เชียงราย - Chiang Rai News
ชาวบ้านบ้านดู จังหวัดเชียงราย ประท้วงโรงเผาขยะที่ตั้งอยู่กลางป่าชุมชนของพวกเขา
เชียงราย – ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย กลายเป็นจุดรวมตัวของชาวบ้านราว 250 คน ที่ออกมาคัดค้านการก่อสร้างโรงเผาขยะในพื้นที่ป่าชุมชนต้นน้ำ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่…
เชียงราย – ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต "ลุงเลย" หลังวิกฤตไฟไหม้">เชียงราย กลายเป็นจุดรวมตัวของชาวบ้านราว 250 คน ที่ออกมาคัดค้านการก่อสร้างโรงเผาขยะในพื้นที่ป่าชุมชนต้นน้ำ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หลังทราบว่าเทศบาลตำบลบ้านดู่มีแผนใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดกำจัดขยะมูลฝอยระยะยาว 30 ปี
ชาวบ้านกังวลว่าหากมีโรงเผาขยะเกิดขึ้นจริง จะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ถึง 7 หมู่บ้าน ทั้งเรื่องภูมิทัศน์ธรรมชาติที่ต้องหายไป กลิ่นเหม็นจากขยะ ควันเผาไหม้ ปัญหาสุขภาพ และน้ำเสียที่อาจไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งน้ำของชุมชน
รวมตัวหน้าป่าชุมชน ยืนยัน “ไม่เอาโรงเผาขยะ”
เช้าวันที่ 15 ธ.ค. ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในตำบลบ้านดู่ รวมตัวกันที่ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาท หมู่ 6 เพื่อแสดงจุดยืนไม่เอาโรงเผาขยะ โดยมีตัวแทนชุมชนขึ้นกล่าวปราศรัยและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่
แกนนำที่ร่วมพูดคุยกับชาวบ้าน ประกอบด้วย นายจักรกฤษ กองสุเรือง ผู้ใหญ่บ้านโป่งพระบาท, นายสัญญา วงษ์สร้อยสน สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านดู่ และนายสิงห์คำ มโนหาญ อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่ ซึ่งต่างออกมาแสดงจุดยืนร่วมกับชาวบ้านว่า พื้นที่ป่าชุมชนควรอยู่กับคนในชุมชน ไม่ใช่กลายเป็นแหล่งกำจัดขยะ

ชาวบ้านโวย ไม่เคยมีประชาพิจารณ์ ไม่เคยชี้แจงโครงการ
นายจักรกฤษระบุว่า เรื่องการนำป่าชุมชนไปใช้เป็นสถานที่กำจัดขยะ เป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ไม่เคยมีการจัดประชาพิจารณ์ หรือประชุมชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจรายละเอียดโครงการเลยสักครั้ง
ชาวบ้านหลายคนเพิ่งมาทราบเรื่อง เมื่อเห็นป้ายของเทศบาลที่ติดประกาศในพื้นที่ ว่ากรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำสถานที่กำจัดขยะเป็นเวลา 30 ปี ทำให้เกิดความกังวลว่าทางเทศบาลอาจเดินหน้าโครงการและจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว โดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ
กังวลกระทบ 7 หมู่บ้าน ทั้งกลิ่นเหม็น ภูมิทัศน์ และสุขภาพ
ชาวบ้านชี้ว่า หากมีโรงคัดแยกและเผาขยะในบริเวณนี้จริง ผลกระทบจะลามไปถึง 7 หมู่บ้านในตำบลบ้านดู่ ได้แก่ หมู่ 1, 2, 5, 6, 13, 14 และ 18 เนื่องจากป่าชุมชนโป่งพระบาทตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านมาก
ผลกระทบที่ชาวบ้านกลัวมากที่สุด คือ
- ภูมิทัศน์ธรรมชาติของป่าชุมชนหายไป
- กลิ่นเน่าเหม็นของขยะรบกวนตลอดวัน
- ควันเผาไหม้ที่อาจมีสารพิษสะสมในร่างกาย
- ปัญหาสุขภาพของคนแก่ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
- น้ำเสียจากการจัดการขยะปนเปื้อนลงแหล่งน้ำ
หลายครอบครัวตั้งข้อสังเกตว่า ชุมชนเคยเผชิญปัญหาขยะลักลอบทิ้งมาก่อน จึงไม่อยากกลับไปเจอสภาพเดิมซ้ำอีก
ป่าชุมชนถูกตั้งขึ้น เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งขยะ
นายจักรกฤษอธิบายว่า ที่ผ่านมาเคยมีคนนอกพื้นที่ลักลอบนำขยะเข้ามาทิ้งในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงร่วมกันหาทางออกด้วยการขอจัดตั้งเป็น “ป่าชุมชน” เพื่อให้มีฐานะทางกฎหมาย และใช้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครนำขยะมาทิ้งอีก
การจัดตั้งป่าชุมชนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นความพยายามของชาวบ้านที่จะปกป้องพื้นที่ต้นน้ำ และคุณภาพชีวิตของคนทั้ง 7 หมู่บ้านในระยะยาว ชาวบ้านจึงยิ่งรับไม่ได้เมื่อรู้ว่า พื้นที่ที่ช่วยกันรักษา กลับถูกกำหนดให้เป็นที่รองรับขยะ
เรียกร้องให้ทำประชามติ ให้คนในพื้นที่ตัดสินอนาคตป่า
นายจักรกฤษมองว่า เรื่องใหญ่ระดับนี้ควรให้ชาวบ้านทั้ง 7 หมู่บ้านมีสิทธิ์ตัดสินใจร่วมกัน เขาเสนอให้จัดทำประชามติในพื้นที่ ว่าคนส่วนใหญ่ “ยอมรับ” หรือ “ไม่ยอมรับ” โรงคัดแยกและเผาขยะในป่าชุมชน
เขาย้ำว่า คนที่อยู่กับพื้นที่ทุกวัน เป็นกลุ่มที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง จึงควรมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของป่าและชุมชนตัวเองอย่างแท้จริง
อดีตผู้บริหารเทศบาลเผย เคยมีผลวิจัยชี้แล้วว่าไม่เหมาะ
ด้านนายสิงห์คำ มโนหาญ อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่ เล่าย้อนว่า ปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่ป่าชุมชนแห่งนี้เพื่อกำจัดขยะ เริ่มตั้งแต่ปี 2559 ตอนที่ตนยังทำงานในฝ่ายบริหารของเทศบาล
ในช่วงนั้น เทศบาลได้ยื่นเรื่องขอใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้ เพื่อวางแผนเป็นสถานที่กำจัดขยะของตำบล ต่อมาในปี 2561 มีการทำวิจัยประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ผลการศึกษาออกมาว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะกับการใช้เป็นแหล่งกำจัดขยะ
เมื่อสอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านในช่วงนั้น ก็พบว่าไม่มีใครเห็นชอบให้ใช้พื้นที่นี้สร้างโรงกำจัดหรือเผาขยะเช่นกัน
เส้นเวลา “ป่าชุมชน” กับ “สถานที่กำจัดขยะ” ห่างกันแค่ 10 เดือน
จากข้อมูลรายงานข่าว พบว่า ป่าชุมชนหมู่บ้านโป่งพระบาทได้รับการจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ตามคำร้องขอของชาวบ้านเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2568
ต่อมาในปีเดียวกัน เทศบาลตำบลบ้านดู่ได้ยื่นคำขอใช้พื้นที่เดียวกันไปยังกรมป่าไม้ เพื่อกำจัดขยะมูลฝอย และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2568 ห่างจากวันจัดตั้งป่าชุมชนเพียง 10 เดือนเท่านั้น
ในปัจจุบัน เทศบาลได้นำป้ายไปติดไว้ในพื้นที่ ระบุข้อความว่า
“กรมป่าไม้อนุญาตให้เทศบาลตำบลบ้านดู่ เข้าทำประโยชน์ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอยนางแล ป่าดอยยาว และป่าดอยพระบาท ท้องที่ตำบลบ้านดู่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่กำจัดขยะมูลฝอย เนื้อที่ 15 ไร่ 6 งาน 23 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2568 จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2598”
หลังจากติดป้ายได้ไม่นาน มีคนนำสีไปพ่นและขีดเขียนทับข้อความ พร้อมทำเครื่องหมายกากบาทพร้อมคำว่า “ไม่เอาขยะ” แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า ชุมชนไม่ยอมรับโครงการนี้
แกนนำชุมชนเตรียมยื่นเรื่องต่อหน่วยงานระดับชาติ
แกนนำชาวบ้านแนะนำให้ชุมชนรวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านต่อหลายหน่วยงาน เช่น คณะกรรมาธิการ วุฒิสภา และหน่วยงานที่ยังมีอำนาจตรวจสอบนโยบายของรัฐ แม้ในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ
เป้าหมายของการยื่นหนังสือ คือทำให้เสียงของชาวบ้านส่วนใหญ่ในทั้ง 7 หมู่บ้าน ถูกส่งต่อไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้การจัดการพื้นที่ป่าชุมชนโป่งพระบาท เดินไปตามความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ถูกกำหนดจากเอกสารอนุญาตเพียงไม่กี่ฉบับ
ชาวบ้านจำนวนมากยังยืนยันว่า ป่าชุมชนแห่งนี้คือ “พื้นที่ชีวิต” ของคนทั้งตำบลบ้านดู่ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ว่างสำหรับกำจัดขยะของเมืองเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต “ลุงเลย” หลังวิกฤตไฟไหม้
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้แก่ นายศักดิ์ดา วงค์สมบัติ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “ลุงเลย” พิธีนี้จัดขึ้นอย่างอบอุ่นในเวลา 15.30 น. โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานในงาน งานนี้ยังมีบุคคลสำคัญอย่าง พลตรีจักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ มาร่วมงาน พร้อมด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาที่มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างพร้อมเพรียง
เหตุการณ์เริ่มต้นจากฝันร้ายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เมื่อไฟไหม้บ้านของลุงเลยจนวอดวายไปทั้งหลัง นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 จึงได้จับมือกับกลุ่มผู้บริหารในจังหวัด ก่อตั้งโครงการ “สร้างบ้านใหม่ให้ลุงเลย” ขึ้นมา โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและมอบความหวังให้ผู้ประสบภัยได้มีที่อยู่อาศัยที่อบอุ่นและปลอดภัยอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ระดมทุนสำเร็จเกินคาด: โครงการได้รับเงินบริจาคจากผู้ใจบุญรวมกว่า 2.1 แสนบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน
- โปร่งใสและประหยัดงบ: ใช้เงินก่อสร้างจริงเพียง 1.1 แสนบาท เนื่องจากได้รับการสนับสนุนวัสดุและ แรงงานจิตอาสาเชียงราย
- ส่งต่อน้ำใจไม่สิ้นสุด: เงินบริจาคที่เหลือถูกนำไปช่วยทหารที่ประสบภัยรายอื่น และบริจาคให้โรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
พลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน โครงการนี้ได้รับเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 217,171.15 บาท สิ่งที่น่าประทับใจคือค่าก่อสร้างบ้านใช้เงินไปเพียง 116,312.90 บาทเท่านั้น งบประมาณนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสังคมได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ โครงการได้รับวัสดุก่อสร้างและแรงงานฟรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรือนจำกลางเชียงราย และบริษัทเอกชนหลายแห่ง
สำหรับเงินบริจาคที่ยังคงเหลือ คณะทำงานไม่ได้เก็บไว้เฉยๆ แต่ได้นำไปสร้างประโยชน์ต่อทันที โดยแบ่งไปช่วยสร้างบ้านให้พลทหารที่ถูกไฟไหม้บ้านในตำบลนางแลอีก 20,000 บาท นอกจากนี้ยังมอบเงิน 60,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลวัดห้วยปลากั้งเพื่อสังคม ส่วนเงินที่เหลืออีกกว่า 2 หมื่นบาท ได้นำไปซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันมอบให้ลุงเลยเพิ่มเติม
แบบอย่างที่ดีของการช่วยเหลือสังคม
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวด้วยความชื่นชมว่า บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางใจอย่างมหาศาล บ้านหลังนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเสียสละและความร่วมมือของทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐและประชาชนมาร่วมมือกัน ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลายเป็นความจริงได้เสมอ
ท่านผู้ว่าฯ ยังเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล โครงการนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการบริหารเงินบริจาคอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า น้ำใจของคนไทยสามารถส่งต่อเพื่อสร้างความหวังได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
เชียงราย - Chiang Rai News
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – สถานการณ์บริเวณชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังน่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุดมีกลุ่มคนร้ายแอบอ้างว่าสามารถช่วยทำบัตรต่างด้าวให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย ทำให้มีชาวบ้านในพื้นที่หลงเชื่อและสูญเสียเงินไปแล้วหลายราย
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “น.ส.เอ้ย” เข้ามาตีสนิทกับชาวบ้าน เธออ้างว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ระดับสูงในอำเภอแม่สาย และสามารถลัดคิวทำเอกสารให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน
ประเด็นสำคัญ
- มิจฉาชีพเรียกเก็บเงินค่านายหน้าทำบัตรต่างด้าวสูงถึง 43,000 บาทต่อคน
- เหยื่อรายล่าสุดถูกหลอกให้โอนเงินมัดจำ 6,000 บาท ก่อนที่คนร้ายจะตัดการติดต่อและหนีไป
- ทางอำเภอแม่สายยืนยันว่า การทำเอกสารไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง จะต้องจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมของรัฐที่มีใบเสร็จเท่านั้น
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา นางแสง อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ในตำบลโป่งผา ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจที่ สภ.แม่สาย เธอเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า น.ส.เอ้ย ได้เสนอตัวเข้ามาช่วยทำบัตรต่างด้าวให้ โดยบอกว่ามีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 43,000 บาท
ด้วยความที่อยากมีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย นางแสงจึงหลงเชื่อและยอมจ่ายเงินค่ามัดจำไปก่อน 6,000 บาทตามที่ตกลงกันไว้ เธอหวังว่าจะได้จ่ายส่วนที่เหลืออีก 37,000 บาทเมื่อทำเอกสารเสร็จเรียบร้อย แต่หลังจากรับเงินไปแล้ว น.ส.เอ้ย ก็หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชายแดน หากต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น
อำเภอสั่งคุมเข้ม ป้องกันการหลอกลวงซ้ำรอย
นายวรายุทธ ค่อยบุญ นายอำเภอแม่สาย ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาได้ออกประกาศเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทุกคน ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลและจับตาดูคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน
นายอำเภอย้ำอย่างชัดเจนว่า การทำบัตรต่างด้าวตามแนวชายแดนเป็นขั้นตอนปกติของรัฐ ทางการไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักหมื่นอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนจะต้องเสียแค่ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ทุกครั้ง
ในตอนท้าย นายอำเภอได้ขอร้องให้ชาวบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นใครที่ทำตัวเป็นนายหน้า หรือเรียกเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อทำเอกสาร ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทันที เพื่อที่ตำรวจจะได้เข้าไปจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนไทย-ลาวมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมาก กองกำลังผาเมือง ของประเทศไทยได้จัดการลาดตระเวนร่วมทางน้ำ ตามแนวลำแม่น้ำโขงครั้งสำคัญ กิจกรรมนี้จัดขึ้นร่วมกับกองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
การปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน พิธีสำคัญจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 บรรยากาศของการทำงานเต็มไปด้วยมิตรภาพ และความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝั่งโขง
ประเด็นสำคัญ
- ความร่วมมือระดับสูง: กองกำลังผาเมืองและกองบัญชาการทหารแขวงบ่อแก้ว ร่วมกันลาดตระเวนแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด
- จุดศูนย์กลางการทำงาน: กิจกรรมหลักจัดขึ้นที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
- เป้าหมายชัดเจน: มุ่งเน้นกระชับความสัมพันธ์อันดี และยกระดับความปลอดภัยตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
ผู้นำสองประเทศร่วมประชุมหารือ
งานนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย ท่านยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าชุดประสานงาน ประจำพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว พื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย ในขณะที่ฝ่ายลาวนำโดย พันเอก แสงเพ็ด แสงมะนี หัวหน้ากองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นตัวแทนสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงเช้า ฝ่ายไทยได้ร่วมให้การต้อนรับ พันเอก แสงเพ็ด แสงมะนี และคณะทำงานอย่างอบอุ่น การต้อนรับจัดขึ้นที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ หลังจากนั้นคณะผู้แทนทั้งสองฝ่าย ได้เดินทางไปร่วมประชุมหารือข้อราชการที่ห้องประชุมด่านศุลกากรเชียงของ ตามแผนงานที่วางไว้
การประชุมครั้งนี้เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการวางแผนป้องกันปัญหายาเสพติดข้ามชาติตามที่ สำนักข่าวไทยพีบีเอส และสื่อท้องถิ่นมักรายงานถึงความท้าทายนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหาวิธีการทำงานที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน มีความรู้สึกปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขในทุกๆ วัน
ลาดตระเวนร่วมทางน้ำเพื่อความมั่นคง
เมื่อการประชุมหารือเสร็จสิ้น คณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานจริงทันที พวกเขาได้ร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานลาดตระเวนร่วมทางน้ำ โดยใช้จุดสังเกตการณ์บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของแม่น้ำโขงได้อย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่ทหารของทั้งสองประเทศ ได้นำเรือออกลาดตระเวนไปตามลำแม่น้ำโขงอย่างพร้อมเพรียง การทำงานร่วมกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความสามัคคีในการปกป้องพื้นที่ชายแดน การลาดตระเวนร่วมยังช่วยลดช่องโหว่ของการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว กิจกรรมนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในระดับพื้นที่ การที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงเรือปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานประสานงานชายแดน ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สร้างความสัมพันธ์ผ่านมื้ออาหาร
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการลาดตระเวนทางน้ำในช่วงเช้า คณะทำงานทั้งสองฝ่ายได้พักผ่อนและร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน การรับประทานอาหารร่วมกันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มื้ออาหารธรรมดา แต่ยังเป็นโอกาสดีในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเป็นกันเองนอกห้องประชุม
ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นของผู้นำ จะส่งผลดีต่อการทำงานประสานงานในระดับปฏิบัติการต่อไป เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานจะสามารถติดต่อสื่อสาร และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อกิจกรรมทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ฝ่ายไทยได้ร่วมส่งคณะผู้แทนจากฝ่ายลาวเดินทางกลับอย่างปลอดภัย
พิธีส่งกลับจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ณ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ เช่นเดิม การปฏิบัติภารกิจร่วมกันในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยกับลาว
ในอนาคต เราคงจะได้เห็นกิจกรรมดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความมั่นคง ให้กับภูมิภาคอาเซียนของเรา ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงก็จะสามารถไปมาหาสู่ และทำการค้าขายกันได้อย่างสบายใจตลอดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
น้ำท่วมเชียงราย: ระดับน้ำลดลงแล้วหลังจากบ้านเรือน 20 หลังในตำบลเม็งรายได้รับผลกระทบ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
รถกระบะพุ่งชนตลาดในเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
-
สุขภาพและการแพทย์ Health6 days ago
จังหวัดเชียงรายเดินหน้าโครงการ “การดูแลแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai6 days ago
ด่วน! ถนนดอยแหลม เชียงใหม่ ทรุดตัวหนัก รถทุกชนิดผ่านไม่ได้ เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
กลุ่มผู้พิทักษ์แม่น้ำเชียงรายเรียกร้องความเป็นธรรมหลังเกิดการปะทะกันในการประท้วงกรณีเหมืองแร่พิษ









