ข่าวอาชญากรรม - Crime
นักท่องเที่ยวชาวจีนถูกจับกุมหลังก่อเหตุรุนแรงที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เหตุการณ์วุ่นวายทำให้เจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ตกตะลึง เมื่อนักท่องเที่ยวชาวจีนชายคนหนึ่งโมโห ทำลายทรัพย์สินของรัฐบาลที่สนามบินสุวรรณภูมิ และด่าทอเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นเขาตกลงจ่ายค่าชดเชยเกือบครึ่งล้านบาทก่อนถูกส่งตัวขึ้นศาล
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 14.35 น. บริเวณจุดตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Passport Control) ขาออก โซน 2 ของ สนามบินสุวรรณภูมิ ตามรายงานของตำรวจระบุว่า:
- ผู้ก่อเหตุ: นายเจิ้ง ลี่เหว่ย (MR. ZHENG LIWEI) สัญชาติจีน
- พฤติการณ์: นายเจิ้งใช้กำลังทำลายเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติจนพังเสียหายถึง 2 เครื่อง (หมายเลข DAE01 และ DAE06)
- การขัดขวางเจ้าหน้าที่: หลังก่อเหตุ นายเจิ้งพยายามเดินหนีออกจากจุดตรวจโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาระงับเหตุ กลับถูกด่าทอด้วยภาษาจีนที่รุนแรงและหยาบคาย
- เกือบมีการปะทะ: ผู้ก่อเหตุพยายามจะเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่โชคดีที่ภรรยาของเขาเข้ามาห้ามปรามและดึงตัวไว้ได้ทันเวลา
ความเสียหายและบทลงโทษตามกฎหมาย
ภายหลังการจับกุม พ.ต.ท. สิทธิพงษ์ ปานไทยสงค์ สารวัตรสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ทำการสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา โดยรายละเอียดความคืบหน้าของคดีมีดังนี้:
- ค่าเสียหายทางแพ่ง: เครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติเป็นทรัพย์สินทางราชการที่มีราคาสูง ซึ่งนายเจิ้งได้รับสารภาพและยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 480,000 บาท
- การดำเนินคดีอาญา: นอกเหนือจากค่าเสียหาย นายเจิ้งยังถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่” และ “ทำให้เสียทรัพย์”
- ขั้นตอนศาล: ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลแขวงจังหวัดสมุทรปราการเพื่อพิจารณาบทลงโทษตามกฎหมายต่อไป
บทวิเคราะห์: บทเรียนสำหรับนักเดินทาง
กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย การควบคุมอารมณ์ในที่สาธารณะโดยเฉพาะในเขตหวงห้ามอย่างสนามบินเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำให้เสียภาพลักษณ์และแผนการเดินทางแล้ว ยังอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกและค่าปรับที่สูงลิ่วดังเช่นกรณีนี้
การทำลายทรัพย์สินของทางราชการไทยถือเป็นความผิดร้ายแรง และระบบรักษาความปลอดภัยในสนามบินที่มีกล้องวงจรปิดครอบคลุมทุกจุด ทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้
ท่านสามารถติดตาม ข่าวอาชญากรรม ล่าสุดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ชาวจีนถูกจับกุมในเชียงใหม่ฐานถ่ายทำผิดกฎหมาย
สั่งฟันไม่เลี้ยง! เด้งเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เซ่นปมรับสินบน เอื้อสิทธิพิเศษนักโทษ VIP ชาวจีน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
คนขับรถเมาสุราชนรถจักรยานยนต์ คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 14 ปี
ลำปาง – เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา รถกระบะคันหนึ่งเสียหลักข้ามเลนพุ่งชนรถบรรทุกดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้หญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิต">รถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง ส่งผลให้เด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ผู้ขับขี่รถกระบะคืออดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาอย่างหนักขณะขับรถกลับบ้าน
ประเด็นสำคัญ
- อุบัติเหตุร้ายแรง: อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเมาแล้วขับ ชนรถจักรยานยนต์ของนักเรียนหญิงวัย 14 ปี จนเสียชีวิตคาที่
- แอลกอฮอล์เกินกำหนด: ตำรวจตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายผู้ก่อเหตุสูงถึง 171 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผิดกฎหมายชัดเจน
- การเยียวยาครอบครัว: ผู้ก่อเหตุเข้าร่วมงานศพเพื่อขอขมา พร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและรับปากจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ผู้เสียชีวิตคือ น้องไข่มุก หรือ เด็กหญิงภาสิณี สุดสาคร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแม่ทะวิทยาคม เธอเป็นเด็กที่ขยันเรียน นิสัยดี และเป็นความหวังสูงสุดของครอบครัว นางกนกรัตน์ วัย 63 ปี ผู้เป็นย่าที่เลี้ยงดูน้องมาตั้งแต่เกิด เปิดใจทั้งน้ำตาว่าเธอรักหลานคนนี้มาก
น้องไข่มุกมีผลการเรียนดีเยี่ยมด้วยเกรดเฉลี่ยมากกว่า 3.00 เธอยังมีความสามารถหลากหลายรอบด้าน ล่าสุดเพิ่งชนะเลิศการประกวดเขียนเรียงความเนื่องในวันครู นอกจากนี้ เธอกำลังตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อไปแข่งขันวอลเลย์บอลในเร็วๆ นี้ แต่ความฝันทั้งหมดต้องจบลงเพราะคนเมาแล้วขับ
คำพูดสุดท้ายก่อนเกิดโศกนาฏกรรม
ในเย็นวันเกิดเหตุ น้องไข่มุกกลับจากโรงเรียนและกินอาหารเย็นฝีมือย่าอย่างมีความสุข เธอขอเงินย่า 30 บาทเพื่อไปเติมอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์มือถือ พร้อมบอกว่าจะขี่รถไปส่งเพื่อนที่บ้านก่อน ย่าไม่เคยคิดเลยว่านั่นจะเป็นการพูดคุยครั้งสุดท้ายกับหลานสาวสุดที่รัก
หลังจากน้องขี่รถออกไปได้ไม่นาน ย่าก็ได้รับสายโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายที่สุดในชีวิต มีคนโทรมาบอกว่าหลานสาวถูกรถชนเสียชีวิตแล้ว ย่าฝากข้อคิดเตือนใจถึงทุกคนในสังคมว่า หากดื่มสุราจนเมาก็ไม่ควรขับรถเด็ดขาด เพราะเมื่อเกิดความสูญเสียแล้ว ชีวิตคนไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
จากการสอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ รถกระบะของอดีตผู้อำนวยการขับส่ายไปมาบนท้องถนน รถคันดังกล่าวเกือบจะเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นที่ขับสวนทางมาหลายครั้ง จนกระทั่งขับมาถึงบริเวณหน้าที่ทำการไปรษณีย์อำเภอแม่ทะ รถกระบะคันนี้ก็เสียหลักพุ่งข้ามเลน
จังหวะนั้นเอง น้องไข่มุกกำลังขี่รถจักรยานยนต์สวนทางมาพอดี ทำให้รถกระบะพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของเธออย่างจัง จนรถไถลตกลงไปข้างทาง ส่งผลให้น้องไข่มุกในชุดนักเรียนเสียชีวิตคาที่ทันที นี่คือเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้คนในพื้นที่อย่างมาก
ผู้ก่อเหตุรับสารภาพและพร้อมชดใช้
เช้าวันรุ่งขึ้น อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนได้เดินทางมาร่วมงานศพเพื่อแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เขานำเงินสดจำนวน 20,000 บาท มอบให้เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น นอกจากนี้ เขายังรับปากว่าจะซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่มูลค่ากว่า 70,000 บาท เพื่อทดแทนคันที่พังเสียหาย
ผู้ก่อเหตุให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพทั้งหมดจนเสร็จสิ้น เขาพร้อมจะเยียวยาครอบครัวของน้องไข่มุกอย่างเต็มที่ โดยจะมีการเจรจาพูดคุยเรื่องค่าเสียหายทั้งหมดอีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจศพในวันที่ 24 กรกฎาคม
พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่ทะ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่รถกระบะ ผลปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 171 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้มาก อดีตผู้อำนวยการรายนี้ให้การรับสารภาพว่าดื่มสุรามาจริง
เบื้องต้น ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักคือ ขับรถในขณะเมาสุรา และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะเดียวกัน ทางโรงเรียนแม่ทะวิทยาคมได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจและร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของนักเรียนอันเป็นที่รัก ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง
แม่ของเด็กอายุ 2 ขวบที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่เกิดจากคนขับรถเมาสุราในจังหวัดลำปาง เรียกร้องค่าชดเชย 10 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจใช้รอยสักเพื่อระบุตัวตนศพที่เน่าเปื่อยซึ่งพบในนาข้าว
พะเยา – ตำรวจรายงานว่าชาวนาในภาคเหนือของประเทศไทย">ภาคเหนือของประเทศไทยพบสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขณะทำงานในนาข้าว เขาพบศพชายคนหนึ่งที่เน่าเปื่อยอย่างมากและมีรอยสักที่โดดเด่นอยู่ทั่วตัว ตำรวจท้องถิ่นกำลังเร่งรวบรวมเบาะแสและคลี่คลายคดีที่น่าตกใจนี้
เหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านเกษตรกรรมที่เงียบสงบของบ้านจำปาหวาย ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพะเยาทางภาคเหนือของประเทศไทย นายเชิด ปิงเมือง ชาวบ้านคนหนึ่ง กำลังดูแลนาของญาติในช่วงบ่าย ขณะที่เขากำลังใส่ปุ๋ย เขาได้สังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างมากซ่อนอยู่ลึกในน้ำโคลน
ประเด็นสำคัญ
- พบศพชายปริศนาถูกทิ้งกลางทุ่งนาในจังหวัดพะเยา พร้อมรอยทุบที่ศีรษะ 4 จุด
- จุดสังเกตสำคัญคือรอยสักรูปแมงมุม และรอยสักคำว่า “พ่อ” และ “แม่” ที่หัวไหล่
- ผู้ใหญ่บ้านคาดว่าผู้ตายอาจเป็นชายวัย 55 ปีในหมู่บ้านที่หายตัวไปเมื่อ 3 วันก่อน
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านคนหนึ่งออกไปทำงานตามปกติ นายเชิด ปิงเมือง เป็นผู้พบศพคนแรกขณะกำลังใส่ปุ๋ยในนาของญาติ เขาเล่าว่าเห็นศพนอนหงายอยู่กลางทุ่งนาและมีสภาพที่น่ากลัวมาก
หนอนชอนไชไปทั่วบริเวณใบหน้าและลำตัวจนแทบจำหน้าเดิมไม่ได้ สภาพศพนั้นทำให้เขาตกใจมากจนต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เขาเชื่อว่าอาจมีคนนำศพมาทิ้งอำพรางไว้ในพื้นที่นาแห่งนี้
หลักฐานในที่เกิดเหตุและรอยสัก
ตำรวจจาก สภ.แม่กา และแพทย์นิติเวชได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ผู้ตายสวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบ สิ่งของที่พบในตัวมีเพียงซองบุหรี่ ยาเส้น และไฟแช็ก
สิ่งที่ช่วยระบุตัวตนได้ดีที่สุดคือรอยสักบนร่างกายของผู้ตาย เขามีรอยสักรูปแมงมุมที่มือขวาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีรอยสักคำว่า “พ่อ” ที่ไหล่ขวา และ “แม่” ที่ไหล่ซ้าย
จากการตรวจสอบเบื้องต้น แพทย์พบร่องรอยบาดแผลที่น่าสงสัย ศีรษะของผู้ตายมีรอยคล้ายถูกกระแทกด้วยของแข็งจำนวนสี่จุด คาดว่าชายคนนี้เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้สรุปสาเหตุการตายที่แน่ชัด แต่พวกเขาก็ไม่ได้ตัดประเด็นการถูกทำร้ายหรือฆาตกรรมทิ้งไป ข้อมูลนี้อ้างอิงจากรายงานข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ ที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด
ความเชื่อมโยงกับคนหายในหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับทางตำรวจ เขาตั้งข้อสังเกตว่าผู้ตายอาจจะเป็นนายหล้า ชายวัย 55 ปีในหมู่บ้าน นายหล้าเป็นคนในพื้นที่และเป็นที่รู้จักว่ามักจะดื่มสุราเป็นประจำ
ชาวบ้านสังเกตเห็นว่าเขาหายตัวออกจากบ้านไปประมาณสามวันแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีญาติพี่น้องคนไหนไปแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจเลย ตำรวจเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ตายคือนายหล้า แต่ทุกอย่างยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ
เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก ปกติแล้วหมู่บ้านแห่งนี้มีความสงบสุขและไม่ค่อยมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น ชาวบ้านหลายคนรู้สึกตกใจและอยากรู้ความจริงโดยเร็ว
พวกเขาหวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ หากนี่เป็นคดีฆาตกรรมจริงๆ ความปลอดภัยในชุมชนคือสิ่งที่ทุกคนกำลังให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนนี้ 
ผลการตรวจสอบนี้จะช่วยยืนยันตัวตนที่แท้จริงของผู้เสียชีวิตได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังช่วยไขปริศนาได้ว่านี่คือการฆาตกรรมอำพรางหรือเกิดจากอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปเพื่อปิดคดีนี้ให้ได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร
ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาอันตรายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในสวนผลไม้แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ได้แล้ว
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร
ลำพูน – เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นกลางดึกในพื้นที่จังหวัดลำพูน ซึ่งสร้างความตกใจให้กับชาวบ้านและผู้คนในละแวกนั้นอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพวัยรุ่นชายสองคน ขับขี่รถบรรทุกดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้หญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิต">รถจักรยานยนต์มาก่อเหตุอย่างอุกอาจ โดยหนึ่งในคนร้ายได้เดินลงจากรถพร้อมกับถือแกลลอนบรรจุน้ำมันมาด้วย จากนั้นเขาตรงเข้าไปราดน้ำมันใส่ร้านส้มตำปากเปิด ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน ก่อนที่จะจุดไฟเผาร้านอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญ
- วัยรุ่นสองคนขับขี่รถจักรยานยนต์ นำแกลลอนน้ำมันมาราดและจุดไฟเผาร้านส้มตำในจังหวัดลำพูน
- เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับสถานีตำรวจมาก และคนร้ายยังมีการถ่ายคลิปวิดีโอขณะก่อเหตุไว้ด้วย
- ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด
เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าตกใจมากที่สุดคือ จุดเกิดเหตุอยู่ใกล้สถานีตำรวจภูธรนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือเพียงแค่ 100 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้เพื่อนของคนร้ายที่มาด้วยกัน ยังใจเย็นใช้โทรศัพท์ถ่ายคลิปวิดีโอขณะก่อเหตุเอาไว้อีกด้วย ก่อนที่ทั้งสองคนจะรีบสตาร์ทรถ แล้วขับหลบหนีไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
ตำรวจเร่งลงพื้นที่ค้นหาความจริง
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ต.อ.ฐิติพล อรุณสกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านระบุว่าทางตำรวจได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว และเห็นพฤติกรรมการก่อเหตุตามที่ปรากฏในคลิปอย่างชัดเจน ดังนั้นภาพเหล่านี้จึงถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ในการตามหาตัวคนร้ายมารับโทษตามกฎหมาย
ในขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจะลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อพูดคุยและสอบถามเจ้าของร้านที่ได้รับความเสียหาย รวมไปถึงพยานแวดล้อมต่างๆ ตำรวจต้องการรับทราบข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ พ.ต.อ.ฐิติพล เน้นย้ำว่าทุกปัญหาต้องมีที่มาที่ไป และตำรวจจำเป็นต้องทราบถึงต้นเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้
มั่นใจตามจับกุมคนร้ายได้แน่นอน
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความมั่นใจอย่างมาก ว่าจะสามารถตามจับผู้ก่อเหตุทั้งสองคนมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน ตอนนี้ทีมตำรวจกำลังเร่งทำงานอย่างเต็มที่ โดยการไล่ดูภาพจากกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ในพื้นที่โดยรอบ เพื่อแกะรอยเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายอย่างใกล้ชิด
คดีนี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก เพราะเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ทำมาหากิน คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวต้นฉบับเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์ ทางตำรวจยืนยันว่าจะตามจับคนผิดมารับโทษให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความปลอดภัยและคืนความสงบสุขให้กับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สลด! ตำรวจขับรถพุ่งชนจักรยานยนต์ 3 แม่ลูก แม่เสียชีวิต ลูกเจ็บสาหัส
ตำรวจไซเบอร์จับกุมแฮกเกอร์ที่เรียนรู้ด้วยตนเองฐานใช้ AI เจาะเว็บไซต์เกม
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
การเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วของตำรวจช่วยหญิงคนหนึ่งให้รอดพ้นจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์มูลค่า 198,000 บาท
-
ข่าว - News6 days ago
ช่วงเวลาแห่งการช่วยชีวิต! ตำรวจหญิงผู้กล้าหาญช่วยหญิงคลอดลูกแฝดในห้องน้ำ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days ago
พลิกโฉม “กาแฟเชียงราย” สู่ตลาดโลก: ดันเกษตรมูลค่าสูงด้วยกล้าพันธุ์พรีเมียม
-
ข่าว - News6 days ago
เกิดอุบัติเหตุรถชนประสานงาอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในจังหวัดพิษณุโลก





