เชียงราย - Chiang Rai News
วิกฤตแม่สาย! แม่น้ำแคบลงเหลือแค่ 20% ผวาซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ เจาะลึกทางรอดที่ยังติดหล่ม
วิกฤตแม่สาย! – ฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงกำลังนำความรู้สึกหวาดหวั่นมาสู่แม่สาย เมืองชายแดนที่พลุกพล่านทางตอนเหนือของภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย เมืองนี้กำลังเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรงจากน้ำที่ไหลผ่านเมืองนั่นเอง
จากรายงานล่าสุดของ MGR Online แม่น้ำสายนี้ ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยและเมียนมาร์ ได้เหือดแห้งลงจนถึงระดับที่อันตราย การก่อสร้างและการขยายตัวในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ปิดกั้นทางน้ำ ทำให้แม่น้ำเหลือเพียงเศษเสี้ยวของขนาดเดิม
หากย้อนกลับไปในอดีต แม่น้ำสายที่แบ่งกั้นระหว่างไทยและเมียนมา เคยมีความกว้างมากกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติสร้างไว้สำหรับระบายน้ำตามปกติ แต่ปัจจุบันพื้นที่กว้างขวางเหล่านั้นถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียงแค่ 20-30% จากความกว้างเดิมเท่านั้น สาเหตุหลักมาจากการที่มีสิ่งปลูกสร้างและอาคารต่างๆ ของมนุษย์รุกล้ำลงไปในแม่น้ำเป็นจำนวนมาก
รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจและชี้ให้เห็นภาพชัดเจนครับ ท่านอธิบายว่า แนวกำแพงกันน้ำที่เราเห็นสร้างกันอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ แล้วมันตั้งอยู่ตรง “กลางแม่น้ำ” ในอดีตเลยทีเดียว
ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อน้ำไหลมาในปริมาณมหาศาล แนวกำแพงกั้นน้ำเหล่านี้ก็จะรับแรงดันไม่ไหว แม้ว่าระดับน้ำอาจจะยังไม่ล้นข้ามกำแพง แต่น้ำก็มีโอกาสสูงมากที่จะมุดลอดใต้แนวกำแพงเข้ามาได้เพราะแรงดันน้ำที่สูงมาก ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ แนวป้องกันของฝั่งไทยมีความสูงน้อยกว่าฝั่งเมียนมาถึง 1 เมตร ทำให้บ้านเรามีความเสี่ยงที่จะรับน้ำเข้าไปเต็มๆ มากกว่าเพื่อนบ้านครับ

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: เร่งเสริมกระสอบทรายยักษ์
ในขณะที่ระดับความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น หน่วยงานในพื้นที่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ตอนนี้เราจะเห็นภาพของเจ้าหน้าที่ทหารจากหลายหน่วยงาน ทั้งทหารช่าง ทหารพัฒนา ฝ่ายปกครอง และกลุ่มจิตอาสา กำลังเร่งทำงานกันอย่างหนัก พวกเขานำเครื่องจักรลงพื้นที่เพื่อซ่อมแซมและเสริมแนวป้องกันน้ำชั่วคราวริมฝั่งแม่น้ำ
- เสริมแนวป้องกัน: มีการนำกระสอบทรายขนาดใหญ่ (บิ๊กแบ็ก) มาวางเสริมแนวป้องกันเดิมที่เคยทำไว้เพื่อความแน่นหนา
- จุดเสี่ยงสำคัญ: จุดที่เน้นย้ำคือโซนรับน้ำแรกอย่าง “ชุมชนหัวฝาย” ซึ่งมีการเสริมกระสอบทรายไปแล้วกว่าร้อยถุง
- แข่งกับเวลา: เจ้าหน้าที่ตั้งเป้าว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อให้ทันรับมือกับช่วงฝนตกหนัก
- เตรียมพร้อมตักขยะ: มีการเตรียมรถแบ็กโฮไว้คอยตักขยะและเศษวัชพืชที่มักจะลอยมาขวางทางน้ำบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ด้วย
แต่เราต้องยอมรับความจริงครับว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น กระสอบทรายเหล่านี้มีอายุการใช้งานจำกัดเพียงแค่ 8 เดือนถึง 1 ปีก็จะเปื่อยยุ่ยไปตามสภาพอากาศ

ติดหล่มระเบียบราชการ? แผนรื้อถอนอาคารขวางทางน้ำไม่คืบหน้า
ผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและถูกต้องที่สุดคือ “การคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ” เราต้องทำให้แม่น้ำสายกลับมากว้าง 100 เมตรเท่าเดิม ซึ่งหมายความว่าต้องมีการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ขวางทางน้ำออกไปให้หมด
ทางจังหวัดเชียงรายได้รับงบประมาณสำหรับรื้อถอนอาคารจำนวน 39 ล้านบาทเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ปัญหาหลักคือ “ติดระเบียบราชการ” ครับ เนื่องจากพื้นที่ริมน้ำส่วนใหญ่เป็นที่ดินของรัฐ การจะเข้าไปจัดการอะไรต้องรอการอนุมัติจากกรมธนารักษ์ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการตอบรับ ทำให้แผนการรื้อถอนต้องหยุดชะงักอย่างน่าเสียดาย
นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านที่รุกล้ำพื้นที่นั้น ส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ดีและยินยอมที่จะย้ายออก แต่พวกเขาขอความช่วยเหลือให้ภาครัฐจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่มารองรับ หรือหากไม่มีที่ดินให้ ก็ขอเป็นเงินค่าชดเชยเพื่อนำไปตั้งตัวใหม่ ซึ่งถือเป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลสำหรับประชาชนที่ต้องสูญเสียบ้านพักอาศัย

แผนใหญ่ในอนาคต: เมกะโปรเจกต์ 2,950 ล้านบาท
เพื่อแก้ปัญหานี้แบบถาวรและเบ็ดเสร็จ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ออกแบบโครงการขนาดใหญ่เตรียมไว้แล้วครับ โครงการนี้มีมูลค่าสูงถึง 2,950 ล้านบาท โดยมีแผนการทำงานที่ครอบคลุมดังนี้:
- รื้อถอน: ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างริมน้ำที่ขวางทางน้ำทั้งหมด 843 หลังคาเรือน
- จัดหาที่อยู่ใหม่: จัดหาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการย้ายถิ่นฐานของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด
- สร้างแนวป้องกันถาวร: ก่อสร้างแนวกำแพงกั้นน้ำแบบถาวรที่แข็งแรงทนทานต่อกระแสน้ำ
- พัฒนาระบบสาธารณูปโภค: สร้างถนน ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์รอบแม่น้ำให้สวยงาม
โครงการนี้จะใช้เวลาสำรวจและออกแบบให้เสร็จในช่วงกลางปี 2569 จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ เพื่อเริ่มต้นก่อสร้างและคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2575 ครับ
สถานการณ์ของพี่น้องชาวแม่สายในวันนี้เหมือนกำลังยืนอยู่บนความเสี่ยง การแก้ปัญหาด้วยการวางกระสอบทรายเป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น การรักษาที่ต้นเหตุคือการคืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญในการตัดสินใจของภาครัฐ การลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือการดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งไฟเขียวโครงการนี้ได้ทันเวลา ก่อนที่มวลน้ำรอบใหม่จะสร้างความสูญเสียซ้ำรอยเดิมหรือไม่
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
ทหารเชียงรายสกัดรถเอสยูวี ยึดยาไอซ์ได้ 600 กิโลกรัม
เชียงราย - Chiang Rai News
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ
ประเด็นสำคัญ
- กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
- เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
- ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว
ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่
การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน
นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที
การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย
ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร
การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว
เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
- เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
- เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี
ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง
ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม
คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป
คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน
งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – นักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม
การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก
ประเด็นสำคัญ
- โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
- นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
- กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน
หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ
ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้
หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย
ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด
ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย
การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว
กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล
โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก
นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว
การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ
ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


