Connect with us

ข่าวระดับชาติ - National

รถตู้ระเบิด!! คนขับเสียชีวิตหลังจากรถตู้โดยสารของเขาลุกไหม้เป็นไฟ

Published

on

รถตู้ระเบิด!! คนขับเสียชีวิตหลังจากรถตู้โดยสารของเขาลุกไหม้เป็นไฟ

กรุงเทพฯ – กำแพงเพชร รถตู้ทะเบียนกรุงเทพฯ ขับขาล่องพุ่งชนเสาป้ายไฟ LED บริเวณด่านชั่งน้ำหนักกำแพงเพชร ก่อนเกิดระเบิดและไฟลุกท่วมทั้งคัน คนขับถูกไฟคลอกเสียชีวิตคาที่ พบถัง NGV 2 ถังติดอยู่ท้ายรถ

วันนี้ (11 ม.ค. 69) ร.ต.อ.ปรัชญา ทาบ้านฆ้อง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร รับแจ้งเหตุรถตู้ชนเสาป้ายไฟ LED ของด่านชั่งน้ำหนักกำแพงเพชร มีไฟไหม้รุนแรงและมีคนติดอยู่ภายใน 1 ราย เหตุเกิดราว 05.20 น. จึงลงพื้นที่พร้อมอาสากู้ภัยมูลนิธิกำแพงเพชรสว่างธรรมสถาน และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.อ่างทอง

รถตู้ระเบิด!! คนขับเสียชีวิตหลังจากรถตู้โดยสารของเขาลุกไหม้เป็นไฟ

จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณจุดกลับรถ (ยูเทิร์น) ท่าเสากระโดง หมู่ 2 ต.อ่างทอง อ.เมืองกำแพงเพชร พบรถตู้ไม่ทราบยี่ห้อ ทะเบียน 32-2674 กรุงเทพมหานคร ถูกไฟลุกไหม้คลุมทั้งคัน เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำควบคุมเพลิง ใช้เวลาไม่นานไฟจึงสงบ

หลังไฟดับ ตรวจสอบพบรถถูกเผาเสียหายเกือบทั้งหมด ภายในห้องโดยสารไม่พบผู้โดยสารหรือสัมภาระ ท้ายรถพบถัง NGV จำนวน 2 ถัง ส่วนบริเวณด้านหน้ารถ พบคนขับเป็นชายไม่ทราบชื่อ ถูกไฟคลอกเสียชีวิตคาพวงมาลัย

รถตู้ระเบิด!! คนขับเสียชีวิตหลังจากรถตู้โดยสารของเขาลุกไหม้เป็นไฟ

ชาวบ้านใกล้ที่เกิดเหตุเล่าว่า ช่วงประมาณ 05.00 น. ขณะนอนอยู่ในบ้านได้ยินเสียงดัง คล้ายชนกระแทก และสุนัขเห่า เมื่อออกมาดูพบรถตู้ไฟไหม้แล้ว แต่เข้าไปช่วยไม่ได้ เพราะไฟลุกแรงและมีเสียงระเบิดเป็นระยะ จนกระทั่งกู้ภัยและดับเพลิงมาถึง

รถตู้ระเบิด!! คนขับเสียชีวิตหลังจากรถตู้โดยสารของเขาลุกไหม้เป็นไฟ

เบื้องต้นจากภาพกล้องวงจรปิด รถตู้ขับมาด้วยความเร็ว เมื่อถึงจุดเกิดเหตุพุ่งลงข้างทางโดยไม่เห็นการเบรก ก่อนชนเสาไม้ที่ติดป้าย LED ของด่านชั่งน้ำหนัก จนเกิดประกายไฟและแรงระเบิด

ตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุของอุบัติเหตุ ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนความเสียหายมีเจ้าหน้าที่จากแขวงทางหลวงกำแพงเพชรเข้าตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

นักท่องเที่ยว 7 คนได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถตู้ชนกันที่เชียงใหม่

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อดึงดูดดิสนีย์แลนด์มาตั้งอยู่ในประเทศไทย

Published

on

ประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อดึงดูดดิสนีย์แลนด์มาตั้งอยู่ในประเทศไทย

กรุงเทพฯ รัฐบาลไทยเร่งขับเคลื่อนแนวคิดพัฒนา “สวนสนุกระดับโลก” ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี Disneyland เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ เป้าหมายคือยกระดับการท่องเที่ยว และช่วยผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พูดถึงเรื่องนี้ต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าประเทศไทย “พร้อม” เปิดรับการลงทุนระดับโลก และมีโอกาสกลายเป็นบ้านของ Disneyland แห่งที่ 5 ในเอเชีย

ปัจจุบัน The Walt Disney Company มีสวนสนุกในเอเชีย 4 แห่ง ได้แก่ Tokyo Disneyland และ Tokyo DisneySea ที่ญี่ปุ่น, Hong Kong Disneyland ที่ฮ่องกง, และ Shanghai Disneyland ที่จีน หากเกิดขึ้นในไทย จะเป็นการขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ เพราะภูมิภาคนี้ยังไม่มีสวนสนุก Disney ที่ยืนยันชัดเจน

ภาพใหญ่ของรัฐบาล, ปั้น EEC เป็นเมืองท่องเที่ยวทั้งปี

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ผลักดันแนวคิดนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนทำให้ EEC ซึ่งครอบคลุมชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ใกล้เคียง กลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวตลอดทั้งปี EEC มีฐานอุตสาหกรรมแข็งแรง และมีโครงการคมนาคมหลายอย่างรองรับอยู่แล้ว รัฐมองว่าพื้นที่นี้ได้เปรียบทั้งทำเลกลางอาเซียน ใกล้ทะเล และมีแผนเชื่อมต่อการเดินทางในอนาคต

นายพิพัฒน์มองว่าโครงการใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา รวมถึงการขยายสนามบินอู่ตะเภา และโครงการ Eastern Aviation City จะเดินต่อได้ยาก หากไม่มีแรงจูงใจที่ดึงคนเดินทางและเม็ดเงินลงทุนได้จริง สวนสนุกที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกจึงถูกวางให้เป็นตัวช่วยสร้างทราฟฟิกนักท่องเที่ยวแบบสม่ำเสมอ เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคุ้มค่าในระยะยาว

นายพิพัฒน์เคยให้เหตุผลว่าไทยมีจุดแข็งด้านบริการ อาหาร และสภาพอากาศที่อยู่ได้ทั้งปี อีกทั้งตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และติดทะเล ซึ่งช่วยเรื่องการเดินทางและการท่องเที่ยว

แนวคิดนี้ยังถูกมองว่าเป็น “โครงการแม่เหล็ก” ที่เดินคู่กับการพัฒนาอื่นในพื้นที่ เช่น แผนสร้างศูนย์กีฬาแห่งชาติขนาดราว 240 เฮกตาร์ ที่มีสนามฟุตบอลมาตรฐานโลกประมาณ 80,000 ที่นั่ง เพื่อรองรับการแข่งขันระดับนานาชาติและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ส่วนขนาดพื้นที่สวนสนุกมีการพูดถึงหลายระดับ ตั้งแต่ราว 960 ไร่ (ประมาณ 384 เอเคอร์) สำหรับรูปแบบที่เล็กกว่า ไปจนถึงราว 3,000 ไร่ (ประมาณ 1,200 เอเคอร์) สำหรับรูปแบบขนาดใหญ่ และอาจขยายพื้นที่รวมของโครงการได้ถึงราว 5,000 ไร่ (ประมาณ 2,000 เอเคอร์)

พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงรวมถึงโซน EEC Capital City (EECiti) เมืองอัจฉริยะในตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี โดยแนวทางที่สื่อสารออกมาคือการเป็นศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับครอบครัว และย้ำว่าไม่มีองค์ประกอบของคาสิโน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ Disney ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนัน

สิทธิประโยชน์, โมเดลลงทุน และกระแสจากภาคธุรกิจไทย

ฝั่งหน่วยงานรัฐ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EECO) ได้รับมอบหมายให้ศึกษาแนวทางและออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงผู้ประกอบการระดับโลก โดยอาจครอบคลุมเรื่องภาษี การสนับสนุนด้านที่ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกติกาที่เกี่ยวข้องให้ทำงานได้คล่องตัวขึ้น

รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะเชิญ The Walt Disney Company มาลงทุนโดยตรงเป็นลำดับแรก แต่หากยังไม่เกิดขึ้น ก็อาจพิจารณาแนวทางขอสิทธิ์อนุญาต (licensing) เพื่อพัฒนาเป็นสวนสนุกในแบรนด์ Disney ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

กระแสในประเทศเริ่มคึกคัก นายพิพัฒน์ระบุว่ามีกลุ่มธุรกิจไทยติดต่อเข้ามา แสดงความสนใจร่วมลงทุน ด้านบทวิเคราะห์การเงินจาก Longtunman ประเมินมูลค่าโครงการอาจแตะราว 100,000 ล้านบาท (ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมองผลเชิงเศรษฐกิจจากการจ้างงาน การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว และการเพิ่มจำนวนวันพักในไทย

นายจุฬา สุขมโนปกรณ์ เลขาธิการ สกพอ. ยืนยันว่ามีการวางแผนเชื่อมโครงการสวนสนุกเข้ากับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองน่าอยู่ในพื้นที่ เพื่อเสริมการเดินทางและเพิ่มความน่าสนใจของ EEC ในภาพรวม

ผลต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยว และโจทย์ที่ต้องผ่าน

ผู้สนับสนุนแนวคิดมองว่า หากมี Disneyland ในไทย จะดึงนักท่องเที่ยวครอบครัวที่มีกำลังใช้จ่ายจากหลายประเทศได้มากขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงยุโรป และตลาดอื่น ๆ สินค้าท่องเที่ยวของไทยก็จะหลากหลายขึ้น ไม่ได้พึ่งแค่ทะเล วัด หรือแหล่งวัฒนธรรม อีกทั้งช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่ EEC ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอยู่แล้ว

แนวคิดนี้ยังสอดรับกับทิศทางท่องเที่ยวมูลค่าสูงและยั่งยืน เพราะวางภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวครอบครัว และหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวจากรูปแบบสถานบันเทิงที่พ่วงคาสิโน ซึ่งเคยเป็นหัวข้อถกเถียงในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม โครงการยังมีอุปสรรคที่ต้องจับตา Disney เลือกทำเลต่างประเทศอย่างระมัดระวัง และช่วงหลังมีข่าวการขยายไปที่อื่น เช่น Abu Dhabi ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเงื่อนไขของตลาด โครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนจากรัฐ และความคุ้มค่าในระยะยาว เป็นตัวตัดสินหลัก ขณะนี้แผนในไทยยังอยู่ขั้นสำรวจและออกแบบ ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ หรือกรอบเวลาที่ชัดเจน

แม้ยังไม่ปักหมุดวันเริ่มโครงการ แต่ท่าทีของรัฐสะท้อนความต้องการดึงการลงทุนด้านความบันเทิงขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากเดินหน้าได้จริง ไทยอาจเพิ่มบทบาทในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวหลักของภูมิภาค และทำให้ชายฝั่งตะวันออกเป็นอีกศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมสวนสนุกระดับโลกในอนาคต

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ท่องเที่ยวเชียงรายกำลังเจอทางแยกใหญ่, จะเป็นแค่จุดแวะหรือปลายทางจริงจัง

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย

Published

on

ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย

เชียงราย – ขณะที่คนไทยจำนวนมากทยอยกลับเข้ากรุงเทพฯ และกลับไปทำงานหลังวันหยุดยาวปีใหม่ ถนนทั่วประเทศก็ทิ้งตัวเลขที่ชวนสะเทือนใจไว้อีกครั้ง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถิติสุดท้ายของการรณรงค์ “7 วันอันตราย” ปีใหม่ 2026 ครอบคลุมวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 ภาพรวมจำนวนอุบัติเหตุลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา แต่ความสูญเสียยังหนักมาก คือมีผู้เสียชีวิต 272 ราย บาดเจ็บ 1,464 ราย และเกิดอุบัติเหตุ 1,511 ครั้ง ทั่วประเทศ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าตัวเลขอุบัติเหตุที่ลดลงสะท้อนผลของด่านตรวจที่เข้มขึ้น การสื่อสารเตือนภัย และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยเกือบ 39 คนต่อวัน ก็ย้ำชัดว่าไทยยังต้องทำงานอีกไกล หากอยากให้ถนนปลอดภัยขึ้นจริง

“7 วันอันตราย” คืออะไร

“7 วันอันตราย” เป็นแคมเปญความปลอดภัยทางถนนที่ไทยทำต่อเนื่องมานาน โดยจัดปีละ 2 ช่วงใหญ่ คือเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ในเดือนเมษายน เป็นช่วงที่การเดินทางหนาแน่นที่สุดของปี ผู้คนจำนวนมากออกจากเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านต่างจังหวัดหรือไปเที่ยว แล้วเดินทางกลับพร้อมกันในช่วงท้ายวันหยุด

การทำงานเป็นรูปแบบประสานหลายฝ่าย ทั้ง ปภ. ตำรวจ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานท้องถิ่น มาตรการที่พบได้บ่อยคือจุดตรวจริมถนน การตรวจแอลกอฮอล์ ดักจับความเร็ว จุดพักรถฟรี และการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อย้ำแนวทางขับขี่ปลอดภัย สำหรับปี 2026 ใช้สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” แต่แม้จะรณรงค์ทุกปี ช่วงนี้ก็ยังเกิดเหตุเพิ่มจากรถหนาแน่น ความง่วง แอลกอฮอล์ และพฤติกรรมเสี่ยง

สรุปยอดสุดท้าย, ตัวเลขดีขึ้นบางจุด แต่ความเสี่ยงยังเดิม

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนของ ปภ. ระบุว่า จำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บลดลงเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยในช่วงวันหยุดหลายครั้งที่ผ่านมา แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

  • อุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง
  • เสียชีวิตรวม 272 ราย
  • บาดเจ็บรวม 1,464 ราย

รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องมากที่สุด โดยพบในรายงานรายวันรวมแล้วมากกว่า 70 ถึง 80% ของอุบัติเหตุ สาเหตุหลักยังคงเป็นการใช้ความเร็วเกินกำหนด รองลงมาคือเมาแล้วขับ ซึ่งเกิดซ้ำแทบตลอดสัปดาห์ จุดเกิดเหตุมักอยู่บนถนนทางตรง โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ถึงค่ำ ที่ความล้าและการตัดสินใจช้าทำให้ความเสี่ยงพุ่งขึ้น

พื้นที่น่าห่วง, กรุงเทพฯ เสียชีวิตสูงสุด, ภูเก็ตอุบัติเหตุสูงสุด

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด สะท้อนสภาพการจราจรหนาแน่นและการไหลกลับของคนเดินทางช่วงท้ายเทศกาล ส่วนภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บมากที่สุดจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

หลายจังหวัดในภาคเหนือ รวมถึงเชียงราย ก็มีช่วงที่ตัวเลขขึ้นสูงในวันแรก ๆ จากเส้นทางภูเขา หมอกลงจัด และปัจจัยอย่างการบรรทุกเกินหรือสภาพรถที่ไม่พร้อม ขณะที่ภาคเหนือและอีสานหลายพื้นที่พบเหตุเป็นกลุ่มจากการเดินทางไกลเพื่อกลับบ้านพร้อมกันของครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมี 7 จังหวัดที่รายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิตตลอดช่วงรณรงค์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เพื่อดึงแนวทางในพื้นที่ไปปรับใช้กับจังหวัดอื่น

ปัญหาใหญ่ทั้งปี, WHO ชี้ไทยยังเจ็บหนักเรื่องความปลอดภัยทางถนน

เหตุเศร้าช่วงเทศกาลเป็นเพียงภาพหนึ่งของปัญหาที่เกิดตลอดทั้งปี รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับล่าสุด (ข้อมูลปี 2023) ระบุว่าไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 25.4 ต่อประชากร 100,000 คน จัดว่าสูงในระดับเอเชีย และสูงเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบน

WHO ประเมินว่าไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 18,000 ถึง 20,000 รายต่อปี โดยผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุ 15-29 ปีได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุถูกประเมินว่าสูงกว่า 3% ของ GDP ต่อปี ซึ่งกระทบทั้งครอบครัว ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจภาพรวม

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทศกาลอย่างเดียว แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอในช่วงปกติ รถบางส่วนสภาพไม่พร้อม (เช่น เบรกหรือยางมีปัญหา) ทางเลือกขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม และทัศนคติเรื่องความเร็วและการดื่มก่อนขับที่ยังพบได้ทั่วไป

เสียงเรียกร้องให้ทำต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาล

อธิบดี ปภ. ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน พร้อมย้ำว่าต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับใช้ในพื้นที่จริง โดยให้ดูอำเภอหรือจังหวัดที่ทำได้ดีและไม่เกิดเหตุรุนแรงเป็นแนวทาง

เครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน รวมถึงกลุ่มในเชียงราย ก็สะท้อนตรงกันว่า การรณรงค์เฉพาะช่วงวันหยุดยังไม่พอ พวกเขาอยากเห็นการปรับปรุงถนนและจุดเสี่ยง การบังคับใช้หมวกกันน็อกและเข็มขัดนิรภัยให้จริงจัง การยกระดับการช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล และการให้ความรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน

เมื่อชุมชนในภาคเหนือยังต้องเผชิญการสูญเสียจากเส้นทางขึ้นดอยและถนนภูเขาหลายสาย เสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ คือไทยไม่ควรยอมรับการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่อง “ปกติ” ของช่วงเฉลิมฉลอง

ปีใหม่นำความสุขมาสู่หลายครอบครัว แต่สำหรับอีก 272 ครอบครัว นี่คือการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับได้ หากความปลอดภัยทางถนนยังไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องที่ทำทุกวัน “7 วันอันตราย” ก็จะยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยไม่อยากเห็นซ้ำอีกในทุกปี

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสู่การสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

สถิติชวนสะเทือนใจ ยอดเสียชีวิตช่วงปีใหม่พุ่ง 171 ราย ในช่วง 7 วันอันตราย

Published

on

สถิติชวนสะเทือนใจ ยอดเสียชีวิตช่วงปีใหม่พุ่ง 171 ราย ในช่วง 7 วันอันตราย

กรุงเทพฯ – เทศกาลปีใหม่ของไทยเดินทางมาถึงช่วงกลาง แต่ภาพบนท้องถนนกลับหนักหน่วงเกินกว่าคำว่าเฉลิมฉลอง หลังครบ 4 วันของช่วงที่คนคุ้นชื่อว่า “7 วันอันตราย” ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มเป็น 171 รายแล้ว ตัวเลขนี้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 161 ราย คิดเป็นเพิ่มขึ้นราว 6% อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน

ท่ามกลางการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยว มอเตอร์ไซค์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องกับเหตุส่วนใหญ่ โดยพบใน 73% ของอุบัติเหตุทั้งหมด สะท้อนปัญหาความปลอดภัยบนถนนที่ยังแก้ไม่ขาด แม้จะมีด่านตรวจและการรณรงค์ต่อเนื่องก็ตาม

แคมเปญ “7 วันอันตราย” ปีนี้กำหนดช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 เป็นมาตรการของรัฐเพื่อกดอุบัติเหตุในช่วงที่มีคนออกเดินทางจำนวนมาก แต่ตัวเลขล่าสุดยังชี้ว่าความเสี่ยงยังสูง โดยเฉพาะพฤติกรรมขับขี่ที่ประมาท

เฉพาะวันศุกร์ที่ 2 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการรณรงค์ ศูนย์ฯ รายงานอุบัติเหตุ 187 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 185 คน และเสียชีวิต 21 ราย ทำให้ยอดรวม 4 วันแรกอยู่ที่อุบัติเหตุ 991 ครั้ง บาดเจ็บ 956 คน และเสียชีวิต 171 ราย

หน่วยงานระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ตึงตัวมาจากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นหลังการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายบางพื้นที่ที่ยังไม่เข้มพอ โดยนายธีรภัทร คชามาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้เตือนให้เห็นว่า ความสนุกสามารถกลายเป็นความสูญเสียได้ในพริบตา และขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะพฤติกรรมเดิมๆ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ต่อ

สรุปสถานการณ์รายวัน ตัวเลขเพิ่มต่อเนื่อง

วันแรกของช่วงรณรงค์ 30 ธันวาคม เกิดอุบัติเหตุ 198 ครั้ง บาดเจ็บ 190 คน เสียชีวิต 29 ราย แม้เจ้าหน้าที่จะมองว่าบางตัวชี้วัดดีขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติช่วงวันหยุดยาวในอดีต และระบุว่าอุบัติเหตุลดลงราว 38% จากค่าเฉลี่ยเดิม แต่ความผ่อนใจนั้นอยู่ไม่นาน

วันที่ 2 ของช่วงเทศกาล 31 ธันวาคม (คืนส่งท้ายปีเก่า) ตัวเลขขยับแรง อุบัติเหตุ 271 ครั้ง บาดเจ็บ 262 คน เสียชีวิต 53 ราย โดยเหตุช่วงเวลา 18.00-21.00 น. เพิ่มขึ้นชัดเจน

วันที่ 3 คือ 1 มกราคม สถานการณ์ยังไม่เบาลง อุบัติเหตุ 326 ครั้ง บาดเจ็บ 317 คน เสียชีวิต 54 ราย ส่งผลให้ยอดรวม 3 วันแรกอยู่ที่อุบัติเหตุ 798 ครั้ง บาดเจ็บ 769 คน และเสียชีวิต 145 ราย

ส่วนตัวเลขของวันศุกร์ แม้จำนวนเหตุลดลงเล็กน้อย แต่ยังเพิ่มผู้เสียชีวิตอีก 21 ราย ซึ่งตอกย้ำว่าความเสี่ยงยังต่อเนื่องตลอดวันหยุด

เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ภาพรวม 4 วันแรกพบว่าอุบัติเหตุสะสมลดลงจาก 1,058 ครั้ง เหลือ 991 ครั้ง คิดเป็นลดลงประมาณ 6.3% ขณะที่ผู้บาดเจ็บก็ลดลงจาก 1,058 คน เหลือ 956 คน แต่ยอดผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นว่าอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากขึ้น

ขับเร็วและเมาแล้วขับ ยังเป็นต้นตอหลักของอุบัติเหตุ

ตลอด 4 วัน พฤติกรรม “ขับเร็ว” และ “เมาแล้วขับ” ยังเป็นสาเหตุหลักที่พบซ้ำๆ

  • วันแรก ขับเร็วเกี่ยวข้องราว 42% (83 กรณี) เมาแล้วขับราว 20% (40 กรณี)
  • วันที่สอง ขับเร็ว 41% เมาแล้วขับ 27% และพบมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้อง 74%
  • วันที่สาม ขับเร็ว 40% เมาแล้วขับ 29% โดยอุบัติเหตุช่วงดึก 00.00-03.00 น. เพิ่มขึ้น
  • วันศุกร์ ขับเร็วลดลงมาที่ 35% เมาแล้วขับ 21% แต่ยังเกิดเหตุจำนวนมากบนถนนทางตรง (86%) และถนนสายหลักหรือทางหลวง (47%)

ภาพรวมยังพบคดีคุมประพฤติจากความผิดด้านจราจรมากกว่า 2,793 คดี และถึง 94% เป็นคดีเมาแล้วขับ โดยนนทบุรีเป็นจังหวัดที่มีจำนวนคดีประเภทนี้สูงสุดที่ 290 คดี

นายจิรพงษ์ สงเคราะห์ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน อธิบายว่า แอลกอฮอล์ทำให้ตัดสินใจแย่ลง และเมื่อรวมกับความเร็ว ก็เพิ่มโอกาสเกิดเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่เพิ่มการตรวจวัดแอลกอฮอล์แล้ว แต่ยังเจอความยากในพื้นที่ห่างไกลที่มีการหลบเลี่ยงด่าน

มอเตอร์ไซค์ยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะใช้งานเยอะทั้งในเมืองและชนบท เมื่อเกิดเหตุ ความรุนแรงมักสูง โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีคิดเป็น 23% ของผู้ประสบเหตุ และพบไม่น้อยที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ทำให้อาการบาดเจ็บหนักขึ้น

จังหวัดเสี่ยงสูง เมืองท่องเที่ยวและพื้นที่รถหนาแน่นยังนำ

ข้อมูลรายจังหวัดสะท้อนความต่างของความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ ตลอด 4 วันแรก ภูเก็ตมีจำนวนอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 39 ครั้ง และผู้บาดเจ็บสูงสุด 43 คน สอดคล้องกับช่วงนักท่องเที่ยวแน่นและเส้นทางบางจุดที่ขับขี่ท้าทาย

กรุงเทพมหานครมียอดเสียชีวิตสะสมสูงสุด 14 ราย ซึ่งมักเชื่อมโยงกับปริมาณรถมาก และการใช้ความเร็วบนเส้นทางหลัก

จังหวัดที่มีตัวเลขน่าจับตาในช่วงต้น ได้แก่ นครราชสีมาและสุพรรณบุรี ซึ่งมียอดเสียชีวิตสูงในช่วงวันแรกๆ (รายละ 5 รายภายในวันที่สอง) ปทุมธานีและปราจีนบุรีก็อยู่ในกลุ่มที่พบเหตุบ่อย โดยวันศุกร์ปราจีนบุรีมีจำนวนอุบัติเหตุสูงสุดร่วมกับพัทลุงที่ 10 ครั้ง ขณะที่บึงกาฬมียอดเสียชีวิตสูงสุดของวันศุกร์ที่ 3 ราย และพัทลุงมีผู้บาดเจ็บมากสุดของวันศุกร์ที่ 12 คน

ภาคเหนือเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเชียงรายในวันแรกมีอุบัติเหตุสูงสุดร่วมกับภูเก็ตที่ 12 ครั้ง สะท้อนความท้าทายของเส้นทางภูเขาและการเดินทางช่วงวันหยุดไปยังพื้นที่ชายแดน แม้ตัวเลขรายวันของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเชียงรายไม่ได้แยกละเอียด แต่รายงานในพื้นที่พบปัจจัยเสี่ยงอย่างการขับเร็วของมอเตอร์ไซค์และการแซงไม่ปลอดภัย ทำให้จังหวัดยังถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้ามาตรการต่อ แต่เสียงเรียกร้องอยากเห็นการแก้ทั้งปี

ในช่วงที่เหลือของ “7 วันอันตราย” รัฐระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 60,000 นาย ตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง และสื่อสารผ่านโซเชียลและวิทยุในแนวทาง “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนว่า การแก้ปัญหาควรทำตลอดทั้งปี เช่น เข้มงวดเรื่องใบอนุญาตและวินัยของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ เพิ่มทางเลือกขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการใช้รถส่วนตัวในช่วงเทศกาล

อีกด้านที่มองข้ามไม่ได้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ อุบัติเหตุบนถนนสร้างภาระค่าแพทย์และการสูญเสียรายได้จำนวนมากทุกปี ยิ่งช่วงท่องเที่ยวฟื้นตัว ความเสี่ยงก็ยิ่งขยายตาม โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตที่คาดว่าจะมีผู้มาเยือนจำนวนมาก

ท้ายที่สุด ตัวเลข 171 ชีวิตที่หายไปใน 4 วันแรก ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือครอบครัวที่ต้องเจอกับความสูญเสียบนถนน หากพฤติกรรมขับขี่ไม่เปลี่ยน และการบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ “7 วันอันตราย” ก็อาจยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยต้องกลัวทุกปีต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

หญิงเรียกร้องความเป็นธรรมหลังฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเธอถูกเนรเทศไปยังเมียนมาร์

Continue Reading

Trending

Copyright © 2026 CTN