ข่าวระดับชาติ - National
ตำรวจจับอดีตพระ 2 รูป คดีล่วงละเมิดเณรในวัดย่านสาทร
กรุงเทพฯ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ จับกุมพระอายุ 24 ปี 2 รูป หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศสามเณร 7 รูป ภายในวัดแห่งหนึ่งในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งแอบบันทึกภา พและคลิปขณะก่อเหตุไว้ด้วย ผู้ต้องหาคือ พระครูสังฆรักษ์ชนแดน หรือ…
กรุงเทพฯ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ จับกุมพระอายุ 24 ปี 2 รูป หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศสามเณร 7 รูป ภายในวัดแห่งหนึ่งในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งแอบบันทึกภาพและคลิปขณะก่อเหตุไว้ด้วย
ผู้ต้องหาคือ พระครูสังฆรักษ์ชนแดน หรือ พระตูน และ พระมหาศิวบุตร หรือ พระต้า ตำรวจระบุว่าทั้งคู่ใช้สถานะและอำนาจที่มีเหนือเด็กในความดูแล เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์และก่อเหตุซ้ำหลายครั้ง
คดีนี้มีข้อหาหนักหลายรายการ เช่น ข่มขืนกระทำชำเราโดยอาศัยการข่มขู่, กระทำอนาจารต่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี, บันทึกภาพลามกเพื่อแสวงหาประโยชน์, ครอบครองสื่อล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และชักจูงให้ประพฤติผิด
จุดเริ่มต้นของคดี
เรื่องนี้เริ่มจากมูลนิธิเด็กและสตรีของนางปวีณา หงสกุล เข้าแจ้งความในกรณีของเด็กชาย 3 คน หลังจากนั้นตำรวจขยายผลต่อ และพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายล่อลวงและล่วงละเมิดต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าเกิดเหตุอย่างน้อย 30 ครั้ง
จากข้อมูลของพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหามักชวนสามเณรเข้าไปในห้องส่วนตัว โดยใช้สิ่งของที่เด็กไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายในวัดมาเป็นเหยื่อล่อ เช่น ให้เล่นโทรศัพท์มือถือเพื่อเล่นเกม หรือให้เงินจำนวนเล็กน้อยราว 500 บาท
เมื่อสามเณรเข้าไปในห้องแล้ว การล่วงละเมิดก็เกิดขึ้นตามที่ผู้เสียหายให้การไว้ ตำรวจยังพบด้วยว่า มีการแอบถ่ายภาพและวิดีโอของเด็กหลายราย บางส่วนเป็นคลิปที่บันทึกขณะผู้เสียหายนอนหลับ
ระหว่างเข้าตรวจค้นกุฏิภายในวัดย่านเจริญกรุง เขตสาทร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เก็บพยานหลักฐานหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้
พล.ต.ต.วิทญา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ระบุว่า คดีนี้สะท้อนการใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะผู้ต้องหามีหน้าที่ดูแลสามเณร แต่กลับใช้ตำแหน่งนั้นทำร้ายเด็ก
ของกลางที่ตำรวจยึดได้
ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางหลายรายการ ได้แก่
- อุปกรณ์เล่นการพนัน
- ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากที่เก็บไว้ในตู้เย็น
- โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3 ชิ้น ที่มีภาพและคลิปลามกมากกว่า 100 ไฟล์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสามเณร
ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จากนั้นยอมลาสิกขาเพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีในฐานะบุคคลทั่วไป ซึ่งในคดีอาญาร้ายแรงของไทย มักมีการให้ผู้ต้องหาสึกก่อนเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นห้องพัก ยังมีสามเณรอีก 4 รูปออกมาให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกัน ทำให้ตอนนี้ตำรวจยืนยันผู้เสียหายได้แล้ว 7 ราย และยังคงเดินหน้าสอบสวนต่อไป ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กทั้งหมดแล้ว
คดีลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในวงการสงฆ์ไทย
เหตุการณ์ในสาทรไม่ใช่คดีแรกที่เกิดขึ้นในวัดไทย ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศสามเณรออกมาเป็นระยะ และทุกครั้งที่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันสงฆ์ก็ยิ่งสั่นคลอน
เมื่อเดือนตุลาคม 2025 พระในจังหวัดบึงกาฬรายหนึ่งเข้ามอบตัว หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดสามเณร 4 รูป อายุ 13 ถึง 16 ปี เป็นเวลานานราว 7 เดือน
พนักงานสอบสวนระบุว่า เด็กบางคนถูกบังคับให้กระทำทางเพศ ถูกทำร้ายเมื่อขัดขืน และยังถูกกดดันให้นำเด็กคนอื่นเข้ามาเพิ่ม ตำรวจยังเปิดเผยด้วยว่า ผู้ต้องหาพยายามใช้เงิน 300,000 บาท เพื่อให้ครอบครัวของเด็กเงียบเรื่องนี้
ก่อนหน้านั้น ในปี 2019 เจ้าอาวาสในจังหวัดกาญจนบุรีก็ถูกดำเนินคดี หลังถูกกล่าวหาว่าควบคุมตัวสามเณรอายุ 13 ปี และล่วงละเมิดทางเพศนานหลายวัน โดยคดีดังกล่าวมีข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับนวดและการกระทำทางเพศด้วย
ต่อมา เด็กสามารถติดต่อญาติได้ และได้รับความช่วยเหลือออกมาจากวัด ขณะที่บางคดีก่อนหน้านี้ยังเกี่ยวข้องกับการพาเด็กชายวัยรุ่นไปค้าประเวณี หนึ่งในคดีที่คนไทยจดจำกันได้มาก คือคดีของชายที่รู้จักกันในชื่อ พระชัย ซึ่งถูกตัดสินจำคุกหลายสิบปีในปี 2015 จากการทำเครือข่ายแสวงหาประโยชน์จากเด็ก
คดีที่เกิดซ้ำๆ ทำให้ปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมในวัดยังถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง นอกจากคดีการเงินและยาเสพติดแล้ว ข้อกล่าวหาเรื่องล่วงละเมิดทางเพศก็กลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเตือนมานานว่า สามเณรจำนวนมากมาจากครอบครัวยากจนในต่างจังหวัด จึงมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องใช้ชีวิตในระบบที่มีการควบคุมใกล้ชิด แต่การตรวจสอบจากภายนอกยังไม่มากพอ
รัฐเดินหน้าเข้มกับความผิดในผ้าเหลือง
ช่วงหลัง ทางการไทยเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อพระพุทธศาสนา
ในปี 2025 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ตั้งศูนย์ปราบปรามภัยคุกคามต่อพระพุทธศาสนา พร้อมเปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศในพื้นที่วัด จากปฏิบัติการดังกล่าว มีการออกหมายจับพระ 154 รูป และอดีตพระอีก 27 ราย โดยข้อกล่าวหาครอบคลุมตั้งแต่ยักยอกเงิน, ฟอกเงิน, ค้ายาเสพติด ไปจนถึงคดีทางเพศ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังผลักดันการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์ เพราะกฎหมายเดิมยังไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับพระที่ละเมิดข้อปฏิบัติสำคัญ เช่น การผิดพรหมจรรย์หรือการประพฤติมิชอบร้ายแรง หากกฎหมายใหม่มีผลใช้จริง อัยการและตำรวจจะมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดขึ้น และผู้เสียหายก็จะได้รับความคุ้มครองมากกว่าเดิม
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบประวัติก่อนบวชให้เข้มขึ้น ส่วนองค์กรด้านเด็กก็ทำงานร่วมกับตำรวจมากขึ้น ซึ่งคดีนี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือดังกล่าว
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยระบุว่า รัฐต้องการจัดการผู้กระทำผิดที่อาศัยผ้าเหลืองบังหน้า และปกป้องศาสนาไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น ในคดีร้ายแรง การให้ผู้ต้องหาลาสิกขาจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น
เด็กได้รับการช่วยเหลือ ขณะที่สังคมแสดงความไม่พอใจ
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียหายที่ยืนยันได้แล้วทั้ง 7 ราย รวมถึงเด็กอีก 4 คนที่ออกมาให้ข้อมูลภายหลัง กำลังได้รับการดูแล ทั้งเรื่องที่พักปลอดภัยและการให้คำปรึกษาทางจิตใจ ตำรวจเชื่อว่า อาจยังมีผู้เสียหายรายอื่นเพิ่มเติม
คดีนี้สร้างกระแสวิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ และทำให้ผู้นำทางศาสนาหลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวล เพราะวัดยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนไทย ทั้งในด้านศาสนา การใช้ชีวิตร่วมกัน และการปลูกฝังคุณธรรม
แม้ประชากรไทยกว่าร้อยละ 90 จะนับถือศาสนาพุทธ แต่คดีลักษณะนี้ก็ทำให้เสียงเรียกร้องเรื่องการตรวจสอบและความรับผิดชอบดังขึ้นต่อเนื่อง ผู้คนจำนวนมากต้องการเห็นมาตรการที่จริงจัง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ตำรวจยืนยันว่า การสอบสวนยังดำเนินต่อไป และผู้ต้องหาทั้งสองยังอยู่ในการควบคุมตัว โดยคาดว่าจะถูกนำตัวขึ้นศาลในเร็วๆ นี้
คดีนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุสะเทือนใจ ที่ย้ำให้เห็นว่า การกระทำผิดอาจเกิดขึ้นได้แม้ในสถานที่ที่สังคมให้ความเคารพสูง ขณะนี้ทางการไทยยืนยันว่าจะเร่งปกป้องเด็ก ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และรักษาความน่าเชื่อถือของคณะสงฆ์ให้มากที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์และ TICAC จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย ในข้อหาค้าสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ข่าวระดับชาติ - National
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย
ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
- ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
- ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ
ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย
ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง
สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ
ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง
ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว
ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน
จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย
การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวระดับชาติ - National
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
- บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
- รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ
พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011
หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ
บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore
ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II
ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล
ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ
ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม
กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ
ประเด็นสำคัญ
- รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
- เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
- ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ
ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า
เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ
ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา
หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.
การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต
อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


