ข่าวอาชญากรรม - Crime
ภาคเหนือของประเทศไทยถูกปกคลุมด้วยหมอกควันพิษอันตรายต่อเนื่อง 22 วัน
เชียงราย -สถานการณ์ฝุ่นควันพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดข้อมูลระบุว่ามี 4 จังหวัดที่ต้องเผชิญกับค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในระดับสีแดง หรือระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันนานถึง 22 วันแล้ว…
ตำรวจเชียงรายยึดยาบ้า 1.16 ล้านเม็ดซ่อนในถังพลาสติก">เชียงราย -สถานการณ์ฝุ่นควันพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดข้อมูลระบุว่ามี 4 จังหวัดที่ต้องเผชิญกับค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในระดับสีแดง หรือระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันนานถึง 22 วันแล้ว สร้างความกังวลให้กับทั้งชาวบ้านในพื้นที่และภาคธุรกิจการท่องเที่ยวที่กำลังพยายามฟื้นตัว
เปิดสถิติวิกฤต: 22 วันใต้เงาฝุ่นพิษ
จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่าสถานการณ์ฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเข้าขั้นวิกฤตและเกินค่ามาตรฐานมาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดประกอบด้วยจังหวัดหลักในภาคเหนือตอนบน ซึ่งดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงจนกลายเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม
สาเหตุหลักของปัญหาที่ยืดเยื้อมาเกือบเดือนนี้มาจากหลายปัจจัย:
- จุดความร้อน (Hotspots): การเผาในที่โล่งทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงมีจำนวนสูง
- สภาพอากาศปิด: ลมสงบและเพดานอากาศต่ำทำให้ฝุ่นละอองไม่สามารถระบายออกไปได้
- ภูมิประเทศ: ลักษณะที่เป็นแอ่งกระทะของภาคเหนือทำให้มลพิษสะสมตัวได้ง่ายและนานกว่าภูมิภาคอื่น
ผลกระทบที่มากกว่าแค่เรื่องสุขภาพ
แม้ว่าผลกระทบทางสุขภาพจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ แต่ในเชิง “เศรษฐกิจท้องถิ่น” (Local Economy) วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญ
- การท่องเที่ยวซบเซา: นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังภาคเหนือในช่วงนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงแรม ร้านอาหาร และมัคคุเทศก์
- ค่าครองชีพสูงขึ้น: ประชาชนต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการซื้อหน้ากากอนามัย N95 และค่าไฟฟ้าจากการเปิดเครื่องฟอกอากาศ
- ประสิทธิภาพการทำงานลดลง: ปัญหาสุขภาพทำให้คนวัยทำงานล้มป่วยมากขึ้น ส่งผลต่อภาพรวมของผลผลิตในพื้นที่
เสียงจากพื้นที่และการขยับตัวของภาครัฐ
ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่าการฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยต้องการให้ภาครัฐประสานงานในระดับภูมิภาคเพื่อลดจุดเผาไหม้ข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามเร่งรัดมาตรการต่าง ๆ เช่น:
- การประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยในบางอำเภอ
- การบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอย่างเด็ดขาดในช่วงวิกฤต
- การสนับสนุนงบประมาณให้ท้องถิ่นจัดทำห้องปลอดฝุ่นสำหรับชุมชน
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่จำนวนจุดความร้อนในแผนที่ดาวเทียมยังไม่ลดลง สถานการณ์ใน 4 จังหวัดภาคเหนือก็ยังคงอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
สรุปและข้อแนะนำสำหรับประชาชน
ในขณะที่รอให้สถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามค่าฝุ่นอย่างใกล้ชิดผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Air4Thai หรือ IQAir และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาดหากไม่จำเป็น
วิกฤตฝุ่น 22 วันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศ แต่มันคือสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ความเจ็บป่วยนี้ซ้ำรอยเดิมทุกปี
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
คำเตือน! พบสารหนูในปริมาณสูงในแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือของประเทศไทย
หมอกควันพิษและปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นภัยคุกคามต่อการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเมียนมาร์ททลายแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในเมืองทาชีเลิก
เชียงราย – เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของประเทศเมียนมาบุกเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังหนึ่งในเขตตัวเมืองท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่สืบทราบเบาะแสว่ามีการลักลอบผลิตยาเสพติดในพื้นที่ดังกล่าว การเข้าตรวจค้นอย่างรวดเร็วทำให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด
ภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาจำนวนสองคน เป็นชายหนึ่งคนและหญิงอีกหนึ่งคน ทราบชื่อคือ นาย Sai Ngin อายุ 31 ปี และนางสาว Ma Nan San Fong อายุ 29 ปี ทั้งสองคนถูกพบตัวอยู่ภายในบ้านพร้อมกับของกลางจำนวนมากที่ใช้ในกระบวนการผลิตยาเสพติด การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของทางการในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ: ตำรวจเมียนมาบุกค้นบ้านในท่าขี้เหล็กเมื่อวันที่ 16 ต.ค. หลังพบข้อมูลการผลิตยาเสพติด
- การจับกุมและยึดของกลาง: รวบตัวนาย Sai Ngin และนางสาว Ma Nan San Fong พร้อมสารตั้งต้นมูลค่ามหาศาล
- เป้าหมายต่อไป: เจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายขบวนการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง
รายละเอียดของกลางมูลค่ามหาศาล
จากการตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบของกลางหลายรายการที่มีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะน้ำมันคีตามีนในแกลลอนรวมกว่า 26.15 ลิตร ซึ่งประเมินมูลค่าได้ถึง 7.845 พันล้านจัต นอกจากนี้ยังพบยาบ้าจำนวน 200 เม็ด มูลค่า 80,000 จัต และผงคีตามีนอีก 30 กรัม มูลค่า 270,000 จัต
สิ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าหน้าที่ยังพบโรลออนระงับกลิ่นกายปริมาณ 9 ลิตร มูลค่า 45,000 จัต และโทรศัพท์มือถืออีก 4 เครื่อง ซึ่งคาดว่าถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการผลิตและติดต่อซื้อขายยาเสพติด ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการตบตาเจ้าหน้าที่ของกลุ่มผู้กระทำผิด
สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติดเมียนมา หรือ CCDAC Myanmar ได้เข้ามาดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด ทางหน่วยงานได้ตั้งข้อหาหนักเกี่ยวกับคดียาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทกับผู้ต้องหาทั้งสองคน ขณะนี้ทั้งคู่ถูกส่งตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สถานีตำรวจท่าขี้เหล็กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อขยายผลการสืบสวน เป้าหมายสำคัญคือการหาความเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่นๆ รวมถึงกลุ่มนายทุนที่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายยึดยาบ้า 1.16 ล้านเม็ดซ่อนในถังพลาสติก
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายจับกุมกลุ่มชาวจีนในแม่สาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาบ้า 1.16 ล้านเม็ดซ่อนในถังพลาสติก
เชียงราย – ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยร้ายแรงที่คุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหน่วยงานรัฐได้เร่งปราบปรามอย่างหนักเพื่อตัดตอนขบวนการเหล่านี้ สำนักงาน ป.ป.ส. นำโดย ปปส.ภาค 1 ได้เปิดปฏิบัติการขยายผลสืบสวนเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการทลายเครือข่ายที่ใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดที่แนบเนียนมากยิ่งขึ้น
ปฏิบัติการนี้อยู่ภายใต้การนำของ นางสาวศศิรัศมิ์ นามวงษ์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภาค 1 เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด การทำงานร่วมกันช่วยให้สามารถแกะรอยและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าได้รวมกว่า 1.16 ล้านเม็ด ที่ลักลอบซุกซ่อนมาในถังน้ำมันพลาสติก
- จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการรับ ลำเลียง และกระจายยาเสพติด
- อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องรวมมูลค่ากว่า 1.83 ล้านบาท เพื่อตัดวงจรการเงินของเครือข่าย
การจับกุมครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากการทำงานด้านข่าวกรองและการสืบสวนที่รัดกุม เมื่อวันที่ 13 และ 15 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพัสดุเป้าหมาย พวกเขาเข้าตรวจค้นคลังพัสดุของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
จากการตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติในพัสดุที่เตรียมจัดส่ง พวกเขาพบยาบ้าจำนวนถึง 500,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ยาเสพติดเหล่านี้ถูกยัดไว้ในถังน้ำมันพลาสติกจำนวน 5 ถังเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
การค้นพบครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานทันที หลังจากนั้น พวกเขาได้วางแผนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้รับปลายทางต่อไป
การใช้วิธีส่งยาเสพติดผ่านระบบขนส่งเอกชนเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยขึ้น ขบวนการค้ายาเสพติดมักปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็มีการปรับแผนและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเช่นกัน

ขยายผลจับกุมและทลายแหล่งพักยาเสพติด
หลังจากยึดของกลางล็อตแรกได้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลาต่อมา ปปส.ภาค 1 ได้ประสานงานกับตำรวจ บช.ปส. และเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังผสมได้บุกเข้าจับกุมเป้าหมายตามที่ได้สืบสวนไว้
ปฏิบัติการนี้นำไปสู่การรวบตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 ราย ผู้ต้องหาเหล่านี้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการรับและลำเลียงยาเสพติด นอกจากนี้ พวกเขายังทำหน้าที่พักเก็บและเตรียมกระจายยาบ้าไปยังพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย
เจ้าหน้าที่ยังได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่กลุ่มผู้ต้องหาใช้เป็นฐานปฏิบัติการ บ้านหลังนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแกะและแยกยาบ้าออกจากถังน้ำมัน ผลการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่เพิ่มเติมอีกถึง 661,000 เม็ด
รวมของกลางที่ตรวจยึดได้จากปฏิบัติการทั้งสองจุดเป็นจำนวนมหาศาล ยาบ้าที่ถูกยึดได้มีจำนวนทั้งสิ้น 1,161,000 เม็ด การยึดยาเสพติดจำนวนนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่กระจายลงสู่ชุมชนและเยาวชนได้เป็นจำนวนมาก

ตัดท่อน้ำเลี้ยง ทลายวงจรการเงินเครือข่าย
นอกจากการจับกุมและยึดยาเสพติดแล้ว การตัดท่อน้ำเลี้ยงก็เป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด กฎหมายนี้มุ่งเน้นการลงโทษผู้กระทำความผิดเพื่อการค้าและผู้ที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในสังคม
ทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ตรวจสอบประกอบด้วยยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 1 คัน และรถยนต์ตู้ฮุนได รุ่น H1 สีดำ อีก 1 คัน มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 1,830,000 บาท
การยึดทรัพย์สินเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายโครงสร้างทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติด เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าขยายผลเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม การดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดจะช่วยตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคน หากใครพบเห็นเบาะแสหรือได้รับความเดือดร้อนจากยาเสพติด สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที ประชาชนสามารถโทรศัพท์แจ้งได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สายด่วนนี้เป็นที่พึ่งสำหรับทุกปัญหายาเสพติดในชุมชน ข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับอย่างสูงสุดตามมาตรฐานสากล เราต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักยกน้ำหนักเยาวชนจากเชียงรายคว้าเหรียญทอง 2 เหรียญ
รถกระบะคันหนึ่งเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ช็อก! เพื่อนสนิทฆ่าหนุ่มพิการขายหวย ทิ้งศพลงแม่น้ำน่าน
ตำรวจเชียงรายยึดยาบ้า 1.16 ล้านเม็ดซ่อนในถังพลาสติก">เชียงราย – เกิดเหตุสลดขึ้นที่จังหวัดน่าน เมื่อหนุ่มพิการอาชีพขายลอตเตอรี่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ล่าสุดตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนสนิทของผู้ตายเอง เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุลงมืออย่างโหดเหี้ยมเพื่อล้างหนี้เพียงเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าวังผา ได้แกะรอยจากกล้องวงจรปิดจนพบเบาะแสสำคัญ นำไปสู่การจับกุมนายเอก อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่าลงมือฆ่านายทัตธพงษ์ อายุ 45 ปี ผู้พิการขายลอตเตอรี่ โดยอ้างว่าบันดาลโทสะจากการถูกทวงหนี้ค่าหวย
ประเด็นสำคัญ
- เพื่อนสนิทรับสารภาพ: นายเอกยอมรับว่าฆ่าเพื่อนสนิทที่เป็นผู้พิการ เพื่อล้างหนี้สินค่าหวยจำนวน 5,000 บาท
- ซ่อนเร้นอำพรางศพ: ผู้ก่อเหตุนำร่างผู้เสียชีวิตยัดใส่กระสอบปุ๋ย ก่อนนำไปทิ้งลงแม่น้ำน่านเพื่อปิดบังความผิด
- ตำรวจเร่งสอบสวนปมชิงทรัพย์: เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด เนื่องจากผู้ตายอาจมีเงินสดติดตัวกว่า 30,000 บาท
การหายตัวไปและการค้นหา
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ญาติได้เข้าแจ้งความว่าผู้ตายหายตัวไปพร้อมกับรถจักรยานยนต์ แผงลอตเตอรี่ และเงินสดจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ร่วมกันระดมกำลังออกค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ในช่วงแรก การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบากและเต็มไปด้วยความหวังที่จะพบเขายังมีชีวิตอยู่
จุดเปลี่ยนของคดีนี้มาจากการทำงานอย่างหนักของฝ่ายสืบสวน ซึ่งได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ภาพจากกล้องแสดงให้เห็นความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของรถจักรยานยนต์ของผู้สูญหาย ตำรวจจึงตัดสินใจเชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำอย่างละเอียด จนกระทั่งเขายอมเปิดปากรับสารภาพในที่สุด
ปมสังหารโหดล้างหนี้หวย
ผู้ต้องหาให้การว่า ตนเองซื้อลอตเตอรี่เงินเชื่อจากผู้ตายจนเป็นหนี้สะสมถึง 10,000 บาท เขาได้จ่ายคืนไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงเหลือหนี้ค้างชำระอีกเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ในวันเกิดเหตุ ทั้งคู่ได้นัดพบกันเพื่อพูดคุยเรื่องการชำระหนี้ส่วนที่เหลือ แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
นายเอกอ้างว่าตนเองดื่มสุราจนมีอาการมึนเมา เมื่อพบกันที่บริเวณทางเข้าสวนยางพารา ทั้งสองคนเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ผู้ตายได้ขู่ว่าจะไปทวงเงินจากภรรยาและแม่ยายของผู้ก่อเหตุ คำพูดนี้ทำให้นายเอกเกิดความโมโหสุดขีด จึงลงมือบีบคอผู้ตายจนล้มลงกับพื้น
หลังจากนั้น ผู้ก่อเหตุได้ใช้ท่อนไม้ฟาดซ้ำที่ร่างของผู้ตายจนแน่นิ่งไป เมื่อตรวจสอบพบว่าเสียชีวิตแล้ว เขาจึงลากร่างไร้วิญญาณเข้าไปซ่อนในสวนยางพารา จากนั้นได้ไปหากระสอบปุ๋ยมาใส่ศพ แล้วขนขึ้นรถจักรยานยนต์ไปทิ้งลงแม่น้ำน่านเพื่อหวังจะทำลายหลักฐาน
ปฏิบัติการค้นพบร่างผู้เสียชีวิต
หลังจากการรับสารภาพ ตำรวจได้คุมตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดเกิดเหตุและจุดทิ้งศพทันที เจ้าหน้าที่พบรอยเลือด หน้ากากอนามัย และท่อนไม้ที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่ในสวนยางพารา นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกถอดป้ายทะเบียนไปซ่อนไว้ที่ห้างนาของยายผู้ต้องหาอีกด้วย ตามรายงานข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์
ในส่วนของการค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยและญาติได้ล่องเรือไปตามแม่น้ำน่านอย่างไม่ลดละ ในที่สุดก็ได้รับแจ้งว่าพบศพถูกบรรจุในกระสอบ ลอยไปติดกิ่งไม้ที่บริเวณบ้านดอนแก่ง ตำบลตาลชุม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ผู้ต้องหาอ้างว่าทิ้งศพไปไกลกว่า 10 กิโลเมตร
สภาพศพเมื่อถูกพบนั้นเริ่มขึ้นอืด โดยมีมือและเท้าโผล่ออกมาจากปากกระสอบที่ไม่ได้ถูกมัดไว้แน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงกู้ร่างขึ้นมาและนำส่งแผนกนิติเวช โรงพยาบาลน่าน เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดและหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ
แม้ผู้ต้องหาจะรับสารภาพว่าทำไปเพราะบันดาลโทสะ แต่ทางตำรวจยังคงตั้งข้อสงสัยในหลายประเด็น ญาติของผู้ตายระบุว่า ในวันเกิดเหตุผู้ตายอาจพกเงินสดติดตัวไปมากกว่า 30,000 บาท เนื่องจากเขามีอาชีพปล่อยเงินกู้ด้วย ข้อมูลนี้ทำให้คดีนี้อาจมีแรงจูงใจอื่นซ่อนเร้นอยู่
เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตรวจสอบอย่างละเอียดว่า การฆาตกรรมครั้งนี้เป็นการประสงค์ต่อทรัพย์ด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังเคยให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับจุดทิ้งศพ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาไปงมหาในสระน้ำถึง 4 แห่ง ก่อนที่เขาจะยอมรับความจริงในภายหลัง
คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงในสังคมที่เกิดจากปัญหาหนี้สินเพียงเล็กน้อย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างถึงที่สุด ครอบครัวของผู้สูญเสียยังคงอยู่ในความโศกเศร้าและหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แม่สายตื่นตัว! สธ.ลุยตรวจสารหนูในน้ำ เร่งปกป้องสุขภาพ
ขวัญ-อ.เบียร์ แจ้งจับมิจฉาชีพคราบนักบุญ อมเงินบริจาคน้ำท่วม
-
ข่าวกีฬา Sports5 days ago
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย



