เชียงราย - Chiang Rai News
ชาวบ้านบ้านดู จังหวัดเชียงราย ประท้วงโรงเผาขยะที่ตั้งอยู่กลางป่าชุมชนของพวกเขา
เชียงราย – ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย กลายเป็นจุดรวมตัวของชาวบ้านราว 250 คน ที่ออกมาคัดค้านการก่อสร้างโรงเผาขยะในพื้นที่ป่าชุมชนต้นน้ำ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่…
เชียงราย – ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองยาบ้าอีกราย">เชียงราย กลายเป็นจุดรวมตัวของชาวบ้านราว 250 คน ที่ออกมาคัดค้านการก่อสร้างโรงเผาขยะในพื้นที่ป่าชุมชนต้นน้ำ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หลังทราบว่าเทศบาลตำบลบ้านดู่มีแผนใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดกำจัดขยะมูลฝอยระยะยาว 30 ปี
ชาวบ้านกังวลว่าหากมีโรงเผาขยะเกิดขึ้นจริง จะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ถึง 7 หมู่บ้าน ทั้งเรื่องภูมิทัศน์ธรรมชาติที่ต้องหายไป กลิ่นเหม็นจากขยะ ควันเผาไหม้ ปัญหาสุขภาพ และน้ำเสียที่อาจไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งน้ำของชุมชน
รวมตัวหน้าป่าชุมชน ยืนยัน “ไม่เอาโรงเผาขยะ”
เช้าวันที่ 15 ธ.ค. ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในตำบลบ้านดู่ รวมตัวกันที่ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาท หมู่ 6 เพื่อแสดงจุดยืนไม่เอาโรงเผาขยะ โดยมีตัวแทนชุมชนขึ้นกล่าวปราศรัยและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่
แกนนำที่ร่วมพูดคุยกับชาวบ้าน ประกอบด้วย นายจักรกฤษ กองสุเรือง ผู้ใหญ่บ้านโป่งพระบาท, นายสัญญา วงษ์สร้อยสน สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านดู่ และนายสิงห์คำ มโนหาญ อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่ ซึ่งต่างออกมาแสดงจุดยืนร่วมกับชาวบ้านว่า พื้นที่ป่าชุมชนควรอยู่กับคนในชุมชน ไม่ใช่กลายเป็นแหล่งกำจัดขยะ

ชาวบ้านโวย ไม่เคยมีประชาพิจารณ์ ไม่เคยชี้แจงโครงการ
นายจักรกฤษระบุว่า เรื่องการนำป่าชุมชนไปใช้เป็นสถานที่กำจัดขยะ เป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ไม่เคยมีการจัดประชาพิจารณ์ หรือประชุมชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจรายละเอียดโครงการเลยสักครั้ง
ชาวบ้านหลายคนเพิ่งมาทราบเรื่อง เมื่อเห็นป้ายของเทศบาลที่ติดประกาศในพื้นที่ ว่ากรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำสถานที่กำจัดขยะเป็นเวลา 30 ปี ทำให้เกิดความกังวลว่าทางเทศบาลอาจเดินหน้าโครงการและจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว โดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ
กังวลกระทบ 7 หมู่บ้าน ทั้งกลิ่นเหม็น ภูมิทัศน์ และสุขภาพ
ชาวบ้านชี้ว่า หากมีโรงคัดแยกและเผาขยะในบริเวณนี้จริง ผลกระทบจะลามไปถึง 7 หมู่บ้านในตำบลบ้านดู่ ได้แก่ หมู่ 1, 2, 5, 6, 13, 14 และ 18 เนื่องจากป่าชุมชนโป่งพระบาทตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านมาก
ผลกระทบที่ชาวบ้านกลัวมากที่สุด คือ
- ภูมิทัศน์ธรรมชาติของป่าชุมชนหายไป
- กลิ่นเน่าเหม็นของขยะรบกวนตลอดวัน
- ควันเผาไหม้ที่อาจมีสารพิษสะสมในร่างกาย
- ปัญหาสุขภาพของคนแก่ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
- น้ำเสียจากการจัดการขยะปนเปื้อนลงแหล่งน้ำ
หลายครอบครัวตั้งข้อสังเกตว่า ชุมชนเคยเผชิญปัญหาขยะลักลอบทิ้งมาก่อน จึงไม่อยากกลับไปเจอสภาพเดิมซ้ำอีก

ป่าชุมชนถูกตั้งขึ้น เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งขยะ
นายจักรกฤษอธิบายว่า ที่ผ่านมาเคยมีคนนอกพื้นที่ลักลอบนำขยะเข้ามาทิ้งในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงร่วมกันหาทางออกด้วยการขอจัดตั้งเป็น “ป่าชุมชน” เพื่อให้มีฐานะทางกฎหมาย และใช้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครนำขยะมาทิ้งอีก
การจัดตั้งป่าชุมชนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นความพยายามของชาวบ้านที่จะปกป้องพื้นที่ต้นน้ำ และคุณภาพชีวิตของคนทั้ง 7 หมู่บ้านในระยะยาว ชาวบ้านจึงยิ่งรับไม่ได้เมื่อรู้ว่า พื้นที่ที่ช่วยกันรักษา กลับถูกกำหนดให้เป็นที่รองรับขยะ
เรียกร้องให้ทำประชามติ ให้คนในพื้นที่ตัดสินอนาคตป่า
นายจักรกฤษมองว่า เรื่องใหญ่ระดับนี้ควรให้ชาวบ้านทั้ง 7 หมู่บ้านมีสิทธิ์ตัดสินใจร่วมกัน เขาเสนอให้จัดทำประชามติในพื้นที่ ว่าคนส่วนใหญ่ “ยอมรับ” หรือ “ไม่ยอมรับ” โรงคัดแยกและเผาขยะในป่าชุมชน
เขาย้ำว่า คนที่อยู่กับพื้นที่ทุกวัน เป็นกลุ่มที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง จึงควรมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของป่าและชุมชนตัวเองอย่างแท้จริง
อดีตผู้บริหารเทศบาลเผย เคยมีผลวิจัยชี้แล้วว่าไม่เหมาะ
ด้านนายสิงห์คำ มโนหาญ อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่ เล่าย้อนว่า ปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่ป่าชุมชนแห่งนี้เพื่อกำจัดขยะ เริ่มตั้งแต่ปี 2559 ตอนที่ตนยังทำงานในฝ่ายบริหารของเทศบาล
ในช่วงนั้น เทศบาลได้ยื่นเรื่องขอใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้ เพื่อวางแผนเป็นสถานที่กำจัดขยะของตำบล ต่อมาในปี 2561 มีการทำวิจัยประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ผลการศึกษาออกมาว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะกับการใช้เป็นแหล่งกำจัดขยะ
เมื่อสอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านในช่วงนั้น ก็พบว่าไม่มีใครเห็นชอบให้ใช้พื้นที่นี้สร้างโรงกำจัดหรือเผาขยะเช่นกัน

เส้นเวลา “ป่าชุมชน” กับ “สถานที่กำจัดขยะ” ห่างกันแค่ 10 เดือน
จากข้อมูลรายงานข่าว พบว่า ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาทได้รับการจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ตามคำร้องขอของชาวบ้านเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2568
ต่อมาในปีเดียวกัน เทศบาลตำบลบ้านดู่ได้ยื่นคำขอใช้พื้นที่เดียวกันไปยังกรมป่าไม้ เพื่อกำจัดขยะมูลฝอย และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2568 ห่างจากวันจัดตั้งป่าชุมชนเพียง 10 เดือนเท่านั้น
ในปัจจุบัน เทศบาลได้นำป้ายไปติดไว้ในพื้นที่ ระบุข้อความว่า
“กรมป่าไม้อนุญาตให้เทศบาลตำบลบ้านดู่ เข้าทำประโยชน์ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอยนางแล ป่าดอยยาว และป่าดอยพระบาท ท้องที่ตำบลบ้านดู่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่กำจัดขยะมูลฝอย เนื้อที่ 15 ไร่ 6 งาน 23 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2568 จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2598”
หลังจากติดป้ายได้ไม่นาน มีคนนำสีไปพ่นและขีดเขียนทับข้อความ พร้อมทำเครื่องหมายกากบาทพร้อมคำว่า “ไม่เอาขยะ” แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า ชุมชนไม่ยอมรับโครงการนี้
แกนนำชุมชนเตรียมยื่นเรื่องต่อหน่วยงานระดับชาติ
แกนนำชาวบ้านแนะนำให้ชุมชนรวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านต่อหลายหน่วยงาน เช่น คณะกรรมาธิการ วุฒิสภา และหน่วยงานที่ยังมีอำนาจตรวจสอบนโยบายของรัฐ แม้ในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ
เป้าหมายของการยื่นหนังสือ คือทำให้เสียงของชาวบ้านส่วนใหญ่ในทั้ง 7 หมู่บ้าน ถูกส่งต่อไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้การจัดการพื้นที่ป่าชุมชนโป่งพระบาท เดินไปตามความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ถูกกำหนดจากเอกสารอนุญาตเพียงไม่กี่ฉบับ
ชาวบ้านจำนวนมากยังยืนยันว่า ป่าชุมชนแห่งนี้คือ “พื้นที่ชีวิต” ของคนทั้งตำบลบ้านดู่ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ว่างสำหรับกำจัดขยะของเมืองเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ
ประเด็นสำคัญ
- กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
- เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
- ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว
ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่
การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน
นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที
การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย
ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร
การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว
เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
- เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
- เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี
ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง
ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม
คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป
คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน
งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – นักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม
การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก
ประเด็นสำคัญ
- โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
- นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
- กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน
หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ
ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้
หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย
ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด
ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย
การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว
กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล
โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก
นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว
การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ
ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


