ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับสามีภรรยาคู่ที่แม่สาย เชียงราย พร้อมยาบ้า 975,000 เม็ด
เชียงราย – ตำรวจ สภ.แม่สาย จ.เชียงราย วางกำลังเฝ้าติดตามรถเก๋งต้องสงสัยที่มาจอดพักในโรงแรมแถบชายแดนไทย-เมียนมา ก่อนเข้าตรวจค้นทันทีหลังผู้ต้องสงสัยกำลังจะขับออกจากโรงแรม สุดท้ายพบผู้โดยสาร 2 คนเป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ชาวสุราษฎร์ธานีทั้งคู่ พร้อมยาบ้าจำนวน 972,000 เม็ด ซุกในกล่องกระดาษและถุงหลายแบบ
วันที่ 27 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่นำโดยผู้บังคับบัญชาตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และทีมสืบสวน สภ.แม่สาย ควบคุมตัว นายธวัตชัย อายุ 42 ปี ชาว ต.ทุ่งรัง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี และ น.ส.สุวจี อายุ 26 ปี ชาว ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่สาย ได้ข้อมูลว่ามีกลุ่มค้ายาเสพติดลอบขนยาบ้าจำนวนมากไปเก็บไว้ในบ้านพักแห่งหนึ่ง พื้นที่หมู่บ้านผาแตก หมู่ 10 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย โดยใช้รถเก๋งสีขาว ป้ายทะเบียน จ.เชียงราย เป็นพาหนะลำเลียง
ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถโตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียนเชียงราย ตรงตามที่ได้รับแจ้ง ขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมแห่งหนึ่งในหมู่บ้านเดียวกัน จึงจัดกำลังซุ่มเฝ้าโดยรอบ และตรวจสอบข้อมูลจนทราบว่ามีชาย 1 คนและหญิง 1 คน เข้าพักในห้องของโรงแรมนั้น
จังหวะเข้าตรวจค้น พบซ่อนในกล่องและถุงหลายชั้น
เวลาประมาณ 13.30 น. วันที่ 26 ม.ค. ชายและหญิงเดินออกจากห้องพักไปยังรถคันเป้าหมาย ฝ่ายชายขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ ส่วนฝ่ายหญิงกำลังจะขึ้นรถ ตำรวจจึงเข้าปิดล้อมและตรวจค้นทันที
ผลตรวจค้นภายในรถพบถุงกระดาษสีครีม, ถุงพลาสติกสีขาวเขียว, ถุงผ้าสะพายสีดำ, ถุงพลาสติกสีดำหลายใบ และกล่องกระดาษสีน้ำตาลหลายกล่อง ภายในบรรจุยาบ้ารวมกัน 972,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงจับกุมทั้งสองคนไว้สอบสวน
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งสองให้การว่าจะนำยาเสพติดทั้งหมดไปส่งในพื้นที่ภาคใต้เพื่อจำหน่าย ตำรวจจึงแจ้งข้อหาหนักเกี่ยวกับการร่วมกันจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1
นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า นายธวัตชัย เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 171/2568 ลงวันที่ 22 ส.ค. 2568 ในคดียาเสพติด และข้อหาที่เกี่ยวกับการสมคบและฟอกเงินตามที่ระบุในหมายจับด้วย
หลังจับกุม ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมตรวจสอบเส้นทางและผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายค้ายาเสพติดเพิ่มเติม
เชียงรายฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองก่อตั้ง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมชายชาวอังกฤษวัย 58 ปี หลังยิงภรรยาชาวไทยเสียชีวิต
ขอนแก่น – ตำรวจจับกุมชายชาวอังกฤษวัย 58 ปี แอนโธนี เจมส์ คอนดรอน (Anthony James Condron) ในคดีต้องสงสัยยิงภรรยาชาวไทยวัย 44 ปี พัชรี อุรพานม (Phatcharee Uraphanom) โดยชื่อของผู้เสียชีวิตในบางรายงานสะกดว่า Pattanee หรือ Phatree Urapanom
เหตุเกิดที่ Janpanom Farm Stay homestay ในพื้นที่ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นโซนที่ขึ้นชื่อเรื่องที่พักแบบฟาร์มสเตย์ บรรยากาศเงียบ และชุมชนใกล้ชิดกัน
เหตุยิงเกิดช่วงเช้าวันที่ 27 มกราคม 2026 ราว 11.00 น. เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตนอนหงายในลานหน้าบ้าน ใกล้หรืออยู่กับรถจักรยานยนต์ มีบาดแผลถูกยิง และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผู้เสียชีวิตถูกยิงขณะพยายามขี่รถจักรยานยนต์ออกไป หลังมีปากเสียงกันรุนแรงขึ้น เพื่อนบ้านบอกว่าได้ยินเสียงทะเลาะก่อนเกิดเสียงปืน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัว
ปิดล่าจับได้ที่ขอนแก่น
หลังเกิดเหตุ คอนดรอนซึ่งมีรายงานว่าเป็นชาวเมือง Witham เขต Essex ขับรถกระบะ Isuzu สีขาวออกจากที่พัก ตำรวจระบุว่าเขาพกปืนพก Sig Sauer ขนาด 9 มม. สถานีตำรวจอำเภอดอนหวายเร่งขอหมายจับในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา พร้อมตั้งจุดตรวจเพื่อสกัดจับ เพราะมีอาวุธปืนจึงถูกจัดเป็นเหตุความเสี่ยงสูง
ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าเขาพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ชุดจับกุมร่วมกัน ทั้งชุดสืบสวนภาค 4 ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และตำรวจพื้นที่ เข้าควบคุมตัวได้ช่วงบ่ายของวันที่ 27 มกราคม 2026
ตำรวจระบุว่าพบปืนซ่อนไว้ในช่องห้องเครื่องของรถ คอนดรอนถูกนำตัวไปที่ สภ.เมืองขอนแก่น ก่อนส่งต่อให้ตำรวจ สภ.ดอนหวาย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอน
คนในพื้นที่เล่าว่า คอนดรอนอาศัยในไทยมากว่า 10 ปี และเป็นผู้เกษียณ ทั้งคู่ช่วยกันดูแลโฮมสเตย์ ชาวบ้านหลายคนบอกว่าพัชรีเป็นคนเข้าถึงง่าย และมักช่วยงานชุมชน รวมถึงกิจกรรมสนับสนุนโรงเรียนและงานการกุศล ข่าวการเสียชีวิตทำให้คนในพื้นที่สะเทือนใจมาก
ตำรวจยังไม่เชื่อคำอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ
ระหว่างการสอบสวนเบื้องต้น คอนดรอนอ้างว่าเหตุยิงเกิดจากอุบัติเหตุ เขาบอกว่านำปืนออกมาระหว่างมีปากเสียงเพื่อข่มขู่ แต่ปืนลั่น พร้อมระบุว่าขับรถไปขอนแก่นเพราะกลัว และตั้งใจไปหาเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่าคำให้การดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานและข้อมูลพยานแวดล้อมที่รวบรวมได้ จึงเดินหน้าทำคดีในแนวทางฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองตามกฎหมายไทย
หากศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานฆ่าคนตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยการใช้อาวุธปืนและบริบทในครอบครัวอาจถูกพิจารณาเป็นปัจจัยเพิ่มความร้ายแรงของคดี
แม้ไทยยังมีโทษประหารชีวิต แต่การบังคับใช้จริงเกิดไม่บ่อย และบางคดีอาจมีการลดโทษภายหลัง ขั้นตอนต่อจากนี้คาดว่าจะมีการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เก็บคำให้การพยาน และประสานงานกับสถานทูตอังกฤษซึ่งมีรายงานว่ากำลังติดตามคดีอยู่
คดีความรุนแรงในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในไทย (กรณีตัวอย่าง)
คดีที่มหาสารคามยังทำให้หลายคนหันกลับมาพูดถึงเหตุรุนแรงที่เคยเป็นข่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติและคู่สมรสชาวไทยในอดีต เช่น
- ปี 2018 ชาวอังกฤษ Kevin Smitham วัย 51 ปี ถูกจับที่อุบลราชธานี หลังภรรยาชาวไทยวัย 29 ปี คันดา สมิธแฮม เสียชีวิต รายงานระบุว่าเกิดหลังมีปากเสียงระหว่างไปเยี่ยมครอบครัว ต่อมาเขาเสียชีวิตในเรือนจำ โดยมีข้อมูลทั้งในลักษณะอุบัติเหตุหรือการจบชีวิตตัวเอง
- ปี 2008 ชาวอังกฤษ Ian Beeston ถูกสังหารในจังหวัดร้อยเอ็ด มีรายงานเชื่อมโยงกับแผนที่เกี่ยวข้องกับภรรยาชาวไทยและชายอีกคน โดยมีประเด็นเรื่องทรัพย์สินเป็นหนึ่งในข้อขัดแย้ง
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์ข้ามชาติส่วนใหญ่ แต่ช่วยย้ำว่าเมื่อความเครียดสะสม การสื่อสารไม่ชัด หรือปัญหาเงินและความหึงหวงถูกปล่อยทิ้งไว้ ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ หน่วยงานไทยยังคงขอให้ผู้ที่มีปัญหาครอบครัวรีบแจ้งหรือขอความช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน และคอนดรอนยังถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการศาลต่อไป
กำลังเป็นที่นิยม:
เรือนจำดอยฮาง เชียงราย เตือนประชาชน หลังมีนักโทษหลบหนี
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เรือนจำดอยฮาง เชียงราย เตือนประชาชน หลังมีนักโทษหลบหนี
เชียงราย – วันที่ 27 มกราคม 2569 มีรายงานความคืบหน้ากรณีนักโทษหลบหนีจากสถานกักขังในพื้นที่ จ.เชียงราย จนทำให้ชาวบ้านหลายพื้นที่รู้สึกกังวล ล่าสุดเรือนจำกลางเชียงรายได้เผยข้อมูลและลักษณะบุคคลของผู้ต้องขังรายดังกล่าว เพื่อขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย ตรวจพบว่า น.ช.ดนุภัทร จะกา อายุ 37 ปี ผู้ต้องขังคดียาเสพติด อาศัยช่วงเย็นหลบหนีออกจากที่คุมขัง
จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องขังรายนี้เพิ่งถูกย้ายมาจากเรือนจำอำเภอฝาง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เพื่อเข้าอบรมใน “โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย” (หลักสูตร 5 เดือน) แต่หลบหนีหลังย้ายมาได้เพียง 4 วัน
รูปพรรณสัณฐาน
น.ช.ดนุภัทร จะกา อายุ 37 ปี (ชาติพันธุ์ลาหู่) สูงราว 150-160 เซนติเมตร ผิวคล้ำ รูปร่างสันทัด ผมสั้นเกรียน ภูมิลำเนาหมู่ 5 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยมีภรรยาอยู่ใน ต.แม่นาวาง และมีญาติอาศัยอยู่จำนวนมากในพื้นที่ อ.แม่อาย และ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
คาดมุ่งหน้าแนวชายแดน
เจ้าหน้าที่ประเมินว่า ผู้ต้องขังมีความคุ้นเคยเส้นทางพื้นที่สูงและแนวชายแดนในเขต อ.ฝาง และ อ.แม่อาย เป็นอย่างดี จึงอาจพยายามกลับไปหาญาติ หรือหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ
หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ระดมกำลังติดตามทันที พร้อมประสานตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและฝ่ายปกครอง ตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางรองที่มุ่งหน้าไปยัง จ.เชียงใหม่
เตือนประชาชน ห้ามให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ย้ำว่า การให้ที่พักพิง หรือช่วยเหลือผู้ต้องขังที่หลบหนี มีโทษหนักทั้งจำคุกและปรับ
หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะใกล้เคียง หรือมีข้อมูลการเคลื่อนไหว โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือแจ้งเรือนจำกลางเชียงรายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวที่กำลังมาแรง
ธรรมนาถ; กล่าวสุนทรพจน์สำคัญในเชียงราย โดยให้คำมั่นว่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
สำนักงานสอบสวนอาชญากรรม (CIB) ได้จับกุมเจ้าหน้าที่ 6 คน ในข้อหาออกบัตรประจำตัวประชาชนไทยให้แก่พลเมืองชาวจีน
เชียงใหม่ – รองอธิบดีกรมการปกครองพร้อม “บิ๊กเต่า” แถลงผลปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” หลังเข้าจับกุมปลัดอำเภอเชียงดาว และผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายทุจริตสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติไทยให้ชาวต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย ซึ่งบางรายเป็นชาวจีนที่มีหมายจับและเชื่อมโยงอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ย้ำว่าคดีนี้กระทบความมั่นคงประเทศ และจะเร่งขยายผลเอาผิดให้ครบทุกคนที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมทำงาน ได้แก่ ตำรวจสอบสวนกลาง, ป.ป.ช., ป.ป.ท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
ช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ใช้หมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายรวม 6 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และบุคคลเกี่ยวข้อง เบื้องต้นจับกุมได้ 5 ราย
นอกจากนี้ยังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ตามที่พักของผู้ถูกออกหมายจับ โดยในห้องพักของปลัดอำเภอเชียงดาว พบเอกสารเกี่ยวกับการขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยซ่อนอยู่ใต้เตียง และพบเงินสด 80,000 บาท จึงยึดไว้ตรวจสอบ
จุดเริ่มต้นคดี มาจากการขยายผลในเวียงแหง
นายวิฑูรย์เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ต่อยอดจากคดีสวมสิทธิบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ผู้ต้องหาคนสำคัญรายหนึ่งถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน ถูกสงสัยว่าทำบัตรประจำตัวครั้งแรกด้วยวิธีทุจริต และมีการย้ายทะเบียนบ้านจากอำเภอเวียงแหง ไปอยู่ในทะเบียนบ้านอำเภอเชียงดาว
เมื่อทีมตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร พบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นชาวจีนที่มีหมายจับ และมีความเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์หรืออาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ
จากการสอบสวน ยังพบสัญญาณผิดปกติหลายจุด เช่น ผู้ยื่นขอทำบัตรครั้งแรกมีอายุค่อนข้างมาก เขียนคำร้องไม่ได้ ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ และสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ทั้งที่อ้างว่าอยู่ไทยมากกว่า 20 ปี ทำให้เชื่อว่าการทุจริตน่าจะทำเป็นขบวนการ และมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
เอกสารประกอบคำขอมีพิรุธ เร่งตรวจเส้นทางเงิน
เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบว่า สำเนาสูติบัตรที่ใช้ประกอบการขอมีบัตรเป็นของบุคคลที่ไม่เคยทำบัตรประชาชน และไม่ปรากฏตัวมานาน แต่ครอบครัวกลับไม่มีการแจ้งความหรือดำเนินการใดๆ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลและคัดสำเนาเอกสารไปใช้งานได้ มักต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียน
ยังพบการใช้เอกสารและพยานรับรองที่อ้างว่าเป็นคนในครอบครัว แต่เมื่อตรวจสอบรูปพรรณแล้วไม่คล้ายกัน ผู้ต้องหาบางส่วนยังปฏิเสธข้อกล่าวหา ส่วนเงินสดที่พบระหว่างค้นห้องพัก มีการอ้างว่าเป็นเงินจากการขายพระเครื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
กรมการปกครองยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เนื่องจากมีข้อมูลว่าน่าจะมีการกระทำในลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก ส่วนปลัดอำเภอเชียงดาว 2 รายที่ถูกจับกุม จังหวัดเชียงใหม่เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวน และสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ตำรวจเชื่อยังมีผู้เกี่ยวข้องระดับสูงกว่านี้
พล.ต.ต. จรูญเกียรติระบุว่า จากพยานหลักฐานที่ได้รับและตรวจสอบเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น ระหว่างสอบปากคำ พบว่าบางคนให้ความร่วมมือ แต่บางคนยังปฏิเสธ อย่างไรก็ดีตำรวจเชื่อว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก และมีโอกาสพบผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงกว่านี้
เขายกตัวอย่างคดีในอำเภอเวียงแหง ที่ช่วงแรกยังไม่พบความเชื่อมโยงไปถึงระดับผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อสืบต่อจึงพบหลักฐานจนต้องดำเนินการตามขั้นตอน และกรณีเชียงดาวก็จะใช้แนวทางเดียวกัน หากพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็จะดำเนินคดีทันที
ตำรวจย้ำว่าการสวมสิทธิให้คนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เป็นปัญหาหนัก เพราะเปิดทางให้ไปก่อคดีอื่นต่อ และสร้างความเสียหายต่อประชาชนและประเทศ
รายชื่อผู้ถูกออกหมายจับ 6 ราย จับได้แล้ว 5 ราย
ผู้ถูกศาลอนุมัติหมายจับรวม 6 ราย ได้แก่
- ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ปลัดอำเภองานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ลูกจ้างงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ลูกจ้างงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว
- ผู้อำนวยการกองคลัง เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง
- ผู้ช่วยนายทะเบียน เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จับกุมได้แล้ว 5 ราย และอยู่ระหว่างติดตามผู้ที่เหลือตามกระบวนการต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ประสบอุบัติเหตุขณะขับด้วยความเร็วสูง ทำให้ชาวจีนเสียชีวิต 2 ราย
-
ฟุตบอล6 days ago
บาร์เซโลนาเอาชนะ สลาเวีย ปราก 4-2 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก คลาสสิก
-
ข่าวธุรกิจ6 days ago
การปฏิรูปการนำเงินตราต่างประเทศกลับประเทศของไทยก่อให้เกิดการถกเถียง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจทางหลวงจับคู่รักลอบขนไอซ์กว่า 100 กก
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เทศกาลบอลลูนนานาชาติสิงห์ปาร์คฉลองครบรอบ 10 ปี









