Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

เชียงราย - Chiang Rai News

เชียงรายเพิ่มมาตรการควบคุมการจราจรบนท้องถนน หลังมีผู้เสียชีวิต 337 รายในรอบ 10 เดือน

เชียงราย – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนปัญหาเงียบที่เกิดขึ้นบนถนนในพื้นที่ตลอดปี 2025 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี มีอุบัติเหตุจำนวนมาก บาดเจ็บสาหัส…

Published

on

เชียงราย – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนปัญหาเงียบที่เกิดขึ้นบนถนนในพื้นที่ตลอดปี 2025 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี มีอุบัติเหตุจำนวนมาก บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่า 1 คนต่อวัน

รูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงยังคงวนอยู่ในวงจรเดิม คือ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก

จากสถานการณ์นี้ ยาบ้าอีกราย">เชียงราย">จังหวัดเชียงรายจึงดึงพลังจากชุมชนให้ขึ้นมาอยู่ด่านหน้าในการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยร่วมงานผ่านผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และอสม. ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในช่วง “7 วันควบคุมเข้มข้น” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026

เป้าหมายระยะยาวถูกวางไว้อย่างชัดเจน คือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยทุกเทศกาล”

จุดเริ่มต้นในเชียงราย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568

ที่ประชุมได้ทบทวนสถานการณ์ปัจจุบัน และกำหนดทิศทางมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 ตามรายงานของนครเชียงราย

รายงานสถิติอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดเชียงราย ช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2025 พบว่า

  • เกิดอุบัติเหตุรวม 1,962 ครั้ง ภายในเวลาเพียง 10 เดือน
  • มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย
  • มีผู้เสียชีวิต 337 ราย

เมื่อเฉลี่ยออกมา เท่ากับว่ามีคนเสียชีวิตบนถนนเชียงรายมากกว่าวันละ 1 คนเกือบทุกวัน

เมื่อลงลึกไปที่ข้อมูล จะเห็นภาพชัดขึ้นทั้งในมิติรูปแบบและปัญหาระยะยาว

  • ร้อยละ 75.08 ของผู้ประสบอุบัติเหตุ เป็นคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดียวกับจุดเกิดเหตุ
  • กลุ่มอายุที่ประสบอุบัติเหตุสูงสุด คือ 20 ถึง 29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเสี่ยงของคนวัยทำงานตอนต้น
  • ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด คือ 18.01 ถึง 21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ตรงกับช่วงเลิกงาน สังสรรค์ และเดินทางกลับบ้าน
  • รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 เหตุการณ์
  • ประมาณร้อยละ 90 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันภัย เช่น หมวกกันน็อก

ด้านพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายมีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงที่สุด เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลและถนนหมู่บ้าน ร้อยละ 33.22

ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลักระดับประเทศ ถนนท้องถิ่นที่เชื่อมหมู่บ้านและชุมชนก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

เมื่อเห็นตัวเลขทั้งหมดบนโต๊ะ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความปลอดภัยทางถนนในเชียงรายไม่ใช่เรื่อง “เทศกาล” เท่านั้น แต่เป็นโจทย์ตลอดทั้งปีที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ช่วงปีใหม่ 2026 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมให้เข้มข้นขึ้น

โฟกัสพฤติกรรมเสี่ยง

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ชี้ให้เห็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ 3 เรื่องสำคัญ คือ

  • ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 62.91
  • ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 29.73
  • ตัดหน้าหรือเลี้ยวกะทันหัน ร้อยละ 23.14

เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่อายุ 20 ถึง 29 ปี ภาพรวมยิ่งชัดขึ้น

หลายคนรู้สึกคุ้นเคยกับถนนในชุมชนของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ทุกโค้ง ทุกทางแยก จึงกล้าเสี่ยงมากขึ้น การดื่มสังสรรค์ในหมู่บ้านเป็นเรื่องปกติ การไม่สวมหมวกกันน็อกกลายเป็น “ภาพชินตา” มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

รถจักรยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 86.61 เป็นยานพาหนะหลักของคนเชียงราย ทั้งในเขตเมืองและชนบท

ชาวบ้านใช้รถจักรยานยนต์แทบทุกเรื่อง ทั้งไปทำงาน ไปไร่ไปนา ไปตลาด ไปหาเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน

ในบริบทแบบนี้ การไม่สวมหมวกกันน็อกจึงไม่ใช่แค่การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร แต่กลายเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง 18.01 ถึง 21.00 น. เป็นช่วงที่คนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนจากโหมดทำงานไปสู่การพักผ่อน ออกไปกินข้าว พบเพื่อน หรือขับรถกลับจากสวนไร่นา ในหลายพื้นที่ของเชียงราย ช่วงนี้ยังเป็นเวลาเริ่มต้นของกิจกรรมบันเทิงยามค่ำ

เมื่อการขับรถในสภาพแสงน้อย ถนนมืด และมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความเสี่ยงก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ภาพรวมความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย

แม้ข้อมูลชุดนี้จะเป็นของจังหวัดเชียงรายโดยตรง แต่รูปแบบปัญหาคล้ายกับอีกหลายจังหวัดภาคเหนือที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและท่องเที่ยว

พื้นที่เหล่านี้มีทั้งเส้นทางของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการเดินทางของคนในพื้นที่สลับกับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งภูมิภาค

อำเภอเมืองเชียงรายที่มีอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นศูนย์กลางของทั้งจังหวัด ทั้งด้านราชการ การค้า การบริการ และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง

ข้อเท็จจริงที่ว่าอุบัติเหตุรุนแรงส่วนใหญ่เกิดบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ทำให้เห็นชัดว่า ปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่แค่ปลายทางบนถนนหมู่บ้านเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่เส้นทางสายหลักที่รองรับการเดินทางของทั้งภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 75.08 ของผู้ประสบอุบัติเหตุเป็นคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดียวกับที่เกิดเหตุ

ข้อมูลตรงนี้ทำให้ที่ประชุมย้ำว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเริ่มจากระดับชุมชน ครอบครัว และหมู่บ้าน ไม่สามารถหวังพึ่งเพียงการกวดขันจากหน่วยงานภายนอก

แปลงนโยบายระดับชาติให้เข้ากับบริบทเชียงราย

ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำทิศทางจากคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาใช้เป็นกรอบ แล้วปรับให้สอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่

หัวใจคือการผสาน “กลไกชุมชน” เข้ากับ “การควบคุมเข้มบนเส้นทางหลัก”

แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่

ให้ผู้นำชุมชนเป็นหัวขบวน
ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำชุมชน และอสม. จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการลดพฤติกรรมเสี่ยง
กลุ่มนี้จะช่วยสื่อสาร เตือน และย้ำกับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ผ่านการประชุมหมู่บ้าน งานชุมชน และช่องทางสื่อสารท้องถิ่นที่คนเชื่อถือและติดตามอยู่แล้ว

จับตาการเดินทางแบบเหมารถเป็นกลุ่ม

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจรถรับจ้างไม่ประจำทางที่มีการเช่าเหมาสำหรับเดินทางเป็นหมู่คณะช่วงเทศกาล เช่น รถตู้ รถมินิบัส และรถเช่าเหมาคันประเภทต่าง ๆ
กลุ่มรถเหล่านี้อาจมีคนขับที่ไม่คุ้นเส้นทางในเชียงราย หรือสภาพรถอาจไม่พร้อมใช้งาน หากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว ความสูญเสียอาจสูงในทันทีจากจำนวนผู้โดยสารทั้งคัน

สื่อสารตรงกับครอบครัวและหัวหน้าครัวเรือน

จังหวัดจะทำงานผ่านหัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชน เพื่อพูดคุยเรื่องผลกระทบจริงของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกกันน็อก และการฝ่าฝืนกฎจราจร
สารที่ใช้จะเชื่อมโยงให้เห็นผลต่อคนในบ้าน ทั้งเรื่องชีวิต สุขภาพระยะยาว และภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา

มาตรการเหล่านี้ตั้งเป้าสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขี่รถไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ทุกคนอยากให้คนในครอบครัวเดินทางไปกลับอย่างปลอดภัย

ช่วง 7 วันควบคุมเข้มงวด

สำหรับเทศกาลปีใหม่ 2026 จังหวัดเชียงรายกำหนดการทำงานหลัก 2 ระยะ คือ

  • ระยะรณรงค์และสื่อสารประชาสัมพันธ์
  • ระยะ 7 วันควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026

ในทางปฏิบัติ ช่วง 7 วันนี้จำเป็นต้องมีการประสานงานใกล้ชิดทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ อปท. ไปจนถึงชุมชน โดยเน้นงานสำคัญ เช่น

  • ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าผ่านช่องทางสื่อสารในชุมชน
  • เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
  • ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับจุดเสี่ยงบนถนนของกรมทางหลวง และถนนในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน

แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบกิจกรรมและมาตรการย่อยให้เหมาะกับของตัวเองได้ แต่ในปีนี้จังหวัดวางแนวคิดร่วมกันว่า “ชุมชนต้องมาก่อน” และใช้ “ข้อมูลอุบัติเหตุจริง” เป็นตัวชี้นำการทำงาน

ทีมปฏิบัติจะวิเคราะห์จุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ช่วงเวลาที่อุบัติเหตุพุ่งสูง และกลุ่มอายุที่เสี่ยงที่สุด เพื่อนำทรัพยากรที่มีจำกัดไปใช้ให้เกิดผลสูงสุด

จากตัวเลขสู่โจทย์เชิงโครงสร้าง

สถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 ในเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการนับจำนวนเหตุการณ์ แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ

วัฒนธรรมรถจักรยานยนต์ที่ขาดนิสัยสวมหมวกกันน็อก
รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักของคนเชียงราย แต่การสวมหมวกกันน็อกยังไม่ใช่วิถีปกติในชีวิตประจำวันของหลายคน
ตัวเลขที่ระบุว่า ร้อยละ 90 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันภัย บอกได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับทัศนคติ ความเคยชิน และสิ่งที่สังคมในพื้นที่ยอมรับร่วมกัน

ความเปราะบางของคนอายุ 20 ถึง 29 ปี

กลุ่มวัย 20 ถึง 29 ปี เป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานในจังหวัด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงที่สุด
ทุกครั้งที่คนวัยนี้เสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุ ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่กับครอบครัว แต่ยังสะเทือนต่อกำลังคนของจังหวัด และทิศทางการพัฒนาระยะยาว

คนในพื้นที่กับถนนที่คุ้นเคย

ผู้ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในอำเภอเดียวกับจุดเกิดเหตุ
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงอยู่บนถนนที่ใช้ทุกวันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ถนนสายไกลหรือเส้นทางท่องเที่ยว การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งแต่คำสั่งระดับชาติ จำเป็นต้องให้ชุมชนเข้ามามีบทบาท ตรวจสอบ และเตือนกันเองในระดับหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ความคุ้นชินกับถนนแปรเปลี่ยนเป็นความประมาทที่อันตรายถึงชีวิต

ในภาพรวม การที่เชียงรายเลือกนำกรอบนโยบายระดับประเทศมาปรับให้เป็นมาตรการที่ขับเคลื่อนผ่านชุมชน นับเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่เน้นงานบนถนนสายหลัก มาสู่การเริ่มต้นที่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของคนในพื้นที่เอง

เชียงราย เมืองปลอดภัยทุกเทศกาล

การทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนช่วงปีใหม่ 2026 ของเชียงราย ไม่ได้มุ่งแค่ผ่านพ้น “7 วันอันตราย” แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระยะยาว ที่จะขยับไปสู่การเป็นเมืองที่ปลอดภัยในทุกเทศกาล

ถ้ามาตรการที่วางไว้ช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มวัย 20 ถึง 29 ปีที่ใช้รถจักรยานยนต์ หากมีคนสวมหมวกกันน็อกเพิ่มขึ้น การดื่มแล้วขับลดลง และการใช้ความเร็วบนถนนสายหลักและถนนชุมชนลดลง จังหวัดก็มีโอกาสเห็นตัวเลขอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะไม่เกิดจากคำสั่งทางราชการหรือมติที่ประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ทรถ

การสวมหมวกกันน็อก การปฏิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ การไม่ขับเร็วเกินสมควร และการเคารพป้ายจราจรรวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่น เป็นการเลือกที่ดูเรียบง่าย แต่ส่งผลมหาศาลต่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง

เมื่อใกล้ถึงช่วงปีใหม่ 2026 คำถามที่สำคัญสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่แค่ว่าจะตั้งด่านตรวจจุดไหนบ้าง แต่คือ แต่ละคนจะช่วยให้คนในครอบครัวและคนในชุมชนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยและครบถ้วนได้อย่างไรในทุกการเดินทาง

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

Rebecca Kim

Published

on

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ

ประเด็นสำคัญ  

  • กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
  • เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
  • ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว

ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่

การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน

นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที

การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย

ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร

การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

 

 

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว

Naree Srisuk

Published

on

เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว

เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญ

  • ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
  • เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
  • เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี

ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง

ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม

คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน

งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

 

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

Naree Srisuk

Published

on

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

ยาบ้าอีกราย">เชียงรายนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม

การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก

ประเด็นสำคัญ

  • โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
  • นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
  • กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน

หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ

ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้

หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย

ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด

ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย

การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว

กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ

สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล

โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว

การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ

ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย

การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending