายแรงซุกซ่อนอยู่ ของกลางหลักคือปืนเล็กยาว AR-15 ซึ่งไม่มีทะเบียนจำนวนถึง 10 กระบอก นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนขนาด 5.56 สำหรับปืนชนิดนี้มากกว่า 1,000 นัด

นอกจากปืนสงครามแล้ว ตำรวจยังพบอาวุธปืนประเภทอื่นอีกหลายกระบอก เจ้าหน้าที่ยึดปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ได้ 3 กระบอก รวมถึงปืนลูกโม่ขนาด .38 และปืนยาว .22 ที่มีทะเบียนถูกต้องอีกอย่างละหนึ่งกระบอก

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด

เบื้องหลังการลักลอบนำเข้าอาวุธ

เมื่อถูกควบคุมตัว นายคณวัฒน์ได้ให้การเบื้องต้นเกี่ยวกับที่มาของอาวุธเหล่านี้ เขาอ้างว่าได้สั่งซื้อปืนและอุปกรณ์ทั้งหมดมาจากต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์ ผู้ต้องหาใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนำของเข้ามา

เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เขาได้แจ้งรายละเอียดสินค้าเป็นประเภทอื่น วิธีการสำแดงสินค้าเท็จนี้ทำให้เขาสามารถลักลอบนำเข้าอาวุธปืนอันตรายเหล่านี้เข้ามาในประเทศได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องได้สั่งการให้เร่งขยายผลการสืบสวนอย่างละเอียด ทีมงานกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

อาวุธปืนอย่าง AR-15 ถือเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก หากหลุดรอดไปอยู่ในมือของกลุ่มอาชญากร อาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ตำรวจจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อตัดวงจรนี้

เป้าหมายต่อไปของทีมสืบสวนคือการลากคอผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาลงโทษตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่กำลังแกะรอยข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารของผู้ต้องหา ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงตัวผู้บงการหรือเครือข่ายผู้ซื้อ

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด

ความร่วมมือเพื่อสังคมที่ปลอดภัย

ปัญหาการลักลอบค้าอาวุธเถื่อนเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อสังคมไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย ควรแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่เข้มแข็งให้กับชุมชนของเรา

ท้ายที่สุดนี้ คดีของนายคณวัฒน์จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้าเข้าประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ตามกฎหมายของประเทศไทย การครอบครองอาวุธปืนสงครามถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรงมาก ผู้ที่ฝ่าฝืนอาจต้องระวางโทษจำคุก หรือแม้กระทั่งโทษที่หนักกว่านั้นตามความร้ายแรงของคดี

ความเข้มงวดของกฎหมายนี้มีไว้เพื่อป้องปรามไม่ให้บุคคลทั่วไปครอบครองอาวุธที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนถึงที่สุดตามกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจทลายแก๊งค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายในจังหวัดเชียงราย

ตำรวจเชียงรายจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาขโมยรถจักรยานยนต์เพื่อนำไปขายข้ามพรมแดน

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending