เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเพิ่มมาตรการควบคุมการจราจรบนท้องถนน หลังมีผู้เสียชีวิต 337 รายในรอบ 10 เดือน
เชียงราย – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนปัญหาเงียบที่เกิดขึ้นบนถนนในพื้นที่ตลอดปี 2025 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี มีอุบัติเหตุจำนวนมาก บาดเจ็บสาหัส…
เชียงราย – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนปัญหาเงียบที่เกิดขึ้นบนถนนในพื้นที่ตลอดปี 2025 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี มีอุบัติเหตุจำนวนมาก บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่า 1 คนต่อวัน
รูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงยังคงวนอยู่ในวงจรเดิม คือ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขี่รถบรรทุกดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้หญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิต">รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก
จากสถานการณ์นี้ ชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต "ลุงเลย" หลังวิกฤตไฟไหม้">เชียงราย">จังหวัดเชียงรายจึงดึงพลังจากชุมชนให้ขึ้นมาอยู่ด่านหน้าในการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยร่วมงานผ่านผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และอสม. ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในช่วง “7 วันควบคุมเข้มข้น” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026
เป้าหมายระยะยาวถูกวางไว้อย่างชัดเจน คือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยทุกเทศกาล”
จุดเริ่มต้นในเชียงราย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568
ที่ประชุมได้ทบทวนสถานการณ์ปัจจุบัน และกำหนดทิศทางมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 ตามรายงานของนครเชียงราย
รายงานสถิติอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดเชียงราย ช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2025 พบว่า
- เกิดอุบัติเหตุรวม 1,962 ครั้ง ภายในเวลาเพียง 10 เดือน
- มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย
- มีผู้เสียชีวิต 337 ราย
เมื่อเฉลี่ยออกมา เท่ากับว่ามีคนเสียชีวิตบนถนนเชียงรายมากกว่าวันละ 1 คนเกือบทุกวัน
เมื่อลงลึกไปที่ข้อมูล จะเห็นภาพชัดขึ้นทั้งในมิติรูปแบบและปัญหาระยะยาว
- ร้อยละ 75.08 ของผู้ประสบอุบัติเหตุ เป็นคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดียวกับจุดเกิดเหตุ
- กลุ่มอายุที่ประสบอุบัติเหตุสูงสุด คือ 20 ถึง 29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเสี่ยงของคนวัยทำงานตอนต้น
- ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด คือ 18.01 ถึง 21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ตรงกับช่วงเลิกงาน สังสรรค์ และเดินทางกลับบ้าน
- รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 เหตุการณ์
- ประมาณร้อยละ 90 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันภัย เช่น หมวกกันน็อก
ด้านพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายมีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงที่สุด เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลและถนนหมู่บ้าน ร้อยละ 33.22
ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลักระดับประเทศ ถนนท้องถิ่นที่เชื่อมหมู่บ้านและชุมชนก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
เมื่อเห็นตัวเลขทั้งหมดบนโต๊ะ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความปลอดภัยทางถนนในเชียงรายไม่ใช่เรื่อง “เทศกาล” เท่านั้น แต่เป็นโจทย์ตลอดทั้งปีที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ช่วงปีใหม่ 2026 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมให้เข้มข้นขึ้น
โฟกัสพฤติกรรมเสี่ยง
ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ชี้ให้เห็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ 3 เรื่องสำคัญ คือ
- ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 62.91
- ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 29.73
- ตัดหน้าหรือเลี้ยวกะทันหัน ร้อยละ 23.14
เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่อายุ 20 ถึง 29 ปี ภาพรวมยิ่งชัดขึ้น
หลายคนรู้สึกคุ้นเคยกับถนนในชุมชนของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ทุกโค้ง ทุกทางแยก จึงกล้าเสี่ยงมากขึ้น การดื่มสังสรรค์ในหมู่บ้านเป็นเรื่องปกติ การไม่สวมหมวกกันน็อกกลายเป็น “ภาพชินตา” มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
รถจักรยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 86.61 เป็นยานพาหนะหลักของคนเชียงราย ทั้งในเขตเมืองและชนบท
ชาวบ้านใช้รถจักรยานยนต์แทบทุกเรื่อง ทั้งไปทำงาน ไปไร่ไปนา ไปตลาด ไปหาเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน
ในบริบทแบบนี้ การไม่สวมหมวกกันน็อกจึงไม่ใช่แค่การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร แต่กลายเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง 18.01 ถึง 21.00 น. เป็นช่วงที่คนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนจากโหมดทำงานไปสู่การพักผ่อน ออกไปกินข้าว พบเพื่อน หรือขับรถกลับจากสวนไร่นา ในหลายพื้นที่ของเชียงราย ช่วงนี้ยังเป็นเวลาเริ่มต้นของกิจกรรมบันเทิงยามค่ำ
เมื่อการขับรถในสภาพแสงน้อย ถนนมืด และมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความเสี่ยงก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ภาพรวมความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย
แม้ข้อมูลชุดนี้จะเป็นของจังหวัดเชียงรายโดยตรง แต่รูปแบบปัญหาคล้ายกับอีกหลายจังหวัดภาคเหนือที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและท่องเที่ยว
พื้นที่เหล่านี้มีทั้งเส้นทางของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการเดินทางของคนในพื้นที่สลับกับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งภูมิภาค
อำเภอเมืองเชียงรายที่มีอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นศูนย์กลางของทั้งจังหวัด ทั้งด้านราชการ การค้า การบริการ และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง
ข้อเท็จจริงที่ว่าอุบัติเหตุรุนแรงส่วนใหญ่เกิดบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ทำให้เห็นชัดว่า ปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่แค่ปลายทางบนถนนหมู่บ้านเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่เส้นทางสายหลักที่รองรับการเดินทางของทั้งภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 75.08 ของผู้ประสบอุบัติเหตุเป็นคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดียวกับที่เกิดเหตุ
ข้อมูลตรงนี้ทำให้ที่ประชุมย้ำว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเริ่มจากระดับชุมชน ครอบครัว และหมู่บ้าน ไม่สามารถหวังพึ่งเพียงการกวดขันจากหน่วยงานภายนอก
แปลงนโยบายระดับชาติให้เข้ากับบริบทเชียงราย
ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำทิศทางจากคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาใช้เป็นกรอบ แล้วปรับให้สอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่
หัวใจคือการผสาน “กลไกชุมชน” เข้ากับ “การควบคุมเข้มบนเส้นทางหลัก”
แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่
ให้ผู้นำชุมชนเป็นหัวขบวน
ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำชุมชน และอสม. จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการลดพฤติกรรมเสี่ยง
กลุ่มนี้จะช่วยสื่อสาร เตือน และย้ำกับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ผ่านการประชุมหมู่บ้าน งานชุมชน และช่องทางสื่อสารท้องถิ่นที่คนเชื่อถือและติดตามอยู่แล้ว
จับตาการเดินทางแบบเหมารถเป็นกลุ่ม
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจรถรับจ้างไม่ประจำทางที่มีการเช่าเหมาสำหรับเดินทางเป็นหมู่คณะช่วงเทศกาล เช่น รถตู้ รถมินิบัส และรถเช่าเหมาคันประเภทต่าง ๆ
กลุ่มรถเหล่านี้อาจมีคนขับที่ไม่คุ้นเส้นทางในเชียงราย หรือสภาพรถอาจไม่พร้อมใช้งาน หากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว ความสูญเสียอาจสูงในทันทีจากจำนวนผู้โดยสารทั้งคัน
สื่อสารตรงกับครอบครัวและหัวหน้าครัวเรือน
จังหวัดจะทำงานผ่านหัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชน เพื่อพูดคุยเรื่องผลกระทบจริงของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกกันน็อก และการฝ่าฝืนกฎจราจร
สารที่ใช้จะเชื่อมโยงให้เห็นผลต่อคนในบ้าน ทั้งเรื่องชีวิต สุขภาพระยะยาว และภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา
มาตรการเหล่านี้ตั้งเป้าสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขี่รถไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ทุกคนอยากให้คนในครอบครัวเดินทางไปกลับอย่างปลอดภัย
ช่วง 7 วันควบคุมเข้มงวด
สำหรับเทศกาลปีใหม่ 2026 จังหวัดเชียงรายกำหนดการทำงานหลัก 2 ระยะ คือ
- ระยะรณรงค์และสื่อสารประชาสัมพันธ์
- ระยะ 7 วันควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026
ในทางปฏิบัติ ช่วง 7 วันนี้จำเป็นต้องมีการประสานงานใกล้ชิดทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ อปท. ไปจนถึงชุมชน โดยเน้นงานสำคัญ เช่น
- ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าผ่านช่องทางสื่อสารในชุมชน
- เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
- ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับจุดเสี่ยงบนถนนของกรมทางหลวง และถนนในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน
แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบกิจกรรมและมาตรการย่อยให้เหมาะกับของตัวเองได้ แต่ในปีนี้จังหวัดวางแนวคิดร่วมกันว่า “ชุมชนต้องมาก่อน” และใช้ “ข้อมูลอุบัติเหตุจริง” เป็นตัวชี้นำการทำงาน
ทีมปฏิบัติจะวิเคราะห์จุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ช่วงเวลาที่อุบัติเหตุพุ่งสูง และกลุ่มอายุที่เสี่ยงที่สุด เพื่อนำทรัพยากรที่มีจำกัดไปใช้ให้เกิดผลสูงสุด
จากตัวเลขสู่โจทย์เชิงโครงสร้าง
สถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 ในเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการนับจำนวนเหตุการณ์ แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ
วัฒนธรรมรถจักรยานยนต์ที่ขาดนิสัยสวมหมวกกันน็อก
รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักของคนเชียงราย แต่การสวมหมวกกันน็อกยังไม่ใช่วิถีปกติในชีวิตประจำวันของหลายคน
ตัวเลขที่ระบุว่า ร้อยละ 90 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันภัย บอกได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับทัศนคติ ความเคยชิน และสิ่งที่สังคมในพื้นที่ยอมรับร่วมกัน
ความเปราะบางของคนอายุ 20 ถึง 29 ปี
กลุ่มวัย 20 ถึง 29 ปี เป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานในจังหวัด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงที่สุด
ทุกครั้งที่คนวัยนี้เสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุ ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่กับครอบครัว แต่ยังสะเทือนต่อกำลังคนของจังหวัด และทิศทางการพัฒนาระยะยาว
คนในพื้นที่กับถนนที่คุ้นเคย
ผู้ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในอำเภอเดียวกับจุดเกิดเหตุ
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงอยู่บนถนนที่ใช้ทุกวันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ถนนสายไกลหรือเส้นทางท่องเที่ยว การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งแต่คำสั่งระดับชาติ จำเป็นต้องให้ชุมชนเข้ามามีบทบาท ตรวจสอบ และเตือนกันเองในระดับหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ความคุ้นชินกับถนนแปรเปลี่ยนเป็นความประมาทที่อันตรายถึงชีวิต
ในภาพรวม การที่เชียงรายเลือกนำกรอบนโยบายระดับประเทศมาปรับให้เป็นมาตรการที่ขับเคลื่อนผ่านชุมชน นับเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่เน้นงานบนถนนสายหลัก มาสู่การเริ่มต้นที่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของคนในพื้นที่เอง
เชียงราย เมืองปลอดภัยทุกเทศกาล
การทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนช่วงปีใหม่ 2026 ของเชียงราย ไม่ได้มุ่งแค่ผ่านพ้น “7 วันอันตราย” แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระยะยาว ที่จะขยับไปสู่การเป็นเมืองที่ปลอดภัยในทุกเทศกาล
ถ้ามาตรการที่วางไว้ช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มวัย 20 ถึง 29 ปีที่ใช้รถจักรยานยนต์ หากมีคนสวมหมวกกันน็อกเพิ่มขึ้น การดื่มแล้วขับลดลง และการใช้ความเร็วบนถนนสายหลักและถนนชุมชนลดลง จังหวัดก็มีโอกาสเห็นตัวเลขอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะไม่เกิดจากคำสั่งทางราชการหรือมติที่ประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ทรถ
การสวมหมวกกันน็อก การปฏิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ การไม่ขับเร็วเกินสมควร และการเคารพป้ายจราจรรวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่น เป็นการเลือกที่ดูเรียบง่าย แต่ส่งผลมหาศาลต่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง
เมื่อใกล้ถึงช่วงปีใหม่ 2026 คำถามที่สำคัญสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่แค่ว่าจะตั้งด่านตรวจจุดไหนบ้าง แต่คือ แต่ละคนจะช่วยให้คนในครอบครัวและคนในชุมชนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยและครบถ้วนได้อย่างไรในทุกการเดินทาง
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต “ลุงเลย” หลังวิกฤตไฟไหม้
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้แก่ นายศักดิ์ดา วงค์สมบัติ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “ลุงเลย” พิธีนี้จัดขึ้นอย่างอบอุ่นในเวลา 15.30 น. โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานในงาน งานนี้ยังมีบุคคลสำคัญอย่าง พลตรีจักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ มาร่วมงาน พร้อมด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาที่มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างพร้อมเพรียง
เหตุการณ์เริ่มต้นจากฝันร้ายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เมื่อไฟไหม้บ้านของลุงเลยจนวอดวายไปทั้งหลัง นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 จึงได้จับมือกับกลุ่มผู้บริหารในจังหวัด ก่อตั้งโครงการ “สร้างบ้านใหม่ให้ลุงเลย” ขึ้นมา โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและมอบความหวังให้ผู้ประสบภัยได้มีที่อยู่อาศัยที่อบอุ่นและปลอดภัยอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ระดมทุนสำเร็จเกินคาด: โครงการได้รับเงินบริจาคจากผู้ใจบุญรวมกว่า 2.1 แสนบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน
- โปร่งใสและประหยัดงบ: ใช้เงินก่อสร้างจริงเพียง 1.1 แสนบาท เนื่องจากได้รับการสนับสนุนวัสดุและ แรงงานจิตอาสาเชียงราย
- ส่งต่อน้ำใจไม่สิ้นสุด: เงินบริจาคที่เหลือถูกนำไปช่วยทหารที่ประสบภัยรายอื่น และบริจาคให้โรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
พลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน โครงการนี้ได้รับเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 217,171.15 บาท สิ่งที่น่าประทับใจคือค่าก่อสร้างบ้านใช้เงินไปเพียง 116,312.90 บาทเท่านั้น งบประมาณนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสังคมได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ โครงการได้รับวัสดุก่อสร้างและแรงงานฟรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรือนจำกลางเชียงราย และบริษัทเอกชนหลายแห่ง
สำหรับเงินบริจาคที่ยังคงเหลือ คณะทำงานไม่ได้เก็บไว้เฉยๆ แต่ได้นำไปสร้างประโยชน์ต่อทันที โดยแบ่งไปช่วยสร้างบ้านให้พลทหารที่ถูกไฟไหม้บ้านในตำบลนางแลอีก 20,000 บาท นอกจากนี้ยังมอบเงิน 60,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลวัดห้วยปลากั้งเพื่อสังคม ส่วนเงินที่เหลืออีกกว่า 2 หมื่นบาท ได้นำไปซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันมอบให้ลุงเลยเพิ่มเติม
แบบอย่างที่ดีของการช่วยเหลือสังคม
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวด้วยความชื่นชมว่า บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางใจอย่างมหาศาล บ้านหลังนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเสียสละและความร่วมมือของทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐและประชาชนมาร่วมมือกัน ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลายเป็นความจริงได้เสมอ
ท่านผู้ว่าฯ ยังเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล โครงการนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการบริหารเงินบริจาคอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า น้ำใจของคนไทยสามารถส่งต่อเพื่อสร้างความหวังได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
เชียงราย - Chiang Rai News
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – สถานการณ์บริเวณชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังน่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุดมีกลุ่มคนร้ายแอบอ้างว่าสามารถช่วยทำบัตรต่างด้าวให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย ทำให้มีชาวบ้านในพื้นที่หลงเชื่อและสูญเสียเงินไปแล้วหลายราย
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “น.ส.เอ้ย” เข้ามาตีสนิทกับชาวบ้าน เธออ้างว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ระดับสูงในอำเภอแม่สาย และสามารถลัดคิวทำเอกสารให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน
ประเด็นสำคัญ
- มิจฉาชีพเรียกเก็บเงินค่านายหน้าทำบัตรต่างด้าวสูงถึง 43,000 บาทต่อคน
- เหยื่อรายล่าสุดถูกหลอกให้โอนเงินมัดจำ 6,000 บาท ก่อนที่คนร้ายจะตัดการติดต่อและหนีไป
- ทางอำเภอแม่สายยืนยันว่า การทำเอกสารไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง จะต้องจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมของรัฐที่มีใบเสร็จเท่านั้น
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา นางแสง อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ในตำบลโป่งผา ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจที่ สภ.แม่สาย เธอเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า น.ส.เอ้ย ได้เสนอตัวเข้ามาช่วยทำบัตรต่างด้าวให้ โดยบอกว่ามีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 43,000 บาท
ด้วยความที่อยากมีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย นางแสงจึงหลงเชื่อและยอมจ่ายเงินค่ามัดจำไปก่อน 6,000 บาทตามที่ตกลงกันไว้ เธอหวังว่าจะได้จ่ายส่วนที่เหลืออีก 37,000 บาทเมื่อทำเอกสารเสร็จเรียบร้อย แต่หลังจากรับเงินไปแล้ว น.ส.เอ้ย ก็หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชายแดน หากต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น
อำเภอสั่งคุมเข้ม ป้องกันการหลอกลวงซ้ำรอย
นายวรายุทธ ค่อยบุญ นายอำเภอแม่สาย ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาได้ออกประกาศเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทุกคน ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลและจับตาดูคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน
นายอำเภอย้ำอย่างชัดเจนว่า การทำบัตรต่างด้าวตามแนวชายแดนเป็นขั้นตอนปกติของรัฐ ทางการไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักหมื่นอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนจะต้องเสียแค่ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ทุกครั้ง
ในตอนท้าย นายอำเภอได้ขอร้องให้ชาวบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นใครที่ทำตัวเป็นนายหน้า หรือเรียกเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อทำเอกสาร ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทันที เพื่อที่ตำรวจจะได้เข้าไปจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนไทย-ลาวมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมาก กองกำลังผาเมือง ของประเทศไทยได้จัดการลาดตระเวนร่วมทางน้ำ ตามแนวลำแม่น้ำโขงครั้งสำคัญ กิจกรรมนี้จัดขึ้นร่วมกับกองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
การปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน พิธีสำคัญจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 บรรยากาศของการทำงานเต็มไปด้วยมิตรภาพ และความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝั่งโขง
ประเด็นสำคัญ
- ความร่วมมือระดับสูง: กองกำลังผาเมืองและกองบัญชาการทหารแขวงบ่อแก้ว ร่วมกันลาดตระเวนแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด
- จุดศูนย์กลางการทำงาน: กิจกรรมหลักจัดขึ้นที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
- เป้าหมายชัดเจน: มุ่งเน้นกระชับความสัมพันธ์อันดี และยกระดับความปลอดภัยตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
ผู้นำสองประเทศร่วมประชุมหารือ
งานนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย ท่านยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าชุดประสานงาน ประจำพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว พื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย ในขณะที่ฝ่ายลาวนำโดย พันเอก แสงเพ็ด แสงมะนี หัวหน้ากองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นตัวแทนสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงเช้า ฝ่ายไทยได้ร่วมให้การต้อนรับ พันเอก แสงเพ็ด แสงมะนี และคณะทำงานอย่างอบอุ่น การต้อนรับจัดขึ้นที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ หลังจากนั้นคณะผู้แทนทั้งสองฝ่าย ได้เดินทางไปร่วมประชุมหารือข้อราชการที่ห้องประชุมด่านศุลกากรเชียงของ ตามแผนงานที่วางไว้
การประชุมครั้งนี้เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการวางแผนป้องกันปัญหายาเสพติดข้ามชาติตามที่ สำนักข่าวไทยพีบีเอส และสื่อท้องถิ่นมักรายงานถึงความท้าทายนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหาวิธีการทำงานที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน มีความรู้สึกปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขในทุกๆ วัน
ลาดตระเวนร่วมทางน้ำเพื่อความมั่นคง
เมื่อการประชุมหารือเสร็จสิ้น คณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานจริงทันที พวกเขาได้ร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานลาดตระเวนร่วมทางน้ำ โดยใช้จุดสังเกตการณ์บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของแม่น้ำโขงได้อย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่ทหารของทั้งสองประเทศ ได้นำเรือออกลาดตระเวนไปตามลำแม่น้ำโขงอย่างพร้อมเพรียง การทำงานร่วมกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความสามัคคีในการปกป้องพื้นที่ชายแดน การลาดตระเวนร่วมยังช่วยลดช่องโหว่ของการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว กิจกรรมนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในระดับพื้นที่ การที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงเรือปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานประสานงานชายแดน ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สร้างความสัมพันธ์ผ่านมื้ออาหาร
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการลาดตระเวนทางน้ำในช่วงเช้า คณะทำงานทั้งสองฝ่ายได้พักผ่อนและร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน การรับประทานอาหารร่วมกันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มื้ออาหารธรรมดา แต่ยังเป็นโอกาสดีในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเป็นกันเองนอกห้องประชุม
ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นของผู้นำ จะส่งผลดีต่อการทำงานประสานงานในระดับปฏิบัติการต่อไป เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานจะสามารถติดต่อสื่อสาร และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อกิจกรรมทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ฝ่ายไทยได้ร่วมส่งคณะผู้แทนจากฝ่ายลาวเดินทางกลับอย่างปลอดภัย
พิธีส่งกลับจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ณ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ เช่นเดิม การปฏิบัติภารกิจร่วมกันในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยกับลาว
ในอนาคต เราคงจะได้เห็นกิจกรรมดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความมั่นคง ให้กับภูมิภาคอาเซียนของเรา ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงก็จะสามารถไปมาหาสู่ และทำการค้าขายกันได้อย่างสบายใจตลอดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
น้ำท่วมเชียงราย: ระดับน้ำลดลงแล้วหลังจากบ้านเรือน 20 หลังในตำบลเม็งรายได้รับผลกระทบ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
ตำรวจเชียงรายบุกจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในอำเภอแม่สุ่ย จับกุม 5 ราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
รถกระบะพุ่งชนตลาดในเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai6 days ago
ด่วน! ถนนดอยแหลม เชียงใหม่ ทรุดตัวหนัก รถทุกชนิดผ่านไม่ได้ เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
เชียงรายก้าวล้ำ! เปิดศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทุกวัย สู่เมืองแห่งการเรียนรู้ยั่งยืน







