ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ในแมนเชสเตอร์ดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด วันที่ 17 มกราคม 2026 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้หนักแน่นและเอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เกมนี้ถือเป็นการเริ่มงานที่สวยงามของกุนซือชั่วคราว ไมเคิล คาร์ริค หลังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องผู้จัดการทีม และยังเป็นการล้างแค้นจากความพ่ายแพ้ 0-3 ที่เอติฮัดเมื่อเดือนกันยายนด้วย
ตลอดเกม ยูไนเต็ดคุมจังหวะได้หลายช่วง เล่นด้วยความดุดัน เปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็ว และจบสกอร์ได้คม แม้จะมีถึงสามประตูที่ถูกริบคืนเพราะล้ำหน้าแบบเฉียดฉิว และยิงชนเสา, คานรวมสองครั้ง แต่ภาพรวมแล้วสามแต้มเป็นของเจ้าบ้านแบบสมควร ผลนี้ยังดันให้พวกเขาขยับขึ้นไปเกาะกลุ่มท็อปไฟว์ของตารางพรีเมียร์ลีกชั่วคราว ขณะที่ซิตี้สะดุดหนักในการลุ้นแชมป์ และอาจตามหลังจ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลถึงเก้าแต้ม ขึ้นอยู่กับผลคู่อื่น

ครึ่งแรก ยูไนเต็ดบุกมากกว่า แต่ยังไม่เป็นสกอร์
เริ่มเกมมา ยูไนเต็ดเร่งเพรสตั้งแต่ต้น และเกือบได้ประตูเร็วจากลูกโหม่งของ แฮร์รี แม็กไกวร์ ที่ชนคานจากเตะมุมของ บรูโน แฟร์นันด์ส เจ้าบ้านคิดว่าขึ้นนำได้ถึงสองครั้งในครึ่งแรก จาก อาหมัด ดิยัลโล และ บรูโน แฟร์นันด์ส แต่ทั้งสองจังหวะถูก VAR จับล้ำหน้าแบบก้ำกึ่ง
ฝั่งซิตี้ต่อบอลได้เยอะตามสไตล์ แต่จังหวะเข้าทำไม่ไหลลื่น เออร์ลิง ฮาลันด์ แทบไม่มีบทบาท (สัมผัสบอลเพียง 14 ครั้งก่อนถูกเปลี่ยนตัว) อีกจุดที่เป็นประเด็นคือ ดีโอโก ดาโลต์ รอดพ้นใบแดงจากจังหวะเข้าปะทะสูงใส่ เฌเรมี โดกู ได้แค่ใบเหลืองเท่านั้น ถึงซิตี้จะครองบอลมากกว่า แต่แนวรับยูไนเต็ดจัดระเบียบดี เกมจบครึ่งแรกที่ 0-0

ครึ่งหลังยิงสองเม็ด Mbeumo กับ Dorgu ปิดงาน
ประตูแรกมาในนาทีที่ 65 จากเกมสวนกลับที่ชัดเจน หลังเคลียร์ลูกฟรีคิกของซิตี้ได้ ยูไนเต็ดพาบอลขึ้นหน้าแบบเร็วเป็นจังหวะ 4 ต่อ 2 บรูโน แฟร์นันด์ส ชะลอจังหวะได้พอดี ก่อนจ่ายให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ หลุดไปยิงผ่าน จานลุยจิ ดอนนารุมมา เข้าไปอย่างเยือกเย็น เป็นประตูที่ 7 ของเขาในลีกฤดูกาลนี้ เสียงเฮดังสนั่นทั้งสนาม และคาร์ริคก็ฉลองเต็มอารมณ์ข้างเส้น
ยูไนเต็ดหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 76 จากการต่อบอลขึ้นเกมแบบใจเย็น ก่อนเปิดจากฝั่งขวาไปถึง แพทริก ดอร์กู ที่เติมมาสอดเข้ามุมเสาไกลแบบไร้ตัวประกบ และซัดจ่อๆ ไม่พลาด ประตูนี้ย้ำภาพรวมของเกมที่ยูไนเต็ดเหนือกว่า โดยซิตี้มีโอกาสยิงเข้ากรอบเพียงครั้งเดียวตลอด 90 นาที
ช่วงท้ายเกม ยูไนเต็ดเคยส่งบอลเข้าประตูอีกครั้งจาก เมสัน เมานต์ แต่ก็ถูกจับล้ำหน้าอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เจ้าบ้านคุมจังหวะปิดเกมได้เรียบร้อยจนจบ

สรุปสถิติและฟอร์มเด่นในเกม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: นักเตะเด่นและตัวเลขสำคัญ
- บรูโน แฟร์นันด์ส: แอสซิสต์ประตูแรก, ปั้นเกมต่อเนื่องทั้งเกม
- ไบรอัน เอ็มเบอโม่: ทำประตู (นาที 65), อันตรายในจังหวะสวนกลับ
- แพทริก ดอร์กู: ทำประตู (นาที 76), เติมเกมได้ดี
- อาหมัด ดิยัลโล: สร้างปัญหาด้วยการวิ่งทะลุช่อง, มีส่วนร่วมในเกมรุก
- ครองบอล: 31.9%
- ยิงเข้ากรอบ: 7 ครั้ง
- ยิงรวม: มากกว่าซิตี้ (ไม่ได้ระบุตัวเลขแน่ชัด แต่ภาพรวมเหนือกว่า)
แมนเชสเตอร์ ซิตี้: ภาพรวมฝั่งทีมเยือน
- เออร์ลิง ฮาลันด์: มีส่วนกับเกมน้อย, ถูกเปลี่ยนตัว, ยังไม่มีประตูจากโอเพนเพลย์ใน 7 นัดหลัง
- เป๊ป กวาร์ดิโอลา ให้สัมภาษณ์หลังเกม: “The better team won… they had an energy we didn’t have.”
- ครองบอล: 68.1%
- ยิงเข้ากรอบ: 1 ครั้ง
- ภาพรวม: ขาดความเข้มและไอเดียในพื้นที่สุดท้าย
ชัยชนะนัดนี้สะท้อนสไตล์ของยูไนเต็ดภายใต้คาร์ริคที่เน้นวินัย เกมโต้กลับเร็ว และความทุ่มเทเป็นทีม ส่วนกวาร์ดิโอลาก็ยอมรับตรงๆ ว่ายูไนเต็ดดีกว่าในวันนั้น
ผล 2-0 ในศึก Manchester United vs Manchester City 2-0 ช่วยเพิ่มความหวังของยูไนเต็ดในการลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีก และทำให้เส้นทางลุ้นแชมป์ของซิตี้สะดุดครั้งใหญ่ โอลด์ แทรฟฟอร์ดกลับมาคึกคักอีกครั้ง และแมนเชสเตอร์ในคืนนี้เป็นสีแดง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
เอซี มิลาน ฮึดครึ่งหลัง พลิกชนะ โคโม 3-1 เกมเซเรีย อา สุดเดือด
ฟุตบอล
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ยืนหยัด เสมออาร์เซนอลจ่าฝูง 0-0 แบบเข้มข้นที่ซิตี้ กราวด์
น็อตติงแฮม — เกมพรีเมียร์ลีกที่ซิตี้ กราวด์ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 จบลงแบบไม่มีสกอร์ หลัง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ต้านทานความกดดันได้ตลอด 90 นาที และแบ่งแต้มกับ อาร์เซนอล จ่าฝูงด้วยสกอร์ 0-0 ผลเสมอนี้ทำให้อาร์เซนอลทิ้งห่างหัวตารางเป็น 7 แต้ม หลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้แพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก่อนหน้านั้น แต่ทีมของมิเกล อาร์เตต้ายังรู้สึกเสียดาย เพราะมีโอกาสดีหลายครั้งที่น่าจะปิดเกมได้
รูปเกมชัดเจนตั้งแต่ต้น ฟอเรสต์ที่อยู่อันดับ 17 และนำโซนตกชั้น 5 แต้ม เล่นเป็นระเบียบภายใต้การคุมทีมของฌอน ไดช์ ตั้งรับเป็นบล็อกแน่นและบีบพื้นที่ได้ดี ส่วนอาร์เซนอลครองบอลมากกว่า สร้างจังหวะเข้าทำได้เยอะกว่า แต่จบไม่ลง เจอทั้งเซฟสำคัญและการสกัดในจังหวะสุดท้าย

ไฮไลต์เกม
ครึ่งแรกค่อนข้างอึดอัด อาร์เซนอลคุมบอลได้ แต่เจาะแนวรับที่ยืนชิดกันของฟอเรสต์ลำบาก กาเบรียล มาร์ติเนลลีได้ลุ้นจากมุมแคบหลังสวนกลับเร็ว แต่ยิงหลุดกรอบ วิคตอร์ กีออเคเรสลองส่องลูกแฉลบให้มัตซ์ เซลส์ต้องออกแรงเซฟ ทว่าทีมเจ้าบ้านยังรักษาแผนได้ตามเดิม
เกมเริ่มเปิดมากขึ้นหลังผ่านชั่วโมง เมื่ออาร์เซนอลส่งบูกาโย ซาก้าลงสนาม ซาก้าทันทีที่ลงมาก็เพิ่มความเร็วให้เกมริมเส้น เปิดบอลอันตรายจนเดแคลน ไรซ์ได้วอลเลย์ แต่เซลส์รับไว้ไม่ยาก นาทีที่ 68 ซาก้าโหม่งจากลูกเปิดของไรซ์ บอลลอยไปทางมุมบนเหมือนจะเข้าอยู่แล้ว แต่เซลส์พุ่งปัดปลายมือออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม
จังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกิดขึ้นช่วงท้ายเกม บอลจากฝั่งขวาไปโดนแขนของโอลา ไอน่า นักเตะอาร์เซนอลและทีมงานประท้วงหนักเพื่อเอาจุดโทษ แต่ไมเคิล โอลิเวอร์ปล่อยให้เล่นต่อ และ VAR ยืนยันคำตัดสิน โดยมองว่าบอลไปโดนไหล่ก่อน และแขนอยู่ในท่าทางธรรมชาติ หลังเกมอาร์เตต้าแสดงความไม่พอใจชัดเจน โดยบอกว่าเป็น “จุดโทษชัดๆ”
ฝั่งฟอเรสต์แทบไม่ได้มีโอกาสจบแบบตรงกรอบเลย แต่เกมรับที่เป็นระบบของพวกเขา โดยมีมูริลโลกับนิโคลา มิเลนโควิชคุมแนวหลัง ช่วยปิดพื้นที่ได้ตลอด ทำให้อาร์เซนอลหงุดหงิด ผลเสมอนี้ยังเป็น 0-0 เกมลีกนัดที่ 2 ติดต่อกันของอาร์เซนอล ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นกับทีมที่ขึ้นชื่อว่าเกมรุกจัดจ้าน

สถิติเกมของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 40% |
| จำนวนยิง | 4 |
| ยิงเข้ากรอบ | 0 |
| เตะมุม | 2 |
| ฟาวล์ | 11 |
| ใบเหลือง | 2 |
| เซฟสำคัญ (มัตซ์ เซลส์) | 4 |
แนวรับของฟอเรสต์ รวมถึงฟอร์มเด่นของเซลส์และไอน่า ได้รับคำชมหลังเก็บคลีนชีตใส่ทีมที่เกมรุกอันตรายที่สุดทีมหนึ่งของลีก

สถิติเกมของอาร์เซนอล
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 60% |
| จำนวนยิง | 14 |
| ยิงเข้ากรอบ | 5 |
| เตะมุม | 7 |
| ฟาวล์ | 9 |
| ใบเหลือง | 1 |
| โอกาสทองที่พลาด | 3 |
แม้จะเป็นฝ่ายคุมเกมและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่อาร์เซนอลเปลี่ยนความกดดันเป็นประตูไม่ได้ โดยเซลส์ถูกยกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของเกมจากจังหวะเซฟหลายครั้ง
ผลเสมอทำให้อาร์เซนอลยังอยู่ในจุดที่ดีของการลุ้นแชมป์ แต่ก็ทิ้งความรู้สึกค้างคาว่าแต้มที่หลุดไปอาจสำคัญ ขณะที่ฟอเรสต์ได้กำลังใจเต็มๆ จากการหยุดทีมจ่าฝูงไว้ได้ ทั้งสองทีมเตรียมไปโฟกัสนัดถัดไป อาร์เซนอลมีคิวเจออินเตอร์ มิลานในแชมเปียนส์ลีก ส่วนฟอเรสต์มีโปรแกรมฟุตบอลยุโรปในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก
เกมนี้ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า พรีเมียร์ลีกยังไม่จบง่ายๆ เพราะแต้มที่หายไปในวันที่เจอทีมรองบ่อนที่เล่นมีวินัย อาจย้อนกลับมามีผลตอนท้ายฤดูกาลได้เสมอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ลิเวอร์พูลสะดุดอีกครั้ง, เปิดแอนฟิลด์เจ๊าเบิร์นลีย์ 1-1 แบบน่าหงุดหงิด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ฟุตบอล
ลิเวอร์พูลสะดุดอีกครั้ง, เปิดแอนฟิลด์เจ๊าเบิร์นลีย์ 1-1 แบบน่าหงุดหงิด
ลิเวอร์พูลเจองานหนักตามเดิมเวลาเจอทีมที่ตั้งรับลึก, เกมพรีเมียร์ลีกวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 ที่แอนฟิลด์จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 กับ เบิร์นลีย์ ทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น แม้ทีมของ อาร์เน่ สล็อต จะครองบอลมากกว่าและบุกแทบทั้งเกม แต่ก็เก็บได้แค่แต้มเดียวในบ้านอีกครั้ง นี่เป็นการเสมอในลีก 4 นัดติด และแม้ยังไม่แพ้ แต่เกมรุกยังจบสกอร์ไม่คมพอ
เกมนี้เป็นนัดที่ 22 ของฤดูกาล 2025-26 ลิเวอร์พูลยิงรวม 32 ครั้ง (เข้ากรอบ 11) และค่า xG เกือบแตะ 3.0 แต่ทำได้แค่ประตูเดียว ส่วนเบิร์นลีย์ที่ไม่ชนะในพรีเมียร์ลีกมา 13 นัดก่อนหน้านี้ ยืนระบบ 5-4-1 แน่นๆ แล้วใช้โอกาสจากการยิงเข้ากรอบครั้งเดียว เปลี่ยนเป็นแต้มสำคัญในการลุ้นอยู่รอด

ครึ่งแรก: ลิเวอร์พูลบุกต่อเนื่อง แต่ทิ้งโอกาสสำคัญ
ลิเวอร์พูลออกสตาร์ตได้ดี ขยับบอลเร็วและพยายามเจาะแนวรับที่ถอยต่ำของเบิร์นลีย์ โอกาสช่วงต้นเป็นของ มิลอส เคอร์เคซ และ โคดี กัคโป แต่ มาร์ติน ดูบราฟก้า ยังเซฟช่วยทีมเยือนไว้ได้
จังหวะที่น่าจะเปลี่ยนเกมเกิดขึ้นเมื่อ กัคโป ถูกทำฟาวล์ในเขตโทษโดย ฟลอเรนติโน ลุยส์ ผู้ตัดสินให้จุดโทษทันที โดมินิก โซโบสไล รับหน้าที่สังหาร แต่ยิงไปชนคานแบบน่าเสียดาย ทำให้เบิร์นลีย์รอดตัวไปอีกครั้ง
ลิเวอร์พูลยังเดินหน้ากดดันไม่หยุด ก่อนหมดครึ่งแรก ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ทำให้แอนฟิลด์ได้เฮ จากจังหวะรับบอลต่อจาก เคอร์ติส โจนส์ แล้วกดเต็มข้อจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุมบนอย่างสวยงาม เจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0 ตอนพักครึ่งตามภาพรวมของเกม

ครึ่งหลัง: เบิร์นลีย์เอาคืน, ลิเวอร์พูลจบไม่ลง
กลับมาครึ่งหลัง เบิร์นลีย์เพิ่มความดุดันขึ้น และเกือบได้ประตูจากจังหวะสวนกลับที่ทำให้ อิบราฮิมา โกนาเต้ เกือบสกัดเข้าประตูตัวเอง แต่ อลิสซง เบ็คเกอร์ ยังป้องกันไว้ได้ทัน
นาที 65 เบิร์นลีย์ตามตีเสมอสำเร็จ จากความผิดพลาดตอนลิเวอร์พูลพยายามต่อบอลจากแดนหลัง บอลหลุดมาเข้าทาง มาร์คัส เอ็ดเวิร์ดส์ ที่รับต่อจาก ฟลอเรนติโน ก่อนจบสกอร์ผ่านอลิสซงเข้าไปเป็น 1-1
หลังเสียประตู บรรยากาศในสนามเริ่มหงุดหงิด ลิเวอร์พูลเร่งเกมช่วงท้าย ส่งตัวสำรองอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ เฟเดริโก เคียซ่า ลงมาเติมความสด แต่ยังเจาะไม่เข้า แนวรับเบิร์นลีย์ช่วยกันบล็อกและเคลียร์แบบถวายชีวิต โดยเฉพาะ บาชีร์ ฮัมฟรีส์ ที่มีจังหวะสกัดบนเส้น ช่วยให้ทีมเยือนประคองแต้มกลับบ้านได้

สถิติเด่นของเกม
ตัวเลขชี้ชัดว่าลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายคุมเกม: ครองบอล 73%, ยิง 32 ครั้งต่อ 7 ครั้ง และเข้ากรอบ 11 ครั้ง ขณะที่เบิร์นลีย์เข้ากรอบแค่ครั้งเดียว แต่ผลการแข่งขันก็ย้ำปัญหาเดิมของทีมสล็อต เวลาเจอทีมตั้งโซนแน่นและรอจังหวะสวน
ผลงานเด่นของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | เรตติ้ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Alisson Becker | GK | 6 | เซฟสำคัญจากจังหวะเกือบเข้าประตูตัวเอง |
| Jeremie Frimpong | RB | 7 | เติมเกมริมเส้นต่อเนื่อง |
| Virgil van Dijk | CB | 7 | คุมแนวรับได้ดี |
| Ibrahima Konate | CB | 6 | มีจังหวะเสี่ยงเกือบทำเข้าประตูตัวเอง |
| Milos Kerkez | LB | 7 | เปิดบอลอันตรายหลายครั้ง |
| Ryan Gravenberch | CM | 7 | คุมจังหวะกลางสนาม |
| Curtis Jones | CM | 7 | แอสซิสต์ให้เวิร์ตซ์ยิงนำ |
| Dominik Szoboszlai | AM | 6 | พลาดจุดโทษ |
| Florian Wirtz | AM | 8 | ยิงประตูสุดสวย (เด่นสุดของทีม) |
| Cody Gakpo | FW | 6 | เรียกจุดโทษและได้โอกาสหลายครั้ง |
| Hugo Ekitike | FW | 7 | สร้างปัญหาให้แนวรับคู่แข่งตลอดเกม |
ฝั่ง เบิร์นลีย์ เกมรับทำงานหนักและทำได้ตามแผน
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | เรตติ้ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Martin Dubravka | GK | 8 | เซฟหลายจังหวะ ช่วยทีมอยู่ในเกม |
| Axel Tuanzebe | CB | 7 | เข้าปะทะแข็งแรง |
| Bashir Humphreys | CB | 8 | เคลียร์บนเส้น, เด่นมาก |
| Maxime Esteve | CB | 7 | จัดระเบียบเกมรับดี |
| Kyle Walker | RWB | 7 | ช่วยปิดพื้นที่ฝั่งขวา |
| Lesley Ugochukwu | CM | 7 | ตัดเกมและไล่บี้กลางสนาม |
| Florentino Luis | CM | 6 | จ่ายให้เอ็ดเวิร์ดส์ก่อนตีเสมอ |
| Pires | CM | 7 | วิ่งไม่มีหมด ช่วยเกมรับตลอด |
| Marcus Edwards | AM | 8 | ยิงประตูตีเสมอสำคัญ |
| Jaidon Anthony | LWB | 7 | มีบทบาทตอนสวนกลับ |
| Armando Broja | FW | 6 | พักบอลช่วยทีมขึ้นเกม |

ผลเสมอนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลอยู่อันดับ 4 มี 36 แต้ม นำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 แต้ม แต่พลาดโอกาสไล่จี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 ส่วนเบิร์นลีย์ยังอยู่อันดับ 19 มี 14 แต้ม ตามโซนปลอดภัย 7 แต้ม แต่แต้มที่แอนฟิลด์ช่วยเพิ่มความหวังในการหนีตกชั้น
ภาพรวมแล้ว นี่คืออีกเกมที่ลิเวอร์พูลครองทุกอย่าง แต่เปลี่ยนความเหนือกว่าให้เป็นชัยชนะไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมท้ายตารางหรือทีมน้องใหม่ที่มาเน้นรับแน่นและรอสวนกลับในจังหวะเดียวให้คุ้มที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ฟุตบอล
เอซี มิลาน ฮึดครึ่งหลัง พลิกชนะ โคโม 3-1 เกมเซเรีย อา สุดเดือด
โคโม, อิตาลี, 15 มกราคม 2026 , เอซี มิลาน งัดฟอร์มครึ่งหลังกลับมาเอาชนะ โคโม 3-1 ที่สนาม Stadio Giuseppe Sinigaglia หลังโดนนำก่อนตั้งแต่ต้นเกม ชัยชนะนัดนี้ช่วยให้ รอสโซเนรี เดินหน้าลุ้นแชมป์ต่อ ลดช่องว่างกับจ่าฝูง อินเตอร์ มิลาน และสะท้อนให้เห็นทีมสปิริตภายใต้การคุมทีมของ มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี
เกมนี้เป็นนัดตกค้างแมตช์เดย์ 16 โดยฝั่งเจ้าถิ่นของ เชสก์ ฟาเบรกาส ออกสตาร์ตได้คึกคัก ครองบอลและสร้างโอกาสได้เยอะกว่า แต่สุดท้าย มิลาน ใช้ความเฉียบคมในจังหวะสำคัญและการเซฟของแนวรับกับผู้รักษาประตูเป็นตัวชี้ขาด

โคโมช็อกแฟนทีมเยือน ตั้งแต่นาทีที่ 10
โคโมขึ้นนำเร็วในนาทีที่ 10 จากลูกเตะมุมที่ Martin Baturina เปิดเข้ามา และเป็น Marc-Oliver Kempf ที่โถมขึ้นโหม่งเต็มๆ ส่งบอลตุงตาข่าย เจ้าถิ่นได้รางวัลจากการเพรสสูงและความดุดันช่วงต้นเกม โดย Nico Paz กับ Lucas Da Cunha มีจังหวะลองยิงหลายครั้งจน Mike Maignan ต้องออกแรงเซฟ
ฝั่ง มิลาน ช่วงครึ่งแรกยังต่อเกมไม่ค่อยติด แต่เริ่มตั้งหลักได้มากขึ้นเรื่อยๆ Youssouf Fofana มีจังหวะยิงให้ Jean Butez ต้องปัดทิ้ง ทว่าโคโมยังอันตรายเวลาโต้กลับ และทำให้เกมเปิดตลอด
จุดเปลี่ยนก่อนพักครึ่ง, มิลานได้จุดโทษตีเสมอ
ก่อนหมดครึ่งแรกไม่นาน เกมเปลี่ยนทิศ เมื่อ Kempf ไปทำฟาวล์ใส่ Adrien Rabiot ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที Christopher Nkunku รับหน้าที่สังหาร และยิงเรียดเข้าประตู แม้ Butez จะโดนบอลแต่เอาไม่อยู่ ประตูตีเสมอเกิดขึ้นในนาที 45+1 ทำให้ มิลาน กลับมาลุ้นต่อด้วยสกอร์ 1-1 และได้ความมั่นใจเพิ่มก่อนลงครึ่งหลัง

ราบิโอต์กดสองเม็ด, มิลานปิดงาน 3-1
ครึ่งหลังเป็นของทีมเยือนอย่างชัดเจน นาทีที่ 55 Rafael Leão โชว์คุณภาพ คุมบอลจากการวางยาว เปลี่ยนจังหวะตัดเข้าใน แล้วหยอดบอลไปให้ Rabiot กลางเขตโทษ มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสพักอกหนึ่งจังหวะก่อนวอลเลย์เสียบมุมล่าง พามิลานแซงนำ 2-1
โคโมไม่ยอมง่ายๆ เดินหน้าหาประตูตีเสมอ และยังมีโอกาสจะแจ้งหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะของ Paz ที่กดดันแนวรับมิลานต่อเนื่อง แต่ Maignan เซฟสำคัญหลายหนจนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคนเด่นของเกม ช่วยให้ทีมเยือนยังนำอยู่
นาทีที่ 88 Rabiot มายิงปิดกล่องด้วยลูกส่องไกลเรียดแรงจากนอกกรอบ บอลพุ่งเสียบมุมแบบเด็ดขาด กลายเป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้ และยืนยันสกอร์ 3-1 หลังมิลานสวนกลับเร็วจากพื้นที่ว่างที่โคโมทิ้งไว้ตอนเติมเกมบุก

คนเด่นของเกม และผลที่ตามมาในตารางคะแนน
Rabiot คือไฮไลต์ด้วยผลงานกดสองประตูและคุมจังหวะในแดนกลาง ขณะที่ Leão ทำแอสซิสต์สำคัญ และ Nkunku ก็ใจนิ่งจากลูกจุดโทษ ส่วน Maignan โชว์ซูเปอร์เซฟหลายครั้ง รวมแล้วมี 8 เซฟ ช่วยให้ทีมไม่เสียประตูเพิ่มในช่วงที่โดนบุกหนัก
ด้านโคโม แม้แพ้แต่ภาพรวมยังน่าชื่นชม และยังอยู่ในเส้นทางลุ้นพื้นที่ยุโรป อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดเกมรับในจังหวะสำคัญทำให้ต้องจ่ายแพง
ชัยชนะนัดนี้ยังต่อยอดสถิติไร้พ่ายของมิลานในเซเรีย อา และทำให้พวกเขายึดอันดับ 2 ต่อไป พร้อมโมเมนตัมที่ดี ก่อนโปรแกรมถัดไป
สถิติทีมโคโม (ภาพรวมหลังเกม)
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| ครองบอล | ~58% |
| โอกาสยิง (รวม) | 18 |
| ยิงเข้ากรอบ | 8+ |
| Expected Goals (xG) | ~1.78 |
| เตะมุม | เยอะ |
| โอกาสจบแบบจะแจ้ง | หลายครั้ง |
สถิติเกมของเอซี มิลาน (ภาพรวมหลังเกม)
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| ครองบอล | ~42% |
| โอกาสยิง (รวม) | 7 |
| ยิงเข้ากรอบ | คม |
| Expected Goals (xG) | ~1.28 |
| ประตูจากลูกตั้งเตะหรือจุดโทษ | 2 |
| เซฟ (Maignan) | 8 |
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อาร์เซนอลเอาชนะเชลซี 3-2 ในเกมแรกของรอบรองชนะเลิศคาราบาวคัพที่ดุเดือด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoท่องเที่ยวเชียงรายกำลังเจอทางแยกใหญ่, จะเป็นแค่จุดแวะหรือปลายทางจริงจัง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoลูกชายติดยาเสพติดแทงแม่วัย 64 ปีเสียชีวิตที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในจังหวัดเชียงราย
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoรถตู้ระเบิด!! คนขับเสียชีวิตหลังจากรถตู้โดยสารของเขาลุกไหม้เป็นไฟ
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อดึงดูดดิสนีย์แลนด์มาตั้งอยู่ในประเทศไทย

