ข่าวอาชญากรรม - Crime
ระทึก! ตำรวจทางหลวงเชียงรายรวบสาวซิ่งเบนซ์หรู สวมทะเบียนปลอมคาด่าน เจ้าตัวอ้างแฟนหนุ่มให้มาใช้
เชียงราย – เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง">ตำรวจทางหลวงได้ทำการสกัดจับรถยนต์หรูยี่ห้อ Mercedes-Benz คันหนึ่งที่ต้องสงสัยว่า สวมทะเบียนปลอม บริเวณด่านตรวจในจังหวัดเชียงราย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบเอกสารรถยนต์อย่างรอบคอบ ไม่ว่ารถคันนั้นจะได้มาจากใครก็ตาม คุณสามารถอ้างอิงรายละเอียดของเหตุการณ์นี้เพิ่มเติมได้จาก แหล่งข่าวต้นฉบับ Thaitabloid
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้รับเบาะแสเกี่ยวกับรถยนต์ต้องสงสัยที่มีการสวมป้ายทะเบียนปลอม ขับขี่เข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จึงได้มีการประสานงานตั้งจุดสกัดบริเวณด่านตรวจกิ่วทัพยั้ง บนทางหลวงหมายเลข 1 ทันทีที่รถเบนซ์ รุ่น C 300 สีดำ ขับเข้ามาถึงจุดตรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด
สิ่งที่ตำรวจค้นพบจากการตรวจสอบรถหรู
เมื่อทำการตรวจสอบสภาพรถและเอกสารอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติหลายประการที่นำไปสู่การจับกุม ดังนี้:
- ป้ายทะเบียนปลอม: รถคันดังกล่าวติดแผ่นป้ายทะเบียน 5กฐ 4xx0 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการตรวจสอบในระบบพบว่าเป็นป้ายปลอม โดยเจ้าของรถตัวจริงตามหมายเลขทะเบียนนี้คือชาวต่างชาติ
- ป้ายเสียภาษีปลอม: ป้ายวงกลมหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีที่ติดอยู่บริเวณกระจกหน้ารถ ก็เป็นของปลอมที่ไม่ได้ออกโดยกรมการขนส่งทางบกเช่นเดียวกัน
- ความจริงของรถคันนี้: เมื่อเจ้าหน้าที่เช็กหมายเลขตัวถังรถ พบว่าทะเบียนที่แท้จริงคือ 5กย 2xx6 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขาดการต่อภาษีมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 และสถานะของรถถูกระงับการใช้งานไปแล้ว
- ชื่อผู้ครอบครองไม่ตรงกัน: นางสาวพัทธ์ธีรา อายุ 31 ปี ผู้ขับขี่รถคันนี้ ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
คำให้การของผู้ต้องหาและข้อหาทางกฎหมาย
หลังจากถูกควบคุมตัว นางสาวพัทธ์ธีราได้ให้การรับสารภาพในข้อหา “ใช้” เอกสารราชการปลอม แต่ปฏิเสธข้อหา “ปลอมแปลง” เอกสาร
เธอให้การอธิบายว่า รถเบนซ์คันนี้แฟนหนุ่มของเธอเป็นคนนำมาให้ใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยเธอเห็นว่ารถมีเอกสารครบถ้วนดูน่าเชื่อถือ จึงนำมาขับขี่ใช้งานตามปกติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยไม่รู้เลยว่าเป็นเอกสารปลอม จนกระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจและจับกุมในที่สุด เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เพื่อให้ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ความน่าเชื่อถือ เรามีคำแนะนำง่ายๆ ในการตรวจสอบรถยนต์ก่อนนำมาใช้งาน เพื่อป้องกันไม่ให้คุณตกเป็นเหยื่อของการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ:
- ตรวจสอบคู่มือจดทะเบียนรถ: ควรขอดูสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มสีฟ้า) และเช็กว่าชื่อผู้ครอบครองตรงกับบุคคลที่นำรถมาให้คุณหรือไม่
- สังเกตป้ายภาษีประจำปี: ป้ายแสดงการเสียภาษีของแท้จะต้องมีลายน้ำสะท้อนแสงและตราประทับของกรมการขนส่งทางบกที่ชัดเจน
- ตรวจสอบประวัติรถออนไลน์: ปัจจุบันคุณสามารถนำหมายเลขทะเบียนและหมายเลขตัวถังไปตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับกรมการขนส่งทางบกได้
- อย่าชะล่าใจแม้เป็นคนใกล้ตัว: แม้ว่ารถคันนั้นจะได้มาจากเพื่อนสนิทหรือคนรัก คุณก็ควรตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายเสมอ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง
คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการละเลยการตรวจสอบเอกสารรถยนต์อาจนำมาซึ่งปัญหาทางกฎหมายที่ร้ายแรง การสวมทะเบียนรถปลอมไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังอาจเชื่อมโยงกับมิจฉาชีพหรือการก่ออาชญากรรมอื่นๆ ดังนั้น ผู้ใช้รถทุกคนจึงควรตระหนักรู้และตรวจสอบความถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
การต่อสู้เร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งการทำเหมืองผิดกฎหมายและปกป้องแม่น้ำในจังหวัดเชียงราย
ตลาด ตลาดอมไซ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในจังหวัดเชียงรายนำความคิดสร้างสรรค์มาสู่เมืองนี้
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ระทึกขวัญ! อดีตผัวหึงโหด ขับเก๋งพุ่งชนท้าย จยย. อดีตเมีย ลากไกล 200 เมตร
กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญขึ้นกลางถนนในอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อชายหนุ่มฟิวส์ขาดตัดสินใจก่อเหตุรุนแรง เขาได้ขับรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของอดีตภรรยาอย่างจัง ร่างของผู้บาดเจ็บกระเด็นตกกระแทกพื้นอย่างแรง ในขณะที่รถเก๋งคันดังกล่าวยังคงลากรถจักรยานยนต์ติดหน้ารถไปไกลกว่า 200 เมตร
หลังเกิดเหตุการณ์สุดระทึก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองขลุง ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที ทีมกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรได้เข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น โชคดีที่มีพลเมืองดีและญาติของผู้บาดเจ็บเข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทำให้ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลคลองขลุงได้อย่างปลอดภัยในที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- การก่อเหตุสุดอุกอาจ: อดีตสามีขับรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของอดีตภรรยาอย่างแรง และลากรถมอเตอร์ไซค์ไปไกลกว่า 200 เมตรกลางถนน
- มูลเหตุจากความหึงหวง: ผู้ก่อเหตุสารภาพว่าลงมือทำไปเพราะความหึงหวง หลังจากเห็นอดีตภรรยาโพสต์ภาพคู่กับแฟนใหม่ลงในสื่อสังคมออนไลน์
- ความคืบหน้าทางคดีล่าสุด: ผู้ก่อเหตุได้ติดต่อขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่ทำไปเพราะต้องการให้หยุดรถเพื่อพูดคุยกัน
ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้คือ น.ส.นรีรัตน์ หญิงสาวอายุ 39 ปี เธอได้เปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังสุดสะเทือนใจกับสื่อมวลชน เธอเล่าว่าได้ตัดสินใจเลิกรากับอดีตสามีมาประมาณ 2 เดือนแล้ว เนื่องจากมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยครั้ง
ตลอดเวลาที่เลิกรากันไป ฝ่ายชายยังคงพยายามตามง้อขอคืนดีอยู่เสมอ แต่เธอได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเลือกที่จะบล็อกช่องทางการติดต่อทุกทาง การกระทำนี้ทำให้อดีตสามีต้องพยายามติดต่อผ่านคนรอบข้างแทน และบางครั้งก็มีการข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายร่วมด้วย
จุดแตกหักที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อฝ่ายชายเห็นภาพของเธอและแฟนใหม่บนโซเชียลมีเดีย ภาพบาดใจเหล่านั้นทำให้ความหึงหวงปะทุขึ้นขีดสุด จนนำไปสู่การวางแผนขับรถสะกดรอยตามเพื่อก่อเหตุร้ายแรงในเวลาต่อมา
ในเช้าวันเกิดเหตุ น.ส.นรีรัตน์ กำลังขี่รถจักรยานยนต์เดินทางไปทำงานตามปกติ เธอสังเกตเห็นรถเก๋งฮอนด้าซีวิคสีดำของอดีตสามีขับตามมา ภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นเผยให้เห็นชัดเจนว่า รถเก๋งเร่งเครื่องพุ่งชนท้ายรถของเธออย่างแรงที่บริเวณหน้าธนาคาร
ร่างของเธอกระเด็นตกลงบนพื้นถนนอย่างรุนแรง สิ่งที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือ ล้อรถเก๋งได้ทับไปที่ขาขวาของเธอด้วย โชคดีอย่างยิ่งที่กระดูกไม่หักและไม่ได้รับบาดเจ็บถึงแก่ชีวิต หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้ลงจากรถมาดึงรถจักรยานยนต์ที่ติดหน้ารถออก แล้วขับหลบหนีไป
ผู้ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายบรรเจิด ชายอายุ 41 ปี ซึ่งในเวลาต่อมาได้ติดต่อผ่านผู้นำชุมชนเพื่อขอเข้ามอบตัว เขาให้การสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำไปเพราะความหึงหวงสะสม เขารู้สึกโกรธจัดและยอมรับว่าฟิวส์ขาดเมื่อเห็นอดีตภรรยามีคนรักใหม่
นายบรรเจิดพยายามอธิบายว่า เขาไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าอดีตภรรยาให้เสียชีวิต เขาเพียงต้องการขับรถชนเพื่อให้เธอตกใจและหยุดรถเพื่อเคลียร์ใจกันเท่านั้น แต่สถานการณ์ตรงหน้ามันบานปลายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตัดสินใจหลบหนีไปตั้งหลักที่บ้านก่อน
อย่างไรก็ตาม ข้อแก้ตัวของผู้กระทำความผิดไม่สามารถลบล้างความผิดได้ ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากภาพจากกล้องวงจรปิดและคำให้การของพยาน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ร้ายแรง ซึ่งสังคมต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
คนขับรถเมาสุราชนรถจักรยานยนต์ คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 14 ปี
ตำรวจเชียงรายจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาขโมยรถจักรยานยนต์เพื่อนำไปขายข้ามพรมแดน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เหตุการณ์สุดสยอง! นักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อเด็กนักเรียนชายชั้น ม.3 อายุเพียง 15 ปี ก่อเหตุกราดยิงในสถานศึกษาชื่อดัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร สร้างความตื่นตระหนกให้กับคณะครูและนักเรียนอย่างมาก ทุกคนต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างอลหม่านในช่วงบ่ายของวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โชคดีอย่างยิ่งที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์สุดระทึกในครั้งนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุได้ใช้ค้อนทุบกระจกรถยนต์เพื่อขโมยอาวุธปืนขนาด 9 มม. ของพ่อซึ่งเป็นตำรวจสายตรวจมาใช้ก่อเหตุ เด็กคนนี้มีประวัติป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและกำลังอยู่ในช่วงถูกสั่งพักการเรียนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เขาตัดสินใจเดินเข้ามากราดยิงตั้งแต่บริเวณหน้าประตูโรงเรียนไปจนถึงอาคารเรียน เพื่อตามหาครูคนหนึ่งที่เขามีความฝังใจ แต่สุดท้ายก็ไม่พบตัวครูคนดังกล่าว
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์: นักเรียนชั้น ม.3 แอบขโมยปืนของพ่อมากราดยิง 6 จุดในโรงเรียนที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อตามหาครูคนหนึ่ง
- สาเหตุเบื้องต้น: คาดว่าเกิดจากความเครียดสะสม อาการป่วยโรคซึมเศร้า และความฝังใจจากการถูกโรงเรียนสั่งพักการเรียน
- ความสูญเสีย: ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากเด็กใช้ปืนไม่ชำนาญและโรงเรียนเคยฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุร้ายมาก่อน
พ.ต.อ.เอนก จันทร์ศร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร ระบุว่าเด็กขาดทักษะในการใช้อาวุธปืน การยิงจึงมีลักษณะเป็นการยิงขู่ขึ้นฟ้าและยิงพุ่งเป้าไปตามจุดต่างๆ รวมทั้งหมด 6 นัด มีเพียงทรัพย์สินบางส่วนของโรงเรียนเท่านั้นที่ได้รับความเสียหาย เหตุผลสำคัญที่ไม่มีใครได้รับอันตรายคือความพร้อมของทางโรงเรียน โรงเรียนแห่งนี้เคยฝึกอบรมมาตรการ “หนี ซ่อน สู้” (Run, Hide, Fight) มาก่อน ทำให้ทุกคนรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
หลังจากสถานการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวเด็กชายผู้ก่อเหตุมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุต่างๆ ตั้งแต่ป้อมยามไปจนถึงตัวอาคาร เขาอยู่ในอาการสงบนิ่งและไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้เด็กสวมหมวกกันน็อกเพื่อปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิด เนื่องจากผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชนและต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
ครอบครัวกราบขอโทษ วอนสังคมอย่าเพิ่งโทษเกม
พี่ชายต่างมารดาของผู้ก่อเหตุได้เดินทางมาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเล่าว่าแม้น้องชายจะชอบเล่นเกมเป็นประจำ แต่ก็ไม่อยากให้สังคมด่วนสรุปว่าเกมเป็นต้นเหตุหลักของความรุนแรง น้องชายของเขาเป็นคนเก็บตัวและไม่เคยเล่าปัญหาส่วนตัวให้คนในครอบครัวฟังเลย พี่ชายได้กล่าวขอโทษแทนครอบครัวด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมกับยอมรับผิดที่ตนเองมีเวลาดูแลและสั่งสอนน้องน้อยเกินไป
สำหรับแรงจูงใจที่แท้จริงในการก่อเหตุ ตำรวจคาดว่ามาจากภาวะซึมเศร้าที่กำลังรักษาตัวอยู่ ประกอบกับความไม่พอใจที่ถูกสั่งพักการเรียน ตอนนี้ทุกฝ่ายต้องรอผลการวินิจฉัยจากจิตแพทย์อย่างละเอียดอีกครั้ง ทางโรงเรียนและผู้ปกครองกำลังร่วมกันพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคนนี้ เพื่อให้เขาได้รับการบำบัดและรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
โรงเรียนปรับแผนด่วน สั่งเรียนออนไลน์ชั่วคราว
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและช่วยลดความตื่นตระหนกของทุกฝ่าย ทางโรงเรียนวชิรปราการวิทยาคมได้ประกาศหยุดเรียนแบบปกติ (On-site) เป็นเวลา 2 วัน โดยให้นักเรียนทุกคนเปลี่ยนไปทำการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์แทนชั่วคราว ทางคณะผู้บริหารโรงเรียนขอให้ผู้ปกครองทุกคนมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา และยืนยันว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะกลับสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้
เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนให้สังคมให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของเยาวชนมากขึ้น การดูแลอย่างใกล้ชิดจากครอบครัวและความเต็มใจที่จะรับฟังปัญหาของพวกเขาโดยปราศจากอคติเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
วิดีโอสุดช็อก!! นักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน
ระทึกขวัญเชียงราย! ชายป่วยจิตเวชคลั่งถือมีดบุกโรงเรียน ตำรวจล้อมจับวุ่น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ด่านชายแดนเชียงรายจับกุมคนโง่ที่พยายามลักลอบขนยาบ้าอีกราย
เชียงราย – หน่วยลาดตระเวนชายแดนจากกองกำลังเฉพาะกิจผาเมืองประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายยุรนันท์ อายุ 22 ปี จากอำเภอเวียงแก่น พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 20,200 เม็ด การจับกุมเกิดขึ้นที่ด่านบ้านปางหาด หมู่ 2 ตำบลโพธิ์
ก่อนหน้าที่จะมีการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้รับรายงานลับจากสายข่าว เบาะแสระบุชัดเจนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติผ่านเส้นทางเลียบชายแดน ทหารพรานจึงได้สนธิกำลังออกตั้งจุดตรวจอย่างเข้มงวดในช่วงกลางดึก การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายหลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ทหารพรานสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยบริเวณชายแดนไทย-ลาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
- พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในคอนโซลหน้ารถจำนวน 10 มัด รวมทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
- ผู้ต้องหาอายุ 22 ปี มีท่าทีมีพิรุธขณะขับรถผ่านจุดตรวจเพียงลำพังในช่วงกลางดึก
ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น รถกระบะต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ตอนเดียว สีเทา ได้ขับผ่านมา รถคันดังกล่าวติดแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดน่าน และกำลังมุ่งหน้าลงไปยังพื้นที่ราบ ทหารพรานจึงส่งสัญญาณไฟเพื่อขอหยุดรถและทำการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ
เมื่อรถจอดสนิท เจ้าหน้าที่พบว่านายยุรนันท์เป็นผู้ขับขี่รถมาเพียงคนเดียว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นร่วมเดินทางมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ชายหนุ่มกลับแสดงอาการวิตกกังวลและมีท่าทีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ความผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจขอตรวจค้นยานพาหนะอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
จากการค้นหาอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติบริเวณคอนโซลหน้ารถ เมื่อเปิดออกดูจึงพบห่อกระดาษสาเคลือบไขจำนวน 10 มัดซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิด การใช้กระดาษเคลือบไขเป็นวิธีการที่ผู้ค้ามักใช้เพื่อป้องกันความชื้น ภายในแต่ละมัดบรรจุยาบ้าประมาณ 2,000 เม็ด รวมเป็นของกลางทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
หลังจากพบหลักฐานมัดตัวอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที นายยุรนันท์ถูกควบคุมตัวในที่เกิดเหตุโดยไม่มีการขัดขืน การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการทำงานเชิงรุก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่แนวชายแดน
เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัย ยาเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ และรถกระบะที่ใช้ในการก่อเหตุ ให้แก่พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจเวียงแก่นแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวจะถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวดตามกฎหมายยาเสพติดของประเทศไทย
การตั้งจุดตรวจบริเวณชายแดนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดเข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน เจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจพร้อมทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days agoเหตุการณ์สุดสยอง! นักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoแพทย์รายหนึ่งในจังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชน หลังจากที่เขาขับรถชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoจับลอตใหญ่! ตำรวจเชียงรายไล่ล่ากระบะขนยาบ้า 5 ล้านเม็ด พลิกคว่ำตกคลอง




