สุขภาพและการแพทย์
สธ.เร่งสื่อสารสยบข่าวลือ “ไวรัสนิปาห์” หลังข้อมูลผิดพลาดแพร่ในออนไลน์
ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ แม้เพื่อนบ้านในภูมิภาคมีความกังวล
กรุงเทพฯ – ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” หลังมีข่าวการระบาดเฉพาะพื้นที่ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ปลายเดือนมกราคม 2026 กรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคนแม้แต่รายเดียว
กระแสกังวลส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือในโลกออนไลน์ ที่พยายามโยงไวรัสเข้ากับค้างคาวในไทย จนหลายคนรู้สึกคล้ายบรรยากาศช่วงเริ่มต้นโควิด-19
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 1998 เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยพาหะหลักคือค้างคาวกินผลไม้ (flying foxes) การติดเชื้อในคนเกิดได้จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ อาหารปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด หรือบางกรณีพบการติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราเสียชีวิตรายงานอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับความพร้อมของระบบรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ ทำให้เมื่อมีการระบาดที่ไหนก็มักถูกจับตาเป็นพิเศษ
ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง
ความไม่สบายใจในไทยรอบนี้เกิดจากโพสต์และข้อความส่งต่อที่ยังไม่ตรวจสอบ บางเนื้อหาบอกว่า “ค้างคาวไทยติดเชื้อจำนวนมาก” และกำลังจะเกิดการระบาดใหญ่ มีการเทียบกับโควิด-19 พร้อมภาพค้างคาวในถ้ำหรือวัดที่ถูกแชร์ต่อใน Facebook และ Line อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนเริ่มเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือกังวลกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การกินผลไม้ทั่วไป
นักวิชาการด้านไวรัส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า เคยมีการตรวจพบแอนติบอดีหรือร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์ในค้างคาวกินผลไม้ในไทยราว 10% ถึง 16% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพื้นที่ที่พบการระบาดบ่อย (บางแห่งพบได้ถึง 40% ถึง 50%) ที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากค้างคาวไปสู่สุกรหรือคนในไทย โดยไทยมีมาตรการป้องกันมานาน เช่น ข้อจำกัดเรื่องการเลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าเป็นการพบเชื้อในสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินทันที
ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่อง “จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เหมือนโควิด-19” หน่วยงานรัฐย้ำความต่างชัดเจนว่า นิปาห์แพร่ได้ยากกว่าโควิด-19 มาก โดยการติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายแบบละอองฝอยทั่วไป จึงไม่ค่อยเกิดการระบาดในชุมชนวงกว้าง หากไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ
เพิ่มการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อกันการนำเชื้อเข้าประเทศ
หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตก (พบ 5 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ไทยจึงกลับมาใช้มาตรการคัดกรองแบบเจาะจงที่สนามบินหลัก
ตั้งแต่ 25 มกราคม 2026 เป็นต้นไป มีการเพิ่มมาตรการที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เบงกอลตะวันตกของอินเดีย ขั้นตอนประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ กรอกแบบฟอร์มสุขภาพ และประเมินอาการในจุดคัดกรอง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก หากพบอาการเข้าข่าย จะถูกส่งต่อไปยังจุดกักกันเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง
ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงยังได้รับ “Health Beware Card” ระบุอาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนะนำให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หากมีอาการภายใน 21 วันหลังเดินทางถึงไทย มาตรการนี้เน้นเที่ยวบินจากโกลกาตาเป็นหลัก และไม่ได้ขยายไปยังผู้เดินทางจากทุกพื้นที่ของอินเดีย เพราะการระบาดยังอยู่ในวงจำกัด
มาตรการเฝ้าระวังในประเทศ เดินตามแนวคิด One Health
นอกเหนือจากสนามบิน ภาครัฐยังขยายการเฝ้าระวังตามแนวคิด “One Health” ที่ทำงานร่วมกันทั้งด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มคำแนะนำสำหรับแหล่งท่องเที่ยวถ้ำและธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการสัมผัสมูลค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง หากสัมผัสควรล้างทำความสะอาดทันที
คำแนะนำต่อประชาชนยังเน้นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้จริง เช่น ล้างมือหลังจับสัตว์ ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลที่ตกพื้น และเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลโตนดสดหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปอินเดีย หน่วยงานรัฐแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ เลี่ยงพื้นที่ระบาด และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
โรงพยาบาลทั่วประเทศถูกสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องแยก บุคลากรเฉพาะทาง และระบบตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตามสุขภาพสัตว์ป่า และการเฝ้าระวังในฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดการข้ามสายพันธุ์สู่คน
ย้ำความมั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท
หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรครุนแรงในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่ไทยยังปลอดผู้ป่วยในคน การคัดกรองตามจุดเสี่ยง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดการด้านสัตว์ป่า ช่วยให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้เป็นระบบ
ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้นิปาห์เป็นเชื้อที่ต้องจับตาเพราะมีโอกาสก่อการระบาด ไทยเลือกแนวทางที่ระมัดระวังแบบพอดี ไม่ทำให้คนตื่นกลัวเกินจำเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรยึดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก มากกว่าข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เมื่อเฝ้าระวังต่อเนื่องและทำตามคำแนะนำพื้นฐาน ประเทศก็พร้อมรับมือหากมีความเสี่ยงใหม่ โดยไม่ต้องกลับไปเจอผลกระทบหนักแบบช่วงโควิด-19 อีกครั้ง
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ
สุขภาพและการแพทย์
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 7 วัน
เชียงราย – กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย ให้เฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่อาจแย่ลงจากฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ พร้อมกับอากาศที่จะอุ่นขึ้นต่อเนื่อง
จากพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน ระบุว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นในช่วงวันที่ 26 ถึง 31 มกราคม 2026 ความเย็นที่เป็นอยู่จะค่อยๆ เบาลง แต่สภาพอากาศที่ลมอ่อนและการระบายอากาศไม่ดี อาจทำให้มลพิษสะสมใกล้พื้นมากขึ้น
อากาศอุ่นขึ้นในหลายพื้นที่ เหนือเด่นสุด เพิ่มราว 1 ถึง 4°C
Thai Meteorological Department (TMD) ระบุว่ามวลอากาศสูงที่ปกคลุมตอนบนของไทยเริ่มอ่อนกำลังลง ส่งผลให้หลายพื้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 4°C โดยภาคเหนือมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดในช่วง 26 ถึง 31 มกราคม
ช่วงเช้ายังมีอากาศเย็นถึงหนาวในหลายจุด อุณหภูมิต่ำสุดราว 14 ถึง 20°C และมีโอกาสเกิดหมอกหรือหมอกลงจัดในหุบเขาและพื้นที่ลุ่ม
ช่วงบ่ายจะอุ่นขึ้นมาก บางพื้นที่อาจแตะ 29 ถึง 33°C ต่างจากช่วงที่อากาศเย็นกว่านี้เมื่อต้นเดือน
พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนก็มีแนวโน้มอุ่นขึ้นเช่นกัน แต่ตอนบนของประเทศจะอุ่นขึ้นเด่นกว่า โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือที่คุ้นชื่ออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพิษณุโลก หลังผ่านระลอกอากาศเย็นปลายเดือนมกราคมที่อุณหภูมิลดลงเหลือเลขหลักสิบกลางๆ เข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว แต่เช้าๆ ยังต้องเตรียมเสื้อกันหนาวไว้
ฝุ่น PM2.5 มีโอกาสเพิ่ม โดยเฉพาะเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม
อากาศที่อุ่นขึ้นมักมาพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้ PM2.5 สูงได้ง่าย เช่น ลมอ่อน การยกตัวของอากาศน้อย และภาวะอุณหภูมิผกผันในตอนเช้า ทำให้ฝุ่นละอองกระจายตัวได้ไม่ดี
กรมอุตุฯ เตือนว่าปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อุตสาหกรรมของภาคเหนือ รวมถึงบางส่วนของภาคกลาง
ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนมกราคม ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่แกว่งขึ้นลง บางวันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับเริ่มกระทบต่อสุขภาพ พยากรณ์ล่าสุดชี้ว่าช่วงปลายเดือนยังมีโอกาสเจอเหตุการณ์ฝุ่นสูงต่อเนื่อง หรือหนักขึ้นได้
พื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ซึ่งมักเจอหมอกควันตามฤดูกาลจากการเผาในที่โล่งและควันข้ามแดน อาจได้รับผลมากขึ้นหากลมยังนิ่ง เมื่อการระบายอากาศลดลง ควันรถ ฝุ่นถนน และควันจากการเผา จะค้างใกล้พื้นนานกว่าเดิม
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนในกรุงเทพฯ ที่บางช่วงฤดูหนาวค่าฝุ่นขึ้นระดับสีส้ม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือลดการเผาในที่โล่ง และลดการใช้รถในวันที่ความเสี่ยงสูง
คำแนะนำด้านสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงต้องระวังมากขึ้น
หน่วยงานสาธารณสุขขอให้กลุ่มที่ไวต่อมลพิษเพิ่มความระมัดระวัง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างหอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ
PM2.5 particles มีขนาดเล็กมาก สามารถลงลึกถึงถุงลมปอด และบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ กระตุ้นอาการหอบ และเพิ่มความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด
แนวทางที่แพทย์มักแนะนำเมื่อค่าฝุ่นสูง ได้แก่
- ลดเวลานอกอาคาร โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ช่วงเช้ามืดและหัวค่ำที่มักมีหมอกและฝุ่นสะสม
- ใส่หน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่ออยู่นอกบ้าน หากค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ปลอดภัย
- ดูแลอากาศในบ้าน ปิดหน้าต่างเมื่อฝุ่นสูง และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA
- ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์จากแอปหรือบริการของหน่วยงานทางการ หรือบริการอย่าง IQAir
ในช่วงที่ PM2.5 หนัก โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ภาคเหนือมักมีผู้ป่วยอาการทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จึงยังย้ำเรื่องพื้นฐานที่ช่วยลดควันและฝุ่น ได้แก่ งดเผาในที่โล่ง เลี่ยงการทำอาหารกลางแจ้งที่เกิดควันมาก และลดการเดินทางด้วยรถที่ไม่จำเป็นในวันที่ค่าฝุ่นพุ่ง
มลพิษฤดูแล้งของไทยมาจากหลายแหล่ง ทั้งไอเสียรถ ฝุ่นก่อสร้าง การปล่อยจากโรงงาน รวมถึงควันจากการเผาพื้นที่เกษตรในไทยและประเทศใกล้เคียง ภาครัฐเพิ่มการตรวจเข้มเรื่องห้ามเผา และผลักดันทางเลือกที่สะอาดขึ้นให้เกษตรกร แต่หมอกควันข้ามแดนยังเป็นโจทย์ที่ควบคุมได้ยาก
พยากรณ์สัปดาห์นี้จึงเป็นสัญญาณว่า อากาศอุ่นขึ้นไม่ได้แปลว่าอากาศจะดีขึ้นเสมอ ช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนจากหนาวจัดไปสู่ช่วงอุ่นขึ้นในกุมภาพันธ์ คนในภาคเหนือและภาคกลางควรตามประกาศจาก TMD และรายงานคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะเช้าที่มีหมอกและบ่ายที่ร้อนขึ้น อาจทำให้ฝุ่นถูกกักไว้ใกล้พื้น และทำให้หลายวันรู้สึกอึดอัดกว่าปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
สุขภาพและการแพทย์
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
กรุงเทพฯ – โพสต์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จำนวนเล็กน้อยในรัฐเวสต์เบงกอลของอินเดีย ทำให้คนไทยบางส่วนกังวล แต่หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเน้นย้ำว่ายังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกในขณะนี้
กรมควบคุมโรค (DDC) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ พร้อมย้ำว่าประเทศมีระบบเฝ้าระวังและรายงานโรคต่อเนื่องมายาวนาน
ในการแถลงข่าวช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รองอธิบดี DDC แอร์ริน ไพทิศ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีเหตุให้กังวล ไทยติดตามโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น นิปาห์ มานานกว่า 20 ปี และไม่เคยพบการติดเชื้อในคน
แม้สถานการณ์ในไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่เพื่อความปลอดภัย หน่วยงานได้กลับมาใช้มาตรการเฝ้าระวังบางอย่างแบบช่วงโควิด โดยเน้นที่นักเดินทางขาเข้า
กลับมาใช้การคัดกรองที่สนามบินแบบช่วงโควิด
เพื่อลดความเสี่ยงการนำเชื้อเข้าประเทศ สนามบินหลักเริ่มนำเครื่องสแกนอุณหภูมิกลับมาใช้อีกครั้ง จุดสำคัญที่เพิ่มความเข้มคือ สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในกรุงเทพฯ รวมถึงสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินเชียงราย
เจ้าหน้าที่ใช้เครื่อง thermo-scan แบบตรวจจับไข้ร่วมกับแบบฟอร์มสุขภาพ และตรวจอาการเบื้องต้นในกรณีที่ผู้โดยสารดูไม่สบาย อาการที่เน้นสังเกต เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะมาก ไอ และหายใจลำบาก
ที่สนามบินเชียงใหม่ ทีมคัดกรองให้ความสำคัญกับเที่ยวบินจากอินเดียเป็นพิเศษ มีการแจกเอกสารให้ข้อมูล และขอให้ผู้เดินทางรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หากเริ่มมีอาการผิดปกติ ส่วนที่เชียงรายซึ่งเป็นประตูสู่พื้นที่ชายแดน และเป็นพื้นที่ที่พบค้างคาวกินผลไม้ได้บ่อย ก็มีการคัดกรองเข้มเช่นกัน โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยทำงานร่วมกับทีมแพทย์ประจำสนามบิน หากพบผู้โดยสารเข้าข่ายป่วย จะมีการแยกประเมินอาการทันที
กระทรวงสาธารณสุขยังเริ่มคัดกรองแบบเจาะจงสำหรับผู้โดยสารจากโกลกาตาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หากพบไข้หรืออาการที่สงสัย จะประเมินทันที และส่งตัวอย่างไปตรวจ RT-PCR ที่ National Institute of Health
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผลตรวจสามารถทราบได้ภายใน 8 ชั่วโมง ช่วยให้จัดการได้เร็วหากพบผู้ป่วยต้องสงสัย
ไวรัสนิปาห์กับค้างคาวกินผลไม้ในไทย
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกี่ยวข้องกับค้างคาวกินผลไม้ในกลุ่ม Pteropus หรือที่คนไทยคุ้นว่า “ค้างคาวแม่ไก่” ค้างคาวกลุ่มนี้อาจเป็นพาหะได้โดยไม่แสดงอาการ และสามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ
ในประเทศไทยพบค้างคาวกินผลไม้หลายชนิด รวมถึง Pteropus lylei อยู่ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ป่า สวนผลไม้ ไปจนถึงชุมชนชนบท และยังพบในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และเชียงราย
งานวิจัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เคยพบแอนติบอดีและสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย โดยมีข้อมูลที่ชี้ไปถึงสายพันธุ์ใกล้เคียงทั้งแบบมาเลเซียและบังกลาเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานในสัตว์ป่า ไทยยังไม่พบการติดเชื้อในคน ผู้เชี่ยวชาญมักอธิบายว่าเกิดจากรูปแบบความเสี่ยงที่ต่างกัน ในบางพื้นที่ของอินเดียและบังกลาเทศ การระบาดเคยเชื่อมโยงกับการดื่มน้ำหวานอินทผลัมสดที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาว
หน่วยงานสาธารณสุขยังย้ำถึงเส้นทางเสี่ยงที่เคยพบในการระบาดก่อนหน้า เช่น การสัมผัสใกล้ชิดกับหมูติดเชื้อ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในการระบาดที่มาเลเซียช่วงปี 1998 ถึง 1999
ถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ความเสี่ยงโดยรวมถือว่ายังต่ำ แม้บางพื้นที่จะมีค้างคาวอาศัยใกล้หมู่บ้านหรือสวนสาธารณะในเมืองก็ตาม
องค์การอนามัยโลกจัดให้นิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่ต้องจับตา เพราะในอดีตมีรายงานอัตราเสียชีวิตราว 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรอง และยังไม่มียารักษาเฉพาะ โรคมักเริ่มจากไข้ แล้วอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดสมองอักเสบ หมดสติ และเสียชีวิต การระบาดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาอยู่ในบางพื้นที่ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำแนะนำสุขภาพ: รับข่าวให้ครบ แต่อย่าตกใจ
หน่วยงานไทยมองว่าเหตุผลที่ยังไม่พบผู้ป่วยในคน มาจากการป้องกันและเฝ้าระวังต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไทยใช้แนวทาง One Health ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เชื่อมงานด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน มีทั้งการเก็บตัวอย่างจากค้างคาว การตรวจติดตามที่เกี่ยวกับปศุสัตว์ และการสื่อสารให้ความรู้ประชาชน
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กล่าวไม่นานมานี้ว่า ไทยนำบทเรียนจากการเฝ้าระวังช่วงโควิดมาใช้เพื่อความพร้อม มาตรการคัดกรองที่เข้มขึ้นเป็นการป้องกันไว้ก่อน ไม่ได้หมายถึงมีภัยคุกคามเฉียบพลัน
รัฐบาลยังขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จ และไม่จำเป็นต้องรีบกักตุนสินค้า ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงควรสังเกตอาการตนเอง 14 วันหลังเดินทางเข้าไทย
ทีมสาธารณสุขยังติดตามสถานการณ์ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงอินเดียที่มีการกักกันบางส่วนหลังพบผู้ป่วยจำนวนจำกัด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสุขภาพระดับภูมิภาค
สรุปตอนนี้ ข้อความสำคัญยังเหมือนเดิม ประเทศไทยมีการคัดกรองที่สนามบินในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย และยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย ประชาชนควรรักษาสุขอนามัยตามปกติ เลี่ยงสัมผัสสัตว์ป่วย และพบแพทย์หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หมู่บ้านต่างๆ ในภูมิภาคทาลยัคของเมียนมาร์กำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มลักพาตัวชาวจีน
สุขภาพและการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุขเตือนว่า จำนวนผู้ป่วยโรคฝีลิงในประเทศไทยเกิน 1,000 รายแล้วตั้งแต่ปี 2022
กรุงเทพฯ – ประเทศไทยพบผู้ป่วย mpox (ชื่อเดิม monkeypox) สะสม เกือบ 1,000 ราย นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดทั่วโลกในปี 2022 อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข โดย ณ ช่วงกลางเดือนมกราคม 2026 ยอดยืนยันสะสมทั่วประเทศอยู่ราว ๆ 1,000 ราย และ กรุงเทพมหานคร ยังเป็นพื้นที่ที่รายงานผู้ติดเชื้อสูงสุดต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 97% เป็น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และหลายรายมีประวัติ มีเพศสัมพันธ์ กับคู่นอนที่ไม่คุ้นเคย
การอัปเดตครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมการเฝ้าระวังที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เพราะการแพร่เชื้อยังเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดเป็นหลัก กรมควบคุมโรคเพิ่มการติดตามสถานการณ์ และกระจายวัคซีน mpox มากกว่า 2,175 โดส ไปยังพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า
ผู้ป่วย mpox เพิ่มในจุดท่องเที่ยว คนไทยและนักท่องเที่ยวควรระวัง
โรคนี้ถูกเรียกว่า mpox มากขึ้น เพื่อช่วยลดตราบาปจากชื่อเดิม โดยภาพรวมในไทยพบมากในคนวัยทำงาน และมีรายงานพบทั้งคนไทยและชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม หน่วยงานสาธารณสุขกังวลเป็นพิเศษในจุดที่คนหนาแน่น เพราะการสัมผัสตัวใกล้ชิดทำให้เสี่ยงแพร่เชื้อได้มากขึ้น
คำแนะนำสำคัญคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่มี ผื่นผิดปกติ ตุ่มน้ำ หรือ ตุ่มหนอง ควรรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือเครื่องนอน หากมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีผื่นขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที และแยกตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อ
จังหวัดที่พบผู้ป่วย mpox สะสมสูง
ข้อมูลของ DDC ระบุว่าพื้นที่ที่พบผู้ป่วยสะสมมากตั้งแต่ปี 2022 ได้แก่
- กรุงเทพมหานคร: 458 ราย (ชาย 454 ราย, หญิง 4 ราย) เป็นศูนย์กลางหลัก สอดคล้องกับจำนวนประชากร แหล่งบันเทิง และการเป็นฮับของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว
- ชลบุรี: 85 ราย (ชาย 84 ราย, หญิง 1 ราย) มีพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีสถานบันเทิงจำนวนมาก
- จังหวัดที่พบเพิ่มและได้รับการจัดสรรวัคซีนแบบเน้นกลุ่มเสี่ยง เช่น เชียงใหม่ และ ภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทางและกิจกรรมท่องเที่ยว
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ป่วยมักกระจุกในเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งที่มีกิจกรรมทางสังคมคึกคัก และการแพร่เชื้อสัมพันธ์กับเครือข่ายการสัมผัสใกล้ชิด
mpox ติดต่อได้อย่างไร และมาจากไหน
mpox เกิดจาก เชื้อไวรัส monkeypox ในกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับไวรัสไข้ทรพิษ โดยมีถิ่นกำเนิดใน แอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก และพบในสัตว์มานาน เช่น หนูและไพรเมต ในอดีตการติดเชื้อในคนพบไม่บ่อย มักเกิดจากการติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น การสัมผัสสัตว์ป่วย การถูกกัดหรือข่วน หรือการจัดการเนื้อสัตว์ป่า
แต่การระบาดทั่วโลกที่เริ่มในปี 2022 เปลี่ยนรูปแบบไปชัดเจน เพราะผู้ป่วยจำนวนมากมาจาก การแพร่จากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยช่องทางหลัก ๆ ได้แก่
- สัมผัสผิวหนังกับผื่น แผล ตุ่ม หรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง
- การมีเพศสัมพันธ์ (ทั้งทางปาก ทางทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ)
- ละอองทางเดินหายใจจากการอยู่ใกล้หน้าใกล้ตากันนาน ๆ (พบได้น้อยกว่า)
- สัมผัสสิ่งของปนเปื้อน เช่น ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า หรือผ้าขนหนู
mpox ไม่ใช่โรคที่แพร่ทางอากาศได้ง่ายแบบไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปต้องมีการสัมผัสค่อนข้างใกล้และนาน การระบาดรอบปี 2022 ทำให้เห็นว่าการติดต่อในกลุ่มที่มีความใกล้ชิดทางกายเกิดขึ้นได้เร็ว โดยเฉพาะในเครือข่ายที่มีการสัมผัสทางเพศ
วิธีป้องกัน mpox ให้เสี่ยงน้อยลง
การป้องกัน mpox เน้นลดการสัมผัสใกล้ชิดและทำพฤติกรรมที่ปลอดภัยมากขึ้น แนวทางที่ทำได้จริง ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังกับคนที่มีผื่น ตุ่มน้ำ หรือรอยโรคที่น่าสงสัย
- ใช้ถุงยางอนามัยและแผ่นยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ (ช่วยได้บางส่วน เพราะรอยโรคอาจอยู่ในจุดที่ปกปิดไม่ได้)
- รักษาความสะอาด ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ ทำความสะอาดพื้นผิว และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
- รับวัคซีน กลุ่มวัคซีนอย่าง JYNNEOS (หรือชนิดเทียบเท่า) ถูกจัดลำดับให้กับกลุ่มเสี่ยงในไทย
- แยกตัวทันทีเมื่อมีอาการ และติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับการตรวจ
การสังเกตอาการตั้งแต่แรก และตรวจให้เร็ว ช่วยลดโอกาสการระบาดเป็นวงกว้างได้มาก
ทำไมผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
ทั้งข้อมูลในไทยและแนวโน้มทั่วโลกชี้ว่า กลุ่ม ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) เป็นสัดส่วนผู้ป่วยสูงมาก โดยในไทยอยู่ราว 97% สาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางระบาดวิทยา ไม่ได้เป็นเพราะร่างกายมีความไวต่อเชื้อมากกว่าใคร
ไวรัสแพร่ได้ดีในเครือข่ายที่มีการสัมผัสใกล้ชิดและมีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับประวัติของผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงการระบาดปี 2022 บางเหตุการณ์ในสถานที่ที่มีการใกล้ชิดกันมาก เช่น งานปาร์ตี้ ซาวน่า หรือการรวมกลุ่มระหว่างเดินทาง ช่วยเร่งการแพร่เชื้อได้
แม้ใครก็มีโอกาสติด mpox ได้ถ้ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แต่รูปแบบผู้ป่วยที่พบตอนนี้ทำให้การสื่อสารเชิงรุก การให้ความรู้ และการฉีดวัคซีนแบบตรงกลุ่ม มีความสำคัญมากขึ้น พร้อมย้ำว่า mpox ไม่ได้จำกัดอยู่ที่รสนิยมทางเพศใดเพศหนึ่ง การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสผิวหนังเป็นหลัก
เมื่อการท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคัก การเฝ้าระวังยังต้องเดินต่อ กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงความเสี่ยงจากสายพันธุ์ที่อาจนำเข้า และขอความร่วมมือให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน รวมถึงปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย เพื่อลดการแพร่เชื้อในชุมชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
วิกฤตมลพิษทางอากาศ PM2.5 เพิ่มความกังวลด้านสุขภาพทั่วประเทศไทย
-
ฟุตบอล6 days ago
บาร์เซโลนาเอาชนะ สลาเวีย ปราก 4-2 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก คลาสสิก
-
ข่าวธุรกิจ6 days ago
การปฏิรูปการนำเงินตราต่างประเทศกลับประเทศของไทยก่อให้เกิดการถกเถียง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจทางหลวงจับคู่รักลอบขนไอซ์กว่า 100 กก
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เทศกาลบอลลูนนานาชาติสิงห์ปาร์คฉลองครบรอบ 10 ปี








