ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจทลายแก๊งค้าของเถื่อน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ในการบุกค้นแยกกัน
กรุงเทพฯ – ตำรวจยืนยัน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ในหลายพื้นที่ของไทย จากปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย “บัญชีม้า” รายใหญ่ การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 7 จุด ในพื้นที่พัทลุงภาคใต้, เชียงใหม่ภาคเหนือ และสุรินทร์ภาคอีสาน…
กรุงเทพฯ – ตำรวจยืนยัน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ในหลายพื้นที่ของไทย จากปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย “บัญชีม้า” รายใหญ่ การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 7 จุด ในพื้นที่พัทลุงภาคใต้, เชียงใหม่ภาคเหนือ และสุรินทร์ภาคอีสาน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุพผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เปิดเผย
ผู้ต้องหาเป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน อายุราวกลาง 30 ปี ถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการสนับสนุนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี">อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งการชักชวนโฆษณา และการจัดหาเลขบัญชีธนาคารหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้อื่นนำไปใช้ก่อคดี จุดจับกุมอยู่ที่บ้านพักในอำเภอเมืองพัทลุง, อำเภอศรีบรรพต และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายนี้เชื่อมโยงคดีหลอกลวงออนไลน์หลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเส้นทางการเงินย้อนกลับไปถึงบัญชีธนาคารที่เปิดในจังหวัดพัทลุง ตามข้อมูลของ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์
เขาระบุว่า กลุ่มดังกล่าวชักชวนคนมากกว่า 30 รายให้เปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชี และเชื่อมโยงคดีฉ้อโกงอย่างน้อย 70 คดี ความเสียหายรวมประมาณ 21 ล้านบาท
“ขบวนการทำงานเป็นเครือข่าย มีขั้นตอนชัดเจน และมีหัวหน้าชาวต่างชาติสั่งการ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า วิธีการคือค่อย ๆ หลอกล่อให้เชื่อและหวังว่าจะได้งาน
คนไทยที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าถูกส่งไปชวนชาวบ้านในพื้นที่ โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ อ้างว่าจะพาไปทำงานแม่บ้านในคาสิโนของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้ระบุ ให้ค่าจ้าง 10,000 ถึง 20,000 บาท สำหรับงาน 2 ถึง 3 วัน
เมื่อมีคนตกลง กลุ่มผู้ก่อเหตุจะให้เปิดบัญชีธนาคารอย่างน้อยคนละ 5 บัญชี พร้อมบัตรเอทีเอ็ม และให้เตรียมพาสปอร์ตเพื่อเดินทางข้ามแดน จากนั้นจะมีผู้ต้องหาบางส่วนทำหน้าที่ประสานงานและพาไปยังจุดนัดหมาย ก่อนส่งต่อให้ผู้บงการ
บัญชีม้าถูกใช้งานจนถูกอายัดและใช้ต่อไม่ได้ เมื่อหมดประโยชน์ก็ส่งคนที่ถูกพาไปกลับไทย บัญชีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น หลอกลงทุนออนไลน์ และหลอกกู้เงิน
ผู้ต้องหาบางรายยอมรับว่าเคยชวนคนในพื้นที่ไปเปิดบัญชี แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงโดยตรง
ตำรวจระบุว่า มีหลักฐานดิจิทัล ทั้งข้อมูลธุรกรรมและการติดต่อสื่อสารออนไลน์กับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหัวหน้าขบวนการ จึงใช้เป็นฐานในการจับกุม ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ
บังคับใช้กฎหมายบัญชีม้า
บัญชีม้า คือบัญชีธนาคารหรือบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปิดในชื่อคนหนึ่ง แต่ถูกคนร้ายนำไปใช้รับโอนเงิน หมุนเงิน หรือฟอกเงิน เงินเหล่านี้มักมาจากคดีหลอกลวงออนไลน์ เช่น หลอกลงทุน, คอลเซ็นเตอร์, หลอกรัก (romance scam) หรืออาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบอื่น เครือข่ายมักหาคนผ่านโฆษณางานในโซเชียลที่อ้างว่าได้เงินจริงง่าย มีรางวัล หรือทำงานที่บ้าน บางคนถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว แต่บางคนยอมทำเพื่อค่าตอบแทนเล็กน้อย (ไม่กี่พันบาทต่อบัญชี)
ไทยเผชิญปัญหาบัญชีม้าเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลัง โดยทางการเคยประเมินว่าอาจมีบัญชีม้าใช้งานอยู่ได้ถึง 1 ล้านบัญชี ในบางช่วง ตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าความเสียหายจากคดีหลอกลวงเกิน 1 แสนล้านบาท ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เร่งกวาดล้าง ทั้ง สำนักงาน ปปง. (AMLO), ธนาคารแห่งประเทศไทย, ก.ล.ต. (SEC) และตำรวจ มีการปิดบัญชีต้องสงสัยจำนวนมาก รวมแล้วมากกว่า 580,000 บัญชี ตั้งแต่ปลายปี 2023 และจับกุมผู้ต้องหาหลายพันราย
บทลงโทษเกี่ยวกับบัญชีม้าถูกเข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังมีการแก้ไข กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ และ กฎหมายธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในปี 2025 โทษหลัก ๆ ได้แก่
- คนที่เปิดบัญชี, ยอมให้ผู้อื่นใช้, ขาย หรือให้เช่าบัญชี (รวมถึงบัญชีดิจิทัลหรือคริปโต) เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี, ปรับไม่เกิน 300,000 บาท, หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ผู้ที่รับจ้างหาคน หรือจัดการเป็นขบวนการแบบ “ฟาร์มบัญชีม้า” เสี่ยงโทษหนักขึ้น จำคุก 2 ถึง 5 ปี และปรับ 200,000 ถึง 500,000 บาท
- หากโยงถึงความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โทษอาจสูงถึงจำคุก 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท (หรือมากกว่านั้นตามความเสียหาย) พร้อมมาตรการยึดทรัพย์
แม้คนที่อ้างว่าไม่รู้เรื่องก็ยังเสี่ยงถูกอายัดบัญชี ถูกตรวจสอบ หรือถูกปิดถาวร ในคดีใหญ่บางคดี ศาลเคยลงโทษหนัก เช่น จำคุก 14 ถึง 18 ปี กับกลุ่มที่ช่วยให้เกิดการหลอกลวงวงกว้าง หน่วยงานรัฐย้ำให้ประชาชนเลี่ยงข้อเสนอที่เกี่ยวกับการให้ยืมหรือแชร์บัญชี เพราะเงินไม่กี่พันบาท ไม่คุ้มกับผลกระทบระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
เชียงรายยินดีต้อนรับเหล่าฮีโร่ผู้ชนะการแข่งขันแกะสลักหิมะชิงแชมป์โลกที่เมืองฮาร์บินกลับมาอีกครั้ง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจจันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดในกรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน: คนร้ายใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท: เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการพนันออนไลน์: ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่าขบวนการค้ายาเสพติดชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าว - News4 days agoสลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเชียงรายอัปเกรดระบบเตือนภัยน้ำท่วม-ดินถล่ม รับมือภัยพิบัติ

