Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวระดับชาติ - National

เจ้าของบ้านผงะ เจอช้างป่าบุกเข้าครัวกลางดึกที่ฉะเชิงเทรา

ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบต้องตกใจกับเหตุไม่คาดคิดในคืนวันที่ 19 มีนาคม 2026 เมื่อช้างป่าตัวหนึ่งบุกเข้าไปในครัวของบ้านหลังหนึ่งในบ้านคลองมะหาด แล้วใช้งวงคุ้ยหาอาหารก่อนกินข้าวสารที่เก็บไว้จนหกกระจายเต็มพื้น…

Rebecca Kim

Published

on

เจ้าของบ้านผงะ เจอช้างป่าบุกเข้าครัวกลางดึกที่ฉะเชิงเทรา

ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบต้องตกใจกับเหตุไม่คาดคิดในคืนวันที่ 19 มีนาคม 2026 เมื่อช้างป่าตัวหนึ่งบุกเข้าไปในครัวของบ้านหลังหนึ่งในบ้านคลองมะหาด แล้วใช้งวงคุ้ยหาอาหารก่อนกินข้าวสารที่เก็บไว้จนหกกระจายเต็มพื้น

ภาพจากกล้องวงจรปิดของเหตุการณ์นี้ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ และทำให้หลายคนกลับมาสนใจปัญหาช้างป่าออกจากป่าเข้ามาใกล้ชุมชนมากขึ้นในหลายพื้นที่ของไทย

เจ้าของบ้านเล่าว่า เหตุเริ่มขึ้นราว 3 ทุ่ม ตอนนั้นสุนัขในบ้านเห่าเสียงดังผิดปกติ เมื่อออกไปดูก็พบว่ามีช้างป่าพยายามเข้ามาด้านครัว จึงรีบแจ้งขอความช่วยเหลือทันที

หลังรับแจ้ง อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังได้เข้าตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุในอำเภอท่าตะเกียบ แต่ในช่วงนั้นช้างได้ดันประตูไม้ด้านหลังครัวเข้าไปแล้ว จากนั้นก็ใช้งวงค้นหาของกินในครัว ก่อนจะเจอถังเก็บข้าวสารและกินอยู่พักหนึ่ง ทำให้ข้าวสารหกเลอะเต็มห้อง

เจ้าหน้าที่ต้องรับมืออย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ช้างตื่นตกใจและเกิดอันตรายเพิ่ม โชคดีที่หลังจากกินเสร็จ ช้างตัวดังกล่าวเดินกลับออกจากบ้านและมุ่งหน้าเข้าป่าใกล้เคียง โดยไม่ได้ทำร้ายใคร

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ยังมีรายงานว่าช้างป่าอีก 1 ตัวเข้ามาใกล้บ้านหลังเดิมเช่นกัน แต่ไม่ได้บุกเข้าไปภายในบ้าน แม้เหตุการณ์นี้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกกังวลไม่น้อย

กล้องวงจรปิดจับภาพช้างเดินเข้าครัวอย่างใจเย็น

จากคลิปวงจรปิดจะเห็นได้ชัดว่า ช้างเดินอ้อมมาจากด้านหลังบ้านแล้วตรงเข้าครัวทันที ท่าทางของมันดูนิ่งและเหมือนรู้ว่ามีอาหารอยู่ข้างใน มันไม่ได้อาละวาดทั่วบ้าน แต่เลือกดันประตูครัวเข้าไปแล้วมุ่งหาของกินโดยตรง

หลายคนที่ได้ชมคลิปต่างบอกตรงกันว่า ภาพนี้ทั้งน่าขำและน่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน เพราะช้างดูคุ้นเคยกับการเข้าหาอาหารจากบ้านคนอย่างมาก

ต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบความเสียหายและพบว่าประตูครัวเสียหายเล็กน้อย ส่วนภายในมีข้าวสารกระจายอยู่ทั่วพื้น หลังเกิดเหตุ หน่วยงานในพื้นที่ได้เพิ่มการลาดตระเวนและติดตามความเคลื่อนไหวของช้างป่าใกล้ชุมชนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

เจ้าของบ้านผงะ เจอช้างป่าบุกเข้าครัวกลางดึกที่ฉะเชิงเทรา

ช้างป่าในไทยบุกบ้านและร้านค้ามากขึ้น

กรณีนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ช้างป่าในไทยมีแนวโน้มออกจากป่าเข้ามาในหมู่บ้าน บ้านเรือน ร้านค้า และพื้นที่ทำกินของชาวบ้านบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในจุดที่หาอาหารได้ง่าย

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวมีหลายกรณี เช่น

  • ช้างพลายเบี่ยงเล็ก บุกค้นร้านใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในปี 2025 ช้างตัวนี้เคยเดินเข้าร้านอาหารริมทางและร้านสะดวกซื้อ หยิบขนมข้าวพอง แซนด์วิช กล้วย และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปกินต่อหน้าคนที่อยู่ในร้าน
  • ช้างบุกบ้านในภาคใต้ บางพื้นที่พบว่าช้างพังกำแพงครัวเพื่อเข้ามาหาข้าวสารและผลไม้ โดยที่หัวหินเคยมีช้างตัวเดิมกลับมาหาอาหารหลายคืนติดกัน
  • ช้างเข้าร้านอาหารและแผงขายของในภาคอีสาน ฝูงช้างที่หิวมักเข้าบ้านเกษตรกรและจุดขายของในชุมชน พลิกข้าวของเพื่อหาข้าว ผัก และอาหารที่หยิบกินได้ง่าย
  • ช้างเข้าพื้นที่โรงเรียนและสวนเกษตร ใกล้อุทยานบางแห่ง เช่น แก่งกรุง และเขาสก มีรายงานว่าช้างเดินผ่านสวน เข้าหมู่บ้าน และบางครั้งก็ไปถึงเขตโรงเรียน

เมื่อเหตุลักษณะนี้เกิดซ้ำบ่อยขึ้น ครัวในบ้าน ร้านค้า และร้านอาหารริมทางจึงกลายเป็นแหล่งอาหารง่ายสำหรับช้างป่าไปโดยปริยาย

เจ้าของบ้านผงะ เจอช้างป่าบุกเข้าครัวกลางดึกที่ฉะเชิงเทรา

ทำไมช้างป่าถึงเข้าใกล้หมู่บ้านมากขึ้น

ในอดีต ช้างป่าเอเชียในไทยมีพื้นที่หากินกว้างกว่าปัจจุบันมาก แต่เมื่อป่าลดลงและพื้นที่ป่าถูกแบ่งออกเป็นหย่อมเล็ก ๆ ช้างจึงต้องออกมาใกล้พื้นที่คนมากขึ้น ผลที่ตามมาคือความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดถี่กว่าเดิม

ปัจจัยสำคัญมีหลายอย่าง เช่น

  • การขยายพื้นที่เกษตร พื้นที่ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยูคาลิปตัส และสวนผลไม้ เข้ามาแทนที่ป่าธรรมชาติจำนวนมาก แม้พืชเหล่านี้จะดึงดูดช้าง แต่ก็ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง
  • การตัดไม้และการพัฒนาเมือง ถนน ชุมชน และโครงการต่าง ๆ ทำให้ผืนป่าถูกแบ่งขาดออกจากกัน งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าประเทศไทยสูญเสียถิ่นอาศัยของช้างไปมากกว่าครึ่งนับจากช่วงกลางศตวรรษที่ 20
  • ชุมชนตั้งอยู่บนเส้นทางหากินเดิมของช้าง ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากอาศัยใกล้แนวป่า และหลายพื้นที่ยังอยู่ในเส้นทางเดินของช้างตามธรรมชาติ
  • แรงกดดันในฤดูแล้ง เมื่อแหล่งน้ำและอาหารในป่าลดลง ช้างมักออกจากเขตป่าเพื่อหาอาหารและน้ำในไร่นาหรือหมู่บ้านใกล้เคียง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า บ้านเรือนที่เก็บข้าวสาร อาหารแห้ง หรือผลไม้ในภาชนะที่เปิดง่าย มักตกเป็นเป้าของช้างได้ไม่ยาก เพราะช้างใช้แรงน้อยกว่าการหาอาหารในป่า นั่นทำให้เกิดทั้งความเสียหาย ความกลัว และบางครั้งก็นำไปสู่อันตรายทั้งกับคนและสัตว์

ปัจจุบัน ไทยมีช้างป่าราว 3,100 ถึง 4,400 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง 68 แห่ง แม้บางพื้นที่จำนวนช้างจะเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่อาศัยกลับไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย ทำให้ปัญหาช้างป่าออกนอกเขตยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคตะวันออกอย่างฉะเชิงเทรา ที่หลายชุมชนตั้งอยู่ใกล้แนวป่า

เจ้าของบ้านผงะ เจอช้างป่าบุกเข้าครัวกลางดึกที่ฉะเชิงเทรา

ไทยพยายามลดปัญหาคนกับช้างป่าปะทะกัน

ตลอดช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐและกลุ่มอนุรักษ์ในไทยพยายามหาทางลดความเสี่ยงจากช้างป่าที่เข้าใกล้ชุมชน พร้อมกับดูแลการอนุรักษ์ช้างไปพร้อมกัน วิธีที่ใช้มีทั้งการเฝ้าระวัง การทำแนวกั้น และการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่

แนวทางหลักที่ใช้กันอยู่มีดังนี้

  • ดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลพื้นที่ที่เป็นถิ่นอาศัยของช้าง พร้อมใช้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน โดรน และระบบติดตามเพื่อเฝ้าดูการเคลื่อนที่ของช้าง
  • ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันช้างเข้าชุมชน บางหมู่บ้านใช้รั้วไฟฟ้าแรงต่ำ รั้วรังผึ้ง หรือแนวกั้นรูปแบบอื่นเพื่อกันช้างไม่ให้เข้าใกล้บ้านและพื้นที่เกษตร
  • ฟื้นฟูป่าและทำทางเชื่อมระหว่างผืนป่า องค์กรอย่าง WCS และเครือข่ายอนุรักษ์ช้างสนับสนุนการปลูกป่าและทำทางเดินเชื่อมผืนป่า เพื่อให้ช้างเคลื่อนที่ได้ปลอดภัยขึ้นโดยไม่ต้องผ่านพื้นที่เพาะปลูก
  • ควบคุมประชากรในบางพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูงเริ่มมีการใช้วัคซีนคุมกำเนิดกับช้างป่าบางส่วน เพื่อลดแรงกดดันในพื้นที่ที่รองรับช้างได้จำกัด
  • ช่วยเหลือชุมชนและสร้างความรู้ เกษตรกรบางรายสามารถขอรับการชดเชยความเสียหายจากพืชผลได้ ขณะเดียวกัน การรณรงค์เรื่องช้างไทยก็ช่วยให้คนในพื้นที่เข้าใจวิธีอยู่ร่วมกับช้างมากขึ้น
  • ใช้ทีมตอบสนองเร็วเมื่อช้างออกนอกป่า เหมือนในกรณีที่ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจะเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อผลักดันช้างกลับเข้าป่าอย่างปลอดภัย

มาตรการเหล่านี้ช่วยลดความสูญเสียลงได้ระดับหนึ่ง และยังช่วยให้การอนุรักษ์ช้างป่าเดินหน้าต่อไป แต่ในหลายพื้นที่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพราะช้างกับคนยังต้องใช้พื้นที่ใกล้กันทุกวัน

เหตุในครัวครั้งนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าคลิปไวรัล

แม้เหตุช้างป่าบุกครัวที่บ้านคลองมะหาดจะจบลงโดยไม่มีใครบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดว่า ชีวิตของคนกับสัตว์ป่าอยู่ใกล้กันมากขึ้นทุกที เมื่อหมู่บ้าน ถนน และพื้นที่เกษตรขยายตัวเข้าไปใกล้ป่า ความเสี่ยงแบบนี้ก็ยิ่งเพิ่มตาม

การป้องกันเบื้องต้นยังทำได้ เช่น เก็บอาหารให้มิดชิดในเวลากลางคืน เสริมความแข็งแรงให้ประตูและจุดเก็บของ รวมถึงเพิ่มการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในอำเภอท่าตะเกียบก็เตรียมเข้มการลาดตระเวนมากขึ้นหลังเกิดเหตุ

คลิปจากกล้องวงจรปิดที่ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพชวนตกใจเท่านั้น แต่ยังเตือนให้เห็นชัดว่า ปัญหาช้างป่าเข้าใกล้ชุมชนเป็นเรื่องที่ต้องรับมืออย่างจริงจัง หากมีการวางแผนที่ดีและทำงานร่วมกันต่อเนื่อง คนกับช้างก็ยังมีโอกาสอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ชายคนหนึ่งใช้ดาบซามูไรทำร้ายช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ เนื่องจากเบรกเสีย

 

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

Naree Srisuk

Published

on

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย

ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
  • ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
  • ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ

ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย

ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง

สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ

ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง

ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน

จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย

การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

Published

on

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
  • บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
  • รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ

พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011

หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี

อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ

บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore

ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II

ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล

ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ

ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม

กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้

เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

Naree Srisuk

Published

on

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ

ประเด็นสำคัญ 

  • รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
  • เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
  • ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ

ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า

เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ

ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา

หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.

การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ

อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต

อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending