ข่าวอาชญากรรม - Crime
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
เชียงราย – กรม อาเซียน จัดประชุมที่ The Heritage Hotel ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้มาแบบพิธีการเท่านั้น แต่เหมือนนัดเช็กความจริงเรื่องชายแดนภาคเหนือ ทั้งปัญหา PM2.5 เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์…
เชียงราย – กรม อาเซียน จัดประชุมที่ The Heritage Hotel ร่วมกับหน่วยงานโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเชียงรายเผชิญการปิดตัวลงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ">เชียงราย">จังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้มาแบบพิธีการเท่านั้น แต่เหมือนนัดเช็กความจริงเรื่องชายแดนภาคเหนือ ทั้งปัญหา PM2.5 เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ย้ายฐานทันทีเมื่อการบังคับใช้กฎหมายเริ่มกดดัน
กิจกรรม การจัดแสดงสินค้าอาเซียน ภายใต้กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และสื่อท้องถิ่น Nakorn Chiang Rai ตั้งใจให้มากกว่าการบรรยายในห้องเรียน เพราะเชื่อมเรื่อง “อาเซียน” เข้ากับชีวิตจริงของคนชายแดน เจ้าของธุรกิจ นักเรียน ครู และหน่วยงานพื้นที่ ที่ต้องรับผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยพร้อมกัน
มีผู้เข้าร่วมราว 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานจังหวัดนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากเครือข่าย ห้องสมุดอาเซียน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ
เพราะในห้องมีทั้งคนทำงานนโยบายและคนที่เจอปัญหาหน้างาน บทสนทนาจึงขยับจากโครงสร้างอาเซียนไปสู่ความต้องการจริงอย่างรวดเร็ว หลายคนอยากรู้แบบชัดๆ ว่ากลไกอาเซียนช่วยอะไรได้บ้าง และเชียงรายจะใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนใกล้ตัวขึ้น เมื่ออยู่ติดชายแดน
การจัดงานที่เชียงรายส่งสารชัดเจน จังหวัดนี้เป็นประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า ท่องเที่ยว และการเดินทางของผู้คน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยน ปัญหาก็อาจไหลเข้ามาถึงชุมชนชายแดนภายในไม่กี่วัน
ขณะเดียวกัน ขนาดของอาเซียนก็เปิดโอกาสให้พื้นที่ท้องถิ่นได้จริง ประชากรมีจำนวนมหาศาล และการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวหลังโควิด หากผู้ประกอบการวางแผนเชื่อมตลาดภูมิภาคเป็นระบบ ก็มีโอกาสต่อยอดสินค้าและบริการของเชียงราย
อย่างไรก็ตาม โอกาสมักมากับความเสี่ยง เมื่อความเชื่อมโยงข้ามแดนเพิ่มขึ้น ช่องโหว่ชายแดนก็กลายเป็นจุดที่ปัญหาแทรกได้ง่าย หมอกควันกระจายเร็วเกินกว่าที่พื้นที่จะคุมได้ และขบวนการหลอกลวงออนไลน์โตเร็วกว่ามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ
ประเด็นหลัก: ฝุ่นข้ามแดนต้องร่วมมือแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ขอปีต่อปี
หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือมลพิษทางอากาศข้ามแดน ภายใต้แนวทาง “Blue Sky Strategy” ที่ไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน ระบุว่า PM2.5 กระทบสุขภาพโดยตรง และเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ
เพราะเหตุนี้ ไทยจึงทำงานกับคู่ร่วมมือหลัก โดยเฉพาะเมียนมาและลาวแบบระยะยาว ไม่ใช่คุยกันเฉพาะช่วงควันหนัก
เธอยังกล่าวถึงเวทีหารือแบบหลายภาคส่วนที่จัดในเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งไทย ลาว และเมียนมาร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น เพื่อหนุนการทำงานร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการพื้นที่ป่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการติดตามจุดความร้อน เครื่องมือเหล่านี้สำคัญ เพราะช่วยให้การทำงานขั้นต่อไปเกิดขึ้นได้จริง

สารหลักของประเด็นนี้ตรงไปตรงมา ไทยแก้ปัญหาหมอกควันด้วยมาตรการในประเทศอย่างเดียวไม่พอ เพราะแหล่งกำเนิดบางส่วนอยู่นอกเขตอำนาจ และยังเชื่อมโยงกับวิธีทำเกษตร การดูแลป่า และระบบเตือนภัยที่ยังเชื่อมกันข้ามพรมแดนได้ไม่ดี
ในส่วนของกรอบความร่วมมืออาเซียนนั้น มี “ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน” ซึ่งร่างขึ้นในปี 2545 และบางส่วนในปี 2546 การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในเชียงรายสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วน เนื่องจากปัญหายังไม่หายไป เพียงแต่ต้องการกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรมและมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่เขียนไว้บนกระดาษเท่านั้น
เรื่อง PM2.5 ยังไม่จบแค่ตัวเลขรายวัน แนวทางด้านสาธารณสุขระดับโลกชี้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ปรับเกณฑ์คำแนะนำ PM2.5 ให้เข้มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะหลักฐานผลกระทบชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานวิทยาศาสตร์เข้มขึ้น ระบบบริหารจัดการก็ต้องเข้มขึ้นด้วย โดยเฉพาะจังหวัดที่ภูมิประเทศเอื้อต่อการกักฝุ่นในช่วงลมสงบ
คนในพื้นที่ยังพูดถึงมุมปฏิบัติ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมไทยใช่มาตรฐาน PM2.5 แบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังในประเทศ เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ ความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงขึ้นทันที ดังนั้นชุมชนจึงต้องได้คำแนะนำที่ชัดเจน ทั้งการป้องกันส่วนบุคคลและมาตรการในพื้นที่สาธารณะ

อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คนอยากได้การคุ้มครองที่ใช้ได้จริง
ถ้าหมอกควันเห็นได้ด้วยตา อาชญากรรมออนไลน์มักซ่อนตัว แต่สร้างความเสียหายทุกวัน ประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้ชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาพูดแบบตรงๆ ชาวบ้านต้องการความร่วมมือที่หยุดการหลอกลวงตั้งแต่ต้นทาง และลดความเสียหายของเหยื่อให้ได้
วิทยากรอ้างถึงกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส แนวทางสำคัญคือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง แบ่งปันวิธีทำงานที่ได้ผล และพัฒนาไปสู่การสืบสวนร่วม เป้าหมายคือทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรลดลง
นางสาวสุชาดา เมฆธารา อธิบายว่า อาเซียนมีการประชุม การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ เธอยังพูดถึงแผนความร่วมมือที่ไทยผลักดันเรื่องการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งในทางปฏิบัติช่วยหนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล วิธีการร่วมกัน และงานเชิงลึกมากขึ้น เช่น การติดตามเส้นทางเงิน และการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้โอนเงินที่ถูกหลอกมา
ภาพนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ของหลายประเทศในภูมิภาค กลุ่มหลอกลวงมักย้ายฐานไปพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนกว่า หรือใช้ช่องว่างเขตอำนาจระหว่างชายแดนให้เป็นประโยชน์
หลายองค์กรระหว่างประเทศก็เตือนว่า เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตเร็วและทำงานข้ามพรมแดน ดังนั้นประเทศปลายทางต้องช่วยเหยื่อให้ทันเวลา และตามเงินที่ไหลผ่านหลายชั้นให้ได้ สำหรับเชียงราย ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่จำนวนจับกุมเท่านั้น แต่รวมถึงการลดแรงจูงใจ ปิดช่องโหว่ด้านเทคโนโลยี และทำให้พื้นที่ตั้งฐานทำได้ยากขึ้น

ห้องสมุดอาเซียน เพราะความรู้ช่วยป้องกันได้ระยะยาว
นอกจากเรื่องหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ งานโรดโชว์ยังเน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านโครงการ ASEAN Library เจ้าหน้าที่ระบุว่าโครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2014 และขยายครบทั้ง 77 จังหวัดในปี 2025
นางสาวสุชาดาอธิบายว่า โรงเรียนใช้ ASEAN Libraries ทำกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียน ช่วยให้นักเรียนเห็นภาพกว้าง เข้าใจบทบาทของไทยในภูมิภาค และฝึกอยู่ร่วมกับความหลากหลาย แนวคิดนี้จับต้องได้ เพราะสังคมที่แข็งแรงไม่ได้พึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องมีการศึกษา ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน
ขั้นต่อไปที่พูดถึงในเวทีคือการอัปเดตเนื้อหา เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูใน 9 จังหวัดภาคเหนือ หากเครือข่ายนี้โตขึ้น ก็ช่วยกระจายข้อมูลความเสี่ยงได้เร็วขึ้น เช่น วิธีรับมือหมอกควัน การระวังมิจฉาชีพออนไลน์ และการรับมือข่าวปลอม ให้ถึงนักเรียนและครอบครัวในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
เชียงรายได้อะไรจาก Roadshow ครั้งนี้
ในเวทีมีการสรุปประโยชน์ของอาเซียนไว้ 3 มิติ คือความร่วมมือด้านการเมือง ความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคม เมื่อความมั่นคงดี ธุรกิจเดินหน้าได้ รายได้ดีขึ้น และชุมชนที่เข้มแข็งก็เปราะบางต่อปัญหาข้ามแดนน้อยลง
สำหรับคนทำงานในพื้นที่ ภาพใหญ่ต้องตามด้วยการลงมือทำที่ชัดเจน
- สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ: เชียงรายควรทำให้ข้อมูลเตือนภัยแปลงเป็นการปฏิบัติได้จริงในชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน หน่วยงานต้องใช้ช่องทางความร่วมมือที่มีอยู่กับพื้นที่เสี่ยงฝั่งเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง
- ความปลอดภัยและอาชญากรรมข้ามชาติ: การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและวิธีทำงานควรถูกแปลงเป็นคำแนะนำที่คนทั่วไปทำตามได้ เช่น วิธีสังเกตกลโกง ขั้นตอนอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ และการป้องกันไม่ให้กลายเป็นเหยื่อรายต่อไป ผ่านการสื่อสารชุมชนและโรงเรียน
- การศึกษาและทุนมนุษย์: เครือข่าย ASEAN Library ต่อไปควรหนุนทักษะพลเมืองดิจิทัลให้เข้มขึ้น ข่าวปลอมแพร่เร็วพอๆ กับหมอกควัน เนื้อหาที่ทันสมัยช่วยให้การป้องกันอยู่ได้นานกว่าแค่มาตรการระยะสั้น
เปลี่ยน “อาเซียน” ให้เป็นความสบายใจในชีวิตประจำวัน
สารที่ชัดจากเวทีนี้คือ ปัญหาหมอกควันและอาชญากรรมข้ามชาติลงกระทบคนโดยตรง ไทยจึงต้องทำงานกับประเทศเพื่อนบ้านแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นฤดูกาล ในมุมของนโยบาย นี่คือความพยายามยกระดับปัญหาชายแดนจากแรงกดดันพื้นที่ ให้กลายเป็นวาระร่วมของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม คนจะตัดสินจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พวกเขาจะดูว่าอากาศดีขึ้นกี่วัน การแจ้งเตือนถึงกลุ่มเสี่ยงเร็วแค่ไหน จำนวนเหยื่อหลอกลวงลดลงหรือไม่ และช่องทางช่วยเหลือทำงานได้จริงเมื่อจำเป็น
เชียงรายอยู่แนวหน้าเสมอ
ASEAN Roadshow ที่เชียงรายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนความคาดหวังใหม่ สำหรับคนจำนวนมาก อาเซียนไม่ใช่คำไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่อยากเห็นการใช้งานจริง เพื่อรับมือ PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่บ่อนทำลายความไว้ใจและเงินเก็บของผู้คน
เชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งจังหวัดบนแผนที่ แต่หลายครั้งกลับรับแรงกระแทกก่อนและชัดที่สุด เพราะอย่างนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อพาไปสู่การลงมือทำ กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคก็มีค่าก็ต่อเมื่อคนหายใจได้โล่งขึ้น รู้สึกปลอดภัยขึ้น และเห็นโอกาสที่ดีขึ้นในชุมชนของตัวเอง
ท้ายที่สุด งานนี้ไม่ได้ทิ้งไว้แค่กำหนดการหรือภาพหมู่ แต่ทิ้ง “งานร่วม” ให้หน่วยงานรัฐ โรงเรียน และชุมชนช่วยกันแปลงความร่วมมือระดับภูมิภาค ให้เป็นอากาศที่สะอาดขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับเชียงราย และประเทศไทยโดยรวม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
Saucony Thailand เดินเกมปี’69 สู่ Lifestyle Running ปักหมุด ‘House of Endorphin’
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ขวัญ-อ.เบียร์ แจ้งจับมิจฉาชีพคราบนักบุญ อมเงินบริจาคน้ำท่วม
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้ประชาชน กลับกลายเป็นช่องทางทองให้มิจฉาชีพหาผลประโยชน์ ล่าสุดคนดังในวงการบันเทิงและโซเชียลมีเดียตกเป็นเหยื่อหลายราย เมื่อมีชายหนุ่มอ้างตัวเป็นจิตอาสาขอรับบริจาคเงิน เหตุการณ์นี้สะเทือนใจผู้ที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคมอย่างมาก เงินบริจาคที่ควรจะได้นำไปช่วยผู้ประสบภัย กลับถูกนำไปใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว
อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม และดาราสาว ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์ ไม่นิ่งนอนใจกับเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้น ทั้งสองคนได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อเอาผิดมิจฉาชีพรายนี้อย่างเด็ดขาด ผู้ก่อเหตุใช้วิธีตีสนิทและอ้างว่าจะนำเงินไปตั้งโรงครัวช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม แต่ในความเป็นจริงเขากลับนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างหน้าตาเฉย
ประเด็นสำคัญ
- อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม และ ขวัญ อุษามณี แจ้งความจับชายอ้างตัวเป็นอาสาสมัครที่หลอกลวงเงินบริจาคน้ำท่วม
- มิจฉาชีพสร้างเรื่อง “โรงครัวทิพย์” หลอกคนดังหลายรายให้โอนเงินสมทบทุนรวมมูลค่าหลายแสนบาท
- มีผู้พบเห็นและถ่ายคลิปหลักฐานว่ามิจฉาชีพนำเงินบริจาคไปเที่ยวสถานบันเทิงอย่างสบายใจ
พฤติกรรมสุดแสบของมิจฉาชีพคราบนักบุญ
ผู้ก่อเหตุรายนี้มีฉายาในวงการว่า “ลูกเฟิร์ส” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง ในอดีตเขาเคยก่อเหตุหลอกลวงโดยอ้างตัวเป็นคนทรงเจ้าหรือร่างทรงเพื่อเรียกรับเงินมาก่อน ปัจจุบันเขามีคดีติดตัวและมีหมายจับในข้อหาฉ้อโกงหลายท้องที่ แต่ก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมหลอกลวง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เขากลับใช้โอกาสนี้ตระเวนหลอกลวงคนดังไปทั่วประเทศ
กลโกงของเขาคือการเข้ามาทำทีเป็นคนดี มีจิตอาสา และอยากช่วยเหลือสังคม เขาเสนอตัวจะจัดตั้งโรงครัวเพื่อทำอาหารกล่องแจกจ่ายให้ผู้ประสบอุทกภัย ความน่าเชื่อถือและการพูดจาที่หว่านล้อม ทำให้คนดังหลายคนหลงเชื่อและยอมโอนเงินสมทบทุนให้ อาจารย์เบียร์สูญเงินไปถึง 149,000 บาท ขณะที่ขวัญ อุษามณี โอนเงินช่วยเหลือไปจำนวน 36,000 บาท
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังมีคนดังอีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อของโรงครัวทิพย์นี้ เปิ้ล นาคร ศิลาชัย โอนเงินร่วมบุญไป 20,000 บาท นอกจากนี้ หลวงตาสินทรัพย์ หรือ “พระสิ้นคิด” ก็ถูกหลอกลวงเงินไปเกือบ 200,000 บาท ยอดรวมความเสียหายทั้งหมดมีมูลค่าหลายแสนบาท ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง
หลักฐานมัดตัว นำเงินบุญไปเที่ยวผับ
ความจริงทั้งหมดปรากฏขึ้นเมื่อมีผู้พบเห็นชายคนดังกล่าวนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปใช้เที่ยวเตร่ มีพลเมืองดีสามารถถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่เขากำลังเที่ยวสถานบันเทิงและดื่มกินอย่างสนุกสนานได้ หลักฐานชิ้นนี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อาจารย์เบียร์และผู้เสียหายคนอื่นๆ ตัดสินใจดำเนินคดีตามกฎหมาย พวกเขามองว่านี่คือการซ้ำเติมผู้ประสบภัยที่กำลังลำบากอย่างหนัก
ในขณะเดียวกัน มีวัยรุ่นชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นทีมงานของผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมาที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อให้ปากคำกับตำรวจ เขาออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นคนขับรถพาผู้ก่อเหตุไปเที่ยวผับจริง โดยคืนนั้นผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาอย่างหนักและใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย
วัยรุ่นคนนี้ยังยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองได้โอนเงินส่วนที่เหลือคืนให้ผู้ก่อเหตุไปหมดแล้ว เขาไม่ทราบเลยว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไปทำอะไรต่อ หรือถูกนำไปใช้จ่ายที่ไหนอีก การออกมาชี้แจงครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเงินบริจาคไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เลยแม้แต่น้อย
เสียงเตือนจากคนดัง ระวังภัยบริจาคน้ำท่วม
การเดินทางมาเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเรียกร้องเงินของตนเองคืน แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพรายนี้ไปหลอกลวงผู้อื่นได้อีกในอนาคต ข่าวจาก Amarin TV ระบุว่า อาจารย์เบียร์ต้องการให้ผู้ก่อเหตุออกมาชี้แจงความจริงต่อหน้าสื่อและสังคม เพราะเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้บริจาคเป็นอย่างมาก
อาจารย์เบียร์ยังฝากเตือนสติประชาชนทุกคนที่ต้องการทำบุญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงนี้ ขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนโอนเงิน ควรเลือกบริจาคผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรการกุศลที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งถึงมือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ
ด้านดาราสาว ขวัญ อุษามณี ก็เปิดเผยว่าเธอรู้สึกเสียใจและผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เธอมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต แต่กลับถูกคนฉวยโอกาสนำความเมตตาไปหาผลประโยชน์ คดีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับสังคมไทยในการทำบุญผ่านระบบออนไลน์ ที่มิจฉาชีพมักแฝงตัวมาในรูปแบบของคนดีมีน้ำใจ
บทเรียนสำคัญสำหรับการทำบุญยุคดิจิทัล
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภัยไซเบอร์และการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้นในสังคมปัจจุบัน มิจฉาชีพมักจะใช้ความน่าสงสารหรือสถานการณ์ภัยพิบัติมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นความเห็นใจ เมื่อประชาชนเห็นภาพน้ำท่วมหรือผู้เดือดร้อน ก็มักจะรีบโอนเงินช่วยเหลือโดยไม่ทันได้ตรวจสอบประวัติของผู้รับบริจาคให้ดีเสียก่อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแนะนำว่า ก่อนการบริจาคทุกครั้ง ควรขอรายละเอียดโครงการและตรวจสอบชื่อบัญชีผู้รับโอนให้ชัดเจน หากชื่อบัญชีเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรใดๆ ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน นอกจากนี้ การติดตามผลการดำเนินงานหลังจากการบริจาคก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้คนฉวยโอกาสนำเงินบุญไปใช้ในทางที่ผิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ร่มเกล้า กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามิจฉาชีพคราบนักบุญรายนี้จะได้รับโทษทางกฎหมายที่สาสมกับสิ่งที่ทำไว้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตที่คนไทยควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ดุสิตโพลชี้รัฐบาลอนุทินเรตติ้งตก เซ่นพิษน้ำท่วม-จี้เยียวยา
ราคาน้ำมันพุ่ง! ดีเซลแตะ 42.99 บาท กระทบค่าครองชีพประชาชน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
เชียงใหม่ – เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพระสงฆ์และสามเณรวัดศรีสุพรรณร่วมใจกันสวมบทฮีโร่ วิ่งไล่จับคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุขโมยตู้บริจาคถึงในวัด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยศูนย์วิทยุกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (191) ได้รับแจ้งเหตุและรีบประสานงานทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงรุดลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสอบถามพระลูกวัดทราบว่า คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เข้ามาในวัด ทำทีเหมือนเป็นคนใจบุญมาไหว้พระ ในช่วงเช้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่มาทำงาน เมื่อพระสงฆ์เปิดประตูวิหารและประตูพระอุโบสถ คนร้ายก็ฉวยโอกาสเดินเข้าไปอุ้มตู้บริจาคเหล็กทันที โชคดีที่พระและสามเณรมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงพากันส่งเสียงตะโกนและวิ่งไล่ตามคนร้ายอย่างกระชั้นชิด
ประเด็นสำคัญ
- พระและสามเณรวัดศรีสุพรรณร่วมกันจับกุมโจรขโมยตู้บริจาคไว้ได้ทันควัน
- คนร้ายทิ้งรถบิ๊กไบค์วิ่งหนีเท้าเปล่า แต่ไม่รอดถูกรุมจับกุมในที่สุด
- ผู้ก่อเหตุสารภาพว่าเพิ่งพ้นโทษ และมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาแล้วกว่า 5 ครั้ง
ด้วยความตกใจ คนร้ายพยายามอุ้มตู้บริจาควิ่งหนีไปยังรถบิ๊กไบค์ที่จอดเตรียมไว้ แต่กลุ่มพระและสามเณรวิ่งกรูตามมาอย่างรวดเร็วและไม่ลดละ ทำให้คนร้ายต้องตัดสินใจทิ้งรถจักรยานยนต์ แล้วพยายามหิ้วตู้หนีด้วยเท้าเปล่าออกไปนอกวัด อย่างไรก็ตาม สุดท้ายคนร้ายก็หนีไม่รอดและถูกรุมจับกุมตัวไว้ได้ในที่สุด ส่วนเงินในตู้บริจาคนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากทางวัดมีกิจวัตรในการไขกุญแจเก็บเงินบริจาคออกทุกวันอยู่แล้ว
ประวัติโชกโชน: โจรบิ๊กไบค์สารภาพเคยก่อเหตุซ้ำซาก
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ ตำรวจเชียงใหม่ ได้ทำการสอบสวนผู้ก่อเหตุอย่างละเอียด ซึ่งคนร้ายได้ให้การรับสารภาพอย่างจำนนต่อหลักฐาน เขายอมรับว่าเคยมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เมื่อพ้นโทษออกมาก็ไม่มีงานทำ จึงตัดสินใจกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก โดยก่อนหน้านี้ได้มาตระเวนดูลาดเลาที่วัดศรีสุพรรณอยู่หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจก่อนลงมือจริง
นอกจากนี้ คนร้ายยังสารภาพว่าได้ไปยืมรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ของเพื่อนมาใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ เมื่อตำรวจตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถเถื่อนที่ไม่มีเอกสารและไม่ได้เสียภาษีแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจชายแดนเชียงใหม่ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ด
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจจันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดในกรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน: คนร้ายใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท: เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการพนันออนไลน์: ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในอำเภอพาน พร้อมยึดยาเมทแอมเฟตามีน 96 เม็ด
-
ข่าว - News5 days agoสลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม

