การเงิน
ร้านทองในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการปิดตัวลงหลังจากราคาสูงเกิน 70,000 บาท
สมาคมค้าทองคำของไทยออกมาเตือนแบบตรงไปตรงมา ราคาทองที่พุ่งเกิน 70,000 บาท ต่อบาททองคำ อาจทำให้ร้านทองหลายสิบร้านต้องปิดตัวในปี 2026 เพราะกำลังซื้อทองรูปพรรณหายไปอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันคนทั่วไป ประธานสมาคมฯ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ระบุว่า ราคาทองในประเทศที่ขึ้นต่อเนื่องและแตะระดับนี้บ่อยขึ้น ทำให้ทองจากของคู่สังคมไทยกลายเป็นของแพงที่เอื้อมยาก ร้านทองดั้งเดิมและงานในสายอาชีพนี้จึงเสี่ยงกระทบเป็นวงกว้าง
ราคาทองทำสถิติสูง กดตลาดในประเทศหนัก
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดทองไทยผันผวนแรง ราคาขายทองคำแท่งและทองรูปพรรณขยับขึ้นลงบ่อย และแตะเกิน 70,000 บาท ต่อบาททองคำเป็นระยะ (ทองคำแท่ง 1 บาทหนักราว 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณจะน้อยกว่าเล็กน้อย) ประกาศราคาจากสมาคมค้าทองคำสะท้อนความผันผวนชัด บางรอบปรับลง 500 บาท บางรอบดีดขึ้นเกิน 1,000 บาทในวันเดียว เพราะราคาผูกกับตลาดโลกใกล้มาก ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ราคาแกว่งอยู่แถวระดับนี้หรือสูงกว่า และทองรูปพรรณมักแพงกว่าเพราะมีค่าแรงและค่าฝีมือ
แรงขึ้นครั้งนี้ต่อเนื่องมาหลายปี กลางปี 2025 ราคาเคยไต่ใกล้ 60,000 บาท ต่อบาททองคำ และตอนนั้นก็มีการประเมินกันว่า ระดับ 70,000 บาท อาจเกิดขึ้นได้ในต้นปี 2026 เมื่อราคาขึ้นเร็วแบบนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือยอดขายหน้าร้าน โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่คนไทยซื้อใส่ในงานแต่ง งานบุญ เทศกาล หรือให้เป็นของขวัญ ลดลงแรง มีรายงานบางช่วงยอดขายหายไปมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ
ร้านทองแบบดั้งเดิมที่เป็นกิจการครอบครัว ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และต่างจังหวัด ต้องเจอแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือคนซื้อน้อยลง และกำไรหน้าร้านตึงขึ้น เพราะลูกค้าหันไปมองทองเป็นการลงทุนมากกว่าของใช้ใส่ได้ พอสัดส่วนทองรูปพรรณลดลง ช่างทองและร้านขายปลีกที่พึ่งพางานชิ้นงานจึงกระทบหนัก
สัญญาณที่สมาคมฯ ส่งออกมาชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาแพง” แต่เป็นโครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนไป นักลงทุนหรือคนเก็งกำไรอาจได้ประโยชน์จากราคา แต่ฝั่งทองรูปพรรณที่เลี้ยงคนจำนวนมากกลับหดตัว มีร้านที่ปิดไปแล้วในปี 2025 และปี 2026 อาจเห็นการปิดเพิ่ม ถ้ากำลังซื้อไม่กลับมา หรือราคายังแกว่งแรงแบบนี้
ปัจจัยที่ดันราคาทองโลก และส่งผลถึงไทย
ราคาทองในไทยขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งทำสถิติใหม่หลายครั้ง ทองเคยขยับเกิน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2025 และแรงซื้อยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 สาเหตุหลักมาจากหลายเรื่องที่โยงกัน
เรื่องแรกคือ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ความตึงเครียดทางการค้า รวมถึงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนและสถาบันหันหาที่พักเงินที่คนเชื่อว่าปลอดภัยกว่า ทองจึงถูกซื้อเพิ่มในช่วงที่ความเสี่ยงสูง
เรื่องถัดมาคือทิศทางดอกเบี้ย โดยเฉพาะความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจลดดอกเบี้ย ทำให้ดอลลาร์อ่อนลง เมื่อผลตอบแทนจริงลดลง สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างทองก็ดูน่าสนใจกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร และดอลลาร์ที่อ่อนลงยังช่วยให้แรงซื้อจากประเทศต่างๆ เดินหน้าต่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงในไทยด้วย
อีกแรงสำคัญที่เห็นต่อเนื่องคือ ธนาคารกลางหลายประเทศเร่งซื้อทอง ในระดับสูงมาก หลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ต้องการกระจายความเสี่ยงจากทุนสำรองที่อิงดอลลาร์มากเกินไป การซื้อจากภาครัฐมักเป็นการซื้อเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้อ่อนไหวกับราคาเท่าฝั่งนักลงทุนทั่วไป จึงกลายเป็นแรงพยุงราคาในระยะยาว รายงานในช่วงหลังยังระบุภาพรวมว่ามีการเพิ่มทองคำหลายร้อยตันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และแนวโน้มลดการพึ่งพาดอลลาร์
นอกจากนั้น แรงซื้อผ่านกองทุน ETF ทองคำ รวมถึงการซื้อทองแท่งและเหรียญทองก็เพิ่มขึ้นในบางช่วง เมื่อความต้องการมากขึ้น แต่ปริมาณทองจากเหมืองเพิ่มได้ไม่ทัน ภาพรวมจึงออกมาเป็นตลาดที่ตึงตัว และราคาขยับขึ้นต่อ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย
สำหรับไทย ราคาแพงไม่ได้กระทบแค่พอร์ตการลงทุน แต่ไปถึงพฤติกรรมของคนทั่วไปด้วย ค่าเงินบาทที่แกว่งตามเงินทุนและการไหลเข้าออกของทอง ทำให้ภาครัฐต้องจับตา และมีมาตรการบางอย่างกับการเก็งกำไรออนไลน์ เพื่อไม่ให้กระทบค่าเงินมากเกินไป
ในชีวิตประจำวัน คนจำนวนมากรู้สึกว่าทองรูปพรรณเริ่มไกลตัว การซื้อใส่ตามประเพณี หรือซื้อเป็นของขวัญทำได้ยากขึ้น เมื่อยอดซื้อหาย ช่างทอง ร้านทอง และแรงงานที่เกี่ยวกับงานฝีมือก็โดนเต็มๆ บางร้านพยายามปรับตัว หันไปเน้นซื้อขายทองคำแท่ง หรือเพิ่มช่องทางออนไลน์ แต่ร้านเก่าหลายแห่งยังต้องสู้กับต้นทุนและกำลังซื้อที่หดตัว
แนวโน้มปี 2026 และหลังจากนั้น
นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่า ราคาทองมีแรงหนุนต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ราคาเฉลี่ยอาจอยู่ในช่วง 4,700-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่าในช่วงหลังของปี ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ราคาทองในไทยก็มีโอกาสยืนระดับสูงต่อไป แรงซื้อจากธนาคารกลาง และความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศยังเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่ตลาดก็ยังมีโอกาสพักฐานหรือย่อตัวได้ หากแรงซื้อเริ่มอิ่ม หรือมีแรงขายทำกำไร
สำหรับธุรกิจค้าทองไทย การปรับตัวกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ คำเตือนของสมาคมฯ สะท้อนว่าตลาดที่เคยพึ่งทองรูปพรรณกำลังเปราะบางขึ้น ทองยังเป็นสินทรัพย์ที่คนใช้กันความเสี่ยงได้ แต่ราคาที่พุ่งสูงก็แลกมาด้วยแรงกดดันต่อร้านทองดั้งเดิม และวิถีการซื้อขายที่ผูกกับวัฒนธรรมไทยมายาวนาน
ชาวบ้านภาคเหนือของไทยเรียกร้องให้เร่งดำเนินการควบคุมฝุ่นละออง PM2.5 และหมอกควัน
การเงิน
หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทยเตือนถึง “การระบาดของโรคหัด”
เชียงราย – หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทยได้ออกคำเตือนอีกครั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ ท่ามกลางการระบาดของโรคหัดที่ยังคงเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเรียกร้องให้ฉีดวัคซีนโดยทันทีเพื่อควบคุมไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายนี้ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2026
วันนี้ (5 มกราคม 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค อัปเดตสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทยว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 แนวโน้มผู้ป่วยยืนยันมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยอ้างอิงข้อมูลจากกองระบาดวิทยา ที่ติดตามผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือผู้สงสัยโรคหัดและหัดเยอรมัน ผ่านโปรแกรมโรคกำจัด กวาดล้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัดและหัดเยอรมันรวม 2,126 ราย ในจำนวนนี้พบผู้ป่วยยืนยันจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 486 ราย และผู้ป่วยที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับโรคหัด 79 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.86 ต่อประชากรแสนคน ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต
สำหรับปี 2568 ภาพรวมผู้ป่วยโรคหัดลดลง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63) พบในหลายจังหวัดนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ระบาดหลักในปี 2567 อีกทั้งมีรายงานผู้ป่วยในจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยในปี 2567 มาก่อน ได้แก่ กระบี่, ชัยภูมิ, เชียงราย, ตราด, ตาก, บึงกาฬ, พระนครศรีอยุธยา, พังงา, เพชรบุรี, มหาสารคาม, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สระแก้ว, สุรินทร์, หนองบัวลำภู และอ่างทอง
นพ.มณเฑียร กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ กำลังจับตาการระบาดของโรคหัดในวงกว้าง หลังพบผู้ติดเชื้อที่สนามบินหลัก 2 แห่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ไวรัสหัดแพร่ทางอากาศได้ง่าย และคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานราว 2 ชั่วโมง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ รายงานผู้ป่วยสะสมมากกว่า 2,000 ราย ซึ่งเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนที่ลดลง
ขอให้ประชาชนตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก โรคหัดป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งคนส่วนใหญ่เคยได้รับแล้ว ควรดูแลสุขอนามัยให้ดี และถ้ามีไข้สูงร่วมกับผื่น หลังเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ควรรีบปรึกษาแพทย์
รู้จักโรคหัด อาการเป็นอย่างไร
โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ หลังได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วันจึงเริ่มมีอาการ ช่วง 3-4 วันแรกมักคล้ายไข้หวัด แต่จะรุนแรงกว่า ก่อนผื่นขึ้นประมาณ 1-2 วัน อาจพบจุดสีขาวเล็ก ๆ มีขอบแดงบริเวณกระพุ้งแก้มด้านใน ตรงข้ามฟันกราม
หลังเริ่มมีไข้ราว 3-4 วัน ผื่นมักเริ่มขึ้นบริเวณหลังหูและแนวไรผม แล้วลามไปที่ใบหน้าและลำคอ จากนั้นกระจายลงลำตัว แขน และขา โรคหัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้มีภูมิต้านทานต่ำ หากมีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ปวดหู มีน้ำหนองไหลจากหู ชัก ซึมลงมาก หรือท้องเสียรุนแรง ควรไปพบแพทย์ทันที
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เสริมว่า โรคหัดยังเป็นโรคประจำถิ่นที่พบต่อเนื่องในไทย และขณะนี้ยังไม่มีการประกาศห้ามเดินทาง โดยคำแนะนำการป้องกันโรคหัดสำหรับประชาชน มีดังนี้
- สร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน
ขอความร่วมมือผู้ปกครองพาบุตรหลานรับวัคซีนให้ครบตามกำหนด ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วมักมีภูมิคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี วัคซีนหัดมีประสิทธิภาพสูง และอยู่ในแผนวัคซีนพื้นฐานของไทย หากฉีดครบก็สบายใจได้ - ดูแลสุขอนามัย
สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด และล้างมือบ่อย ๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัดและโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ - เฝ้าระวังอาการหลังเดินทาง
หากเพิ่งกลับจากต่างประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาด ให้สังเกตตัวเอง หากมีไข้สูง ไอ ตาแดง และมีผื่นขึ้น ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง - แยกตัวเมื่อป่วย ลดการแพร่เชื้อ
ผู้ป่วยโรคหัดควรแยกจากผู้อื่นอย่างน้อย 4 วันหลังผื่นขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่ม ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
การเงิน
ไทยลดขนาดกู้เงินรัฐรับวิกฤตเศรษฐกิจ กังวลเพดานหนี้สาธารณะ
กรุงเทพฯ – ประเทศไทยเลื่อนการกู้ยืมเงินจากภาครัฐสำหรับปีงบประมาณที่เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เตรียมลดวงเงินกู้ยืมใหม่ลงร้อยละ 8หรืออยู่ที่ราว 992,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา สะท้อนความพยายามของรัฐในการคุมความน่าเชื่อถือทางการคลัง ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะจ่อแตะเพดานกฎหมาย 70% ของจีดีพี
แหล่งข่าวในรัฐบาลให้ข้อมูลก่อนประกาศอย่างเป็นทางการว่า การกู้เงินทั้งหมดรวมถึงการหมุนหนี้เก่าจะลดลงเหลือ 2.37 ล้านล้านบาท จาก 2.57 ล้านล้านบาทในปีนี้ สวนทางกับปีก่อนที่รัฐเพิ่มการกู้ถึง 8% ชี้การรีเซตงบแบบรัดเข็มขัดอย่างจริงจัง
ผู้อำนวยการ สบน. พัชรา อนันตศิลป์ ได้ประชุมออนไลน์กับกลุ่มเทรดเดอร์พันธบัตรเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อแจงแผน แต่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ร่างงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาทปี 2569 ที่เพิ่งได้รับพระราชทานลงมา คาดขาดดุลอยู่ที่ 860,000 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ (880,000 ล้านบาท) จึงไม่มีช่องว่างให้คลาดเคลื่อนมาก
ตัวเลขหนี้สาธารณะไทยตอนกลางปี 2568 อยู่ที่ 12.1 ล้านล้านบาท หรือ 64.2% ของจีดีพี ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้เมื่อเทียบกับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ แต่งานวิจัย สบน. คาดว่าอัตราส่วนนี้อาจขึ้นถึง 67.3% สิ้นปี 2569 หากจีดีพีโต 3% และชนเพดาน 68% หากเศรษฐกิจโตเพียง 2%
แม้เศรษฐกิจชะลอตัวแรงหรือติดขัดก็ยังไม่ผ่านเพดาน แต่ด้วยความไม่แน่นอนในตลาดโลก รวมถึงการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 19% ทำให้ฝั่งผู้กำกับนโยบายเลือกเข้มไว้ก่อน ข้าราชการรายหนึ่งระบุ การชะลอกู้เงินคือการใช้วินัยการคลังแบบไม่ยอมแตะเพดานหนี้ที่กฎหมายกำหนด
แผนลดกู้เงินเกิดขึ้นท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจที่เคยโตดี 3.1% ในไตรมาสแรก ปีนี้กลับถูกหั่นเป้าเหลือ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์เดิมของธนาคารโลกที่ 2.9% จากการส่งออกที่ชะลอและอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง
แบงก์ชาติยังปรับลดจีดีพีปี 2568 เหลือ 2.3% เพราะยอดส่งออกที่เร่งส่งล่วงหน้าก่อนโดนภาษีสหรัฐฯ แต่สถานการณ์จริงยังเผชิญแรงกดดันจากนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายน้อย และครัวเรือนลดภาระหนี้
ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงสูงต่อเนื่อง กดท่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งของจีดีพี ณ ไตรมาสแรกปีนี้ หนี้ทางการของครัวเรือนอยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท หรือ 87.4% ของจีดีพี ลดลงจาก 88.4% สิ้นปี 2567 เพราะธนาคารเข้มมาตรฐานปล่อยกู้และสินเชื่อใหม่หดตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทางการยังไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด ผลวิจัยจุฬาฯ ร่วมกับกรรมการร่วม 3 สถาบันประเมินว่า หากนับหนี้นอกระบบด้วย อัตราหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งถึง 104% ของจีดีพี ขณะที่ 40% ของครัวเรือนมีหนี้นอกระบบอยู่ เฉลี่ยครัวเรือนละเกือบ 100,000 บาท
อัตราสินเชื่อเสียขยับขึ้นในทุกชนิดสินเชื่อ ไม่ว่าบุคคล รถยนต์ หรือบ้าน แสดงถึงสัญญาณคุณภาพหนี้ที่แย่ลง ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ไทยเร่งแก้ไขทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นหนี้ให้กลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงกระบวนการล้มละลาย และควบคุมสินเชื่อใหม่ โดยเสนอตัวอย่างจากไอร์แลนด์และโครเอเชีย
ทางการไทยออกมาตรการช่วย เช่น ผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อรวมสินเชื่อเดิมเข้ากับหนี้ใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแค่การแก้ปลายเหตุ ประธานสมาคมธนาคารไทย และซีอีโอธนาคารกรุงไทย ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่กำลังบั่นทอนกำลังซื้อชนชั้นกลาง ภาษีที่เก็บได้ยังน้อยมากเพราะฐานภาษีแคบ มีผู้เสียภาษีประมาณ 11 ล้านคนจากประชากร 68 ล้านคน การอัดงบช่วยเหลือลำบากเพราะอาจดันขาดดุลสูงขึ้น
ตลาดที่อยู่อาศัยไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี จำนวนคอนโดใหม่ในกรุงเทพฯ ไตรมาส 2 มีเพียง 373 ยูนิต ลดลงถึง 94.2% จากปีก่อน ต่ำสุดรอบ 16 ปี เพราะดอกเบี้ยสูง ต้นทุนก่อสร้างแพง และผู้ซื้อไม่กล้าเสี่ยง
ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านทั่วประเทศลด 10.5% ในไตรมาสแรก บ้านแนวราบลง 12% คอนโดลด 7.3% มูลค่ารวมลด 13% เหลือ 181,500 ล้านบาท สัญญาณอุปทานล้นตลาด นักวิเคราะห์ SCB EIC ชี้ว่าการฟื้นตัวยังอีกไกล เพราะอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านสูงถึง 70%
ผู้บริหารยูโอบี ประเทศไทย มองว่านี่คือวิกฤตอสังหาฯ เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ คาดว่าสินเชื่อบ้านปีนี้จะติดลบเป็นครั้งแรก ผู้ประกอบการจึงต้องลดกำไร ชะลอเปิดโครงการใหม่ แม้ธนาคารชาติผ่อนปรนหลักเกณฑ์ LTV ต่ออีกหนึ่งรอบแต่ผู้ซื้อระดับกลางที่เจอค่าจ้างคงที่ยังเข้าไม่ถึง ราคาบ้านทั้งประเทศขยับขึ้น 2.7% ในไตรมาสสองจากต้นทุนที่ดิน แต่จำนวนบ้านขายจริงนั้นลดลง ภาพรวมภาคอสังหาฯ ที่เคยป้อนแรงงานและจีดีพีจึงส่อแววซบเซาต่อ หากรายได้ประชาชนไม่เพิ่ม อาจซ้ำรอยภาวะเศรษฐกิจซบยาวแบบญี่ปุ่น
แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเคยเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจ แต่ปีนี้นักท่องเที่ยว 7 เดือนแรกเข้าไทยเพียง 19.3 ล้านคน ลดลง 6% จากปีที่แล้ว รายได้หดตัว 4.2% ขณะที่ภูมิภาคคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งได้มากขึ้น
นักท่องเที่ยวจีนที่เคยสร้างรายได้ปีละกว่า 576,000 ล้านบาท จากผู้มาเยือน 6.7 ล้านคน ปีนี้ช่วงครึ่งแรกเหลือแค่ 2.3 ล้านคน ลด 32% คาดปีนี้ต่ำกว่า 5 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี สิ่งที่กระทบได้แก่ข่าวอาชญากรรมในโซเชียล ความมั่นคงไม่ชัดเจน จีนเองโปรโมทเที่ยวในประเทศ แถมออกมาตรการวีซ่าฟรีกับมาเลเซีย ส่งผลให้คนจีนไปมาเลเซียเกือบ 1.12 ล้านคนในไตรมาสเดียว โต 22%
ตอนนี้มาเลเซียกลายเป็นตลาดหลักของไทยแทน มีนักท่องเที่ยว 2.36 ล้านคนถึงเดือนพฤษภาคม แต่ค่าใช้จ่ายต่อคนยังน้อยกว่าจีน (เฉลี่ย 40,000 บาทต่อทริปสำหรับมาเลเซีย เทียบกับ 60,000 บาทจากจีน) ขณะที่ญี่ปุ่นดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้ถึง 21.5 ล้านคนใน 6 เดือนแรก โตขึ้น 21% สะท้อนการแข่งขันสูงในภูมิภาค
กรมการท่องเที่ยวไทยหั่นเป้ารายได้ลงจาก 2.3 ล้านล้านบาท เหลือ 2 ล้านล้านบาท เบนเข็ดไปหาตลาดคุณภาพอย่างอินเดีย สหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีอัตราโตสองหลักแต่ยังแทนที่จำนวนไม่ได้ ภาครัฐจึงพยายามชูแคมเปญความยั่งยืน เทศกาลอาหาร ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม แต่ก็ยังเจอกระแสลบจากภายนอกทั้งเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์เพื่อนบ้าน
นักวิเคราะห์มองว่ายังมีความหวังบ้าง เช่น หากเทรดโลกดีขึ้นหรือไทยเปิดตลาดจีนเมืองรองใหม่ได้ หรือดึงนักท่องเที่ยวอื่นๆ เข้ามา ยังพอช่วยฟื้น แต่หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งภาษี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรม ไทยก็เสี่ยงจะติดกับกับดักประเทศรายได้ปานกลาง การหั่นกู้เงินภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แค่รัดเข็มขัดยังจุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาไม่ได้เต็มที่ คนกรุงเทพฯ คนหนึ่งมองว่า “เราตัวเล็กลง แต่แกร่งขึ้นไหม อาจจะยังไม่ใช่”
ข่าวที่กำลังมาแรง:
รฟท. แจ้งความคืบหน้ารถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เปิดใช้ปี 2571
-
ฟุตบอล6 days ago
บาร์เซโลนาเอาชนะ สลาเวีย ปราก 4-2 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก คลาสสิก
-
ข่าวธุรกิจ6 days ago
การปฏิรูปการนำเงินตราต่างประเทศกลับประเทศของไทยก่อให้เกิดการถกเถียง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจทางหลวงจับคู่รักลอบขนไอซ์กว่า 100 กก
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เทศกาลบอลลูนนานาชาติสิงห์ปาร์คฉลองครบรอบ 10 ปี



