เชียงราย - Chiang Rai News
มลพิษทางน้ำและอากาศในจังหวัดเชียงรายรุนแรง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
เชียงราย – ชาวเชียงรายยังต้องเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ทั้งคุณภาพน้ำในหลายแม่น้ำที่ยังพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงจนกระทบต่อสุขภาพในหลายอำเภอ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 กรมควบคุมมลพิษ รายงานผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งที่ 17…
เชียงราย – ชาวเชียงรายยังต้องเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ทั้งคุณภาพน้ำในหลายแม่น้ำที่ยังพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงจนกระทบต่อสุขภาพในหลายอำเภอ
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 กรมควบคุมมลพิษ รายงานผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งที่ 17 ช่วงวันที่ 10 ถึง 13 มีนาคม 2569 ครอบคลุมแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
ผลตรวจพบว่า แม่น้ำกกยังมีสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางจุด โดยที่สะพานท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และบริเวณสะพานมิตรภาพ แม่ยาว-ดอยฮาง ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ตรวจพบค่า 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

แม่น้ำสายพบแมงกานีสและสารหนูเกินมาตรฐาน
ส่วนแม่น้ำสาย พบแมงกานีสเกินค่ามาตรฐานที่บ้านป่าซางงาม หมู่ 6 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยตรวจได้ 2.80 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
หากดูผลตรวจย้อนหลัง จะเห็นว่าหลายรอบก่อนหน้านี้ค่าบางจุดยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจครั้งที่ 4 พบเกินทุกจุด อยู่ในช่วง 1.00 ถึง 1.30 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนครั้งที่ 6 ก็ยังเกินทุกจุด อยู่ในช่วง 1.30 ถึง 1.60 มิลลิกรัมต่อลิตร และครั้งที่ 8 อยู่ในช่วง 1.20 ถึง 1.30 มิลลิกรัมต่อลิตร
ข้อมูลยังชี้ว่า ค่าความขุ่นของน้ำที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการตรวจพบโลหะหนักบางชนิดมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วงการตรวจครั้งที่ 10 ถึง 16 ทุกจุดกลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
แต่ในการตรวจครั้งที่ 17 ล่าสุด ยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำสาย โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 0.011 ถึง 0.024 มิลลิกรัมต่อลิตร ยกเว้นบริเวณบ้านหัวฝาย ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย ที่มีค่าอยู่ในเกณฑ์
สำหรับแม่น้ำรวก พบสารหนูเกินมาตรฐานที่สถานีสูบน้ำเกาะช้าง ของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยตรวจพบค่า 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร
ขณะเดียวกัน แม่น้ำโขงก็ยังพบสารหนูเกินเกณฑ์ใน 2 จุด ได้แก่ จุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และบริเวณจุดสูบน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาอำเภอแม่สาย ซึ่งตรวจพบค่า 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร

ฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือพุ่งสูง หลายพื้นที่อยู่ในระดับอันตราย
ในวันเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ออกประกาศฉบับที่ 4/2569 เรื่องคุณภาพอากาศเกินมาตรฐานในภาคเหนือตอนบน ครอบคลุมเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน
รายงานระบุว่า ณ เวลา 07.00 น. ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ระหว่าง 43.5 ถึง 255.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยคุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ
พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดง มีดังนี้
- ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 255.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 232.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 153.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 147.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 146 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 107.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 101.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 92.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 92.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 90.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 81.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 75.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 ระดับสีแดงต่อเนื่องมา 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569
ขณะเดียวกัน พื้นที่ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่นระดับสีแดงต่อเนื่อง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569
นอกจากนี้ ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานระดับสีแดงต่อเนื่อง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569

คำเตือนถึงประชาชน ลดกิจกรรมกลางแจ้งและสวมหน้ากากทุกครั้ง
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด และควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้ง
นอกจากนี้ ควรลดระยะเวลาในการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากกลางแจ้ง และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที
ประชาชนยังควรอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดจากมลพิษทางอากาศ เตรียมยาและของจำเป็นให้พร้อม รวมถึงทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนั้น หน่วยงานยังขอความร่วมมืองดการเผาทุกชนิด และหลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน เพื่อลดการสะสมของฝุ่นควันในอากาศ
นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ระบุว่า หลายจังหวัดในภาคเหนือมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานเกือบทั้งหมด
สำหรับจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สายมีค่าฝุ่นสูงถึง 153.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนอำเภอเมืองอยู่ที่ 90.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และอำเภอเชียงของอยู่ที่ 146 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
เขาระบุว่า ระดับฝุ่นที่สูงเกินเกณฑ์มากแบบนี้ส่งผลต่อสุขภาพแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือสวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลา และหากอยู่ภายในบ้านก็ควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อลดอากาศจากภายนอกเข้ามา

กลุ่มเปราะบางต้องระวังมากเป็นพิเศษ
นายอาวีระยังเตือนว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหอบหืด และกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ต้องระวังตัวมากกว่าคนทั่วไป เพราะหากไม่ได้สวมหน้ากาก N95 โอกาสได้รับผลกระทบจะยิ่งสูง
ในด้านการดูแลสุขภาพ โรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยังพร้อมให้การสนับสนุน ขณะที่ผู้ป่วยติดเตียง กระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยสนับสนุนเครื่องฟอกอากาศหรือมุ้งปลอดฝุ่นในบางกรณี
ส่วนการฉีดน้ำบริเวณสนามหญ้าหรือหน้าบ้าน อาจช่วยได้บ้างในช่วงสั้นๆ เพราะทำให้อากาศชื้นขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด
เมื่อถูกถามถึงกรณีเชียงรายที่ต้องเผชิญทั้งปัญหาฝุ่นพิษและน้ำปนเปื้อน นายอาวีระมองว่า แต่ละหน่วยงานกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องป้องกันตัวเองด้วยการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
เขายังกล่าวว่า แม้จะมียุทธศาสตร์ระดับชาติและความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น ยุทธศาสตร์อาเซียนฟ้าใส แต่การแก้ปัญหายังมีข้อจำกัดหลายด้าน เพราะแต่ละประเทศมีศักยภาพต่างกัน และยังต้องคำนึงถึงปัญหาปากท้องของประชาชนควบคู่กันไป
ประชาชนที่ต้องการติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศ สามารถดูข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก “สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1” เว็บไซต์ “air4thai.pcd.go.th” และแอปพลิเคชัน “Air4thai”
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชายชาวเมียนมาร์สารภาพว่าได้ฆาตกรรมเด็กหญิงอายุ 17 ปี ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ
ประเด็นสำคัญ
- กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
- เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
- ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว
ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่
การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน
นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที
การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย
ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร
การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว
เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
- เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
- เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี
ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง
ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม
คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป
คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน
งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – นักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม
การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก
ประเด็นสำคัญ
- โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
- นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
- กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน
หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ
ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้
หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย
ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด
ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย
การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว
กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล
โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก
นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว
การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ
ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


