ฟุตบอล
บาร์เซโลนาถล่มนิวคาสเซิล 7-2
บาร์เซโลนา, 19 มีนาคม 2569 คัมป์ นู มีค่ำคืนที่แฟนบอลเจ้าถิ่นจะจำไปอีกนาน หลังบาร์เซโลนา ของฮันซี่ ฟลิค เปิดบ้านถล่ม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 7-2 ในนัดที่สองรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก พร้อมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 8-3…
บาร์เซโลนา, 19 มีนาคม 2569 คัมป์ นู มีค่ำคืนที่แฟนบอลเจ้าถิ่นจะจำไปอีกนาน หลังบาร์เซโลนา ของฮันซี่ ฟลิค เปิดบ้านถล่ม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 7-2 ในนัดที่สองรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก พร้อมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 8-3
แม้เกมในครึ่งแรกจะออกมาสูสี และนิวคาสเซิลสู้ได้ดีเกินคาด แต่หลังพักครึ่ง บาร์ซ่ายกระดับเกมขึ้นชัดเจน ทั้งการเพรส การเคลื่อนที่ และความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย จนเปลี่ยนเกมที่เคยสูสีให้กลายเป็นการถล่มแบบขาดลอย
ผู้ทำประตูของบาร์เซโลนาในเกมนี้มี ราฟินญ่า 2 ประตู, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 2 ประตู, มาร์ก เบอร์นัล, เฟร์มิน โลเปซ และลามีน ยามาล อีกคนละ 1 ประตู ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลกว่า 90,000 คน ที่ได้เห็นเกมรุกระดับสูงตลอด 90 นาที

สรุปภาพรวมเกม: ครึ่งแรกแลกกันสนุก, ครึ่งหลังบาร์ซ่าปิดบัญชี – ชมไฮไลท์การแข่งขัน
นิวคาสเซิลของเอ็ดดี้ ฮาว เริ่มต้นได้ไม่เลว พวกเขาเล่นเกมสวนกลับได้เร็ว และสร้างปัญหาให้แนวรับเจ้าถิ่นหลายครั้ง โดยเฉพาะ แอนโธนี่ เอลังก้า ที่ยิงสองประตูพาทีมไล่ตีเสมอเป็น 2-2 ระหว่างครึ่งแรก
อย่างไรก็ตาม บาร์เซโลนาไม่เสียทรง พวกเขาได้จุดโทษช่วงทดเจ็บครึ่งแรก และลามีน ยามาล รับหน้าที่สังหารไม่พลาด ทำให้ทีมกลับไปนำ 3-2 ก่อนเข้าห้องแต่งตัว ซึ่งจังหวะนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม
พอเริ่มครึ่งหลัง บาร์ซ่าเดินหน้ากดดันต่อทันที เกมไหลลื่นขึ้นมาก การขึ้นเกมเร็วและการเข้าทำที่คมกว่าเดิม ทำให้นิวคาสเซิลรับมือไม่ไหว สุดท้ายเจ้าบ้านยิงเพิ่มอีก 4 ประตู และปิดเกมแบบเด็ดขาด
สถิติสะท้อนภาพรวมได้ชัด บาร์เซโลนายิงทั้งหมด 18 ครั้ง, เข้ากรอบ 13 ครั้ง ส่วนนิวคาสเซิลมี 8 ครั้ง และตรงกรอบ 5 ครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งหลัง เจ้าถิ่นคุมจังหวะได้เกือบทั้งหมด และแสดงให้เห็นว่าพวกเขากลับมาเป็นทีมที่น่ากลัวในเวทียุโรปอีกครั้ง
ไฮไลต์สำคัญ: 9 ประตู, เกมเดือดตั้งแต่ต้นจนจบ
เกมนี้เต็มไปด้วยจังหวะสำคัญและประตูต่อเนื่อง ซึ่งทำให้บรรยากาศในสนามคึกคักตลอดทั้งคืน โดยเหตุการณ์เด่นมีดังนี้
- นาที 6, บาร์เซโลนา นำ 1-0: ราฟินญ่า หลุดเข้าไปจบสกอร์อย่างนิ่ง หลัง เฟร์มิน โลเปซ พาทีมสวนกลับเร็ว
- นาที 15, นิวคาสเซิล ตีเสมอ 1-1: แอนโธนี่ เอลังก้า ยิงเข้าไปจากจังหวะเปิดของลูอิส ฮอลล์
- นาที 18, บาร์ซ่าขยับเป็น 2-1: มาร์ก เบอร์นัล ขึ้นโหม่งจากลูกฟรีคิกของราฟินญ่า
- นาที 28, นิวคาสเซิล ไล่มา 2-2: เอลังก้า กดประตูที่สองของตัวเองได้สำเร็จ
- นาที 45+7, ลามีน ยามาล ยิงจุดโทษให้บาร์ซ่านำ 3-2: VAR เข้ามาตรวจสอบก่อนให้จุดโทษ หลังเคียแรน ทริปเปียร์ ทำฟาวล์ราฟินญ่า และยามาลก็ยิงเข้าไปอย่างมั่นใจ
- นาที 51, เฟร์มิน โลเปซ ทำให้เป็น 4-2: บาร์เซโลนาเริ่มครึ่งหลังได้แรงทันที และโลเปซจบสกอร์ได้เฉียบขาด
- นาที 56 และ 61, เลวานดอฟสกี้ ยิงสองลูกรวด: หัวหอกชาวโปแลนด์ใช้โอกาสไม่เปลือง พาทีมหนีไกลเป็น 6-2
- นาที 72, ราฟินญ่า ปิดท้าย 7-2: เจ้าตัวฉวยความผิดพลาดในเกมรับของทีมเยือน ก่อนยิงย้ำชัยอย่างเด็ดขาด
ราฟินญ่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในเกมนี้ และหลายสื่อให้คะแนนถึง 10/10 ส่วนลามีน ยามาล ก็มีผลงานยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน จนได้รับคะแนนสูงถึง 9.5 คะแนน เกมนี้จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในแมตช์เกมรุกที่ดีที่สุดของบาร์เซโลนาในช่วงหลัง
บาร์เซโลนาเล่นได้โหดแค่ไหน: เกมรุกไหลลื่น, เพรสดี, จบคม
ผลงานนัดนี้สะท้อนแนวทางของฮันซี่ ฟลิค ได้ชัดเจนมาก บาร์เซโลนาเล่นด้วยความสมดุล แต่ก็พร้อมเร่งจังหวะทันทีเมื่อมีช่อง พวกเขาเพรสสูง บีบพื้นที่เร็ว และเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้ทันใจ
จุดเด่นอีกอย่างคือความเร็วของแนวรุกริมเส้น ลามีน ยามาล และราฟินญ่า สร้างปัญหาให้แนวรับนิวคาสเซิลตลอดทั้งเกม ขณะที่เลวานดอฟสกี้ยังแสดงให้เห็นว่าเขายังอันตรายในกรอบเขตโทษเสมอ ถ้ามีโอกาส เขาพร้อมเปลี่ยนเป็นประตูได้ทันที
ในแดนกลาง เปดรี้ช่วยคุมจังหวะได้ดี ส่วนมาร์ก เบอร์นัลและเฟร์มิน โลเปซ เติมเกมได้มีพลังและมีประโยชน์มาก ทั้งสองคนไม่ได้แค่ทำงานหนัก แต่ยังมีส่วนกับประตูสำคัญอีกด้วย
หลังจบเกม ฟลิคกล่าวว่า “มันเป็นเกมที่ดุเดือดมาก แต่ทีมแสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าเราเล่นได้เต็มศักยภาพ บาร์เซโลนาก็จัดการคู่แข่งได้ทุกทีม”
ตารางทีมบาร์เซโลนา (ตัวจริงและผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญ)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | ผลงานเด่น | นาทีลงเล่น |
|---|---|---|---|
| GK | มาร์ค-อังเดร แทร์ สเตเก้น | เซฟสำคัญในช่วงต้นเกม | 90 |
| DF | ฆูลส์ กุนเด้ | เล่นเกมรับได้แน่น | 90 |
| DF | อินิโก มาร์ติเนซ | ช่วยจัดระเบียบแนวรับ | 90 |
| DF | อเลฮานโดร บัลเด้ | เติมเกมฝั่งซ้ายได้ดี | 90 |
| MF | เปดรี้ | คุมจังหวะกลางสนาม | 90 |
| MF | มาร์ก เบอร์นัล | ยิง 1 ประตู นาที 18, เล่นได้โดดเด่น | 90 |
| MF | เฟร์มิน โลเปซ | ยิง 1 ประตู นาที 51, พลังงานสูง | 90 |
| FW | ลามีน ยามาล | ยิงจุดโทษ นาที 45+7, สร้างสรรค์เกมดี | 90 |
| FW | ราฟินญ่า | 2 ประตู นาที 6 และ 72, เด่นที่สุดในสนาม | 90 |
| FW | โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ | 2 ประตู นาที 56 และ 61, จบคม | 90 |
| WB | ดานิ โอลโม | ช่วยสร้างโอกาสจากด้านข้าง | 90 |
ตัวสำรอง: เฟร์ราน ตอร์เรส และผู้เล่นคนอื่น ๆ ลงมาช่วยประคองจังหวะในช่วงท้ายเกม
ฝั่งนิวคาสเซิล: ครึ่งแรกยังดี, ครึ่งหลังต้านไม่อยู่
นิวคาสเซิลไม่ได้เริ่มเกมแย่เลย ตรงกันข้าม พวกเขาเล่นด้วยแผนที่ชัดเจน และหาจังหวะโต้กลับได้อันตราย โดยเฉพาะการวิ่งของเอลังก้า ที่สร้างปัญหาให้แนวรับบาร์ซ่าหลายครั้ง
สองประตูของเขาในครึ่งแรกทำให้ทีมยังมีความหวัง แต่หลังจากเสียประตูจากจุดโทษก่อนพักครึ่ง เกมของทีมเยือนเริ่มแผ่วลง พอเข้าสู่ครึ่งหลัง พวกเขารับมือกับความเร็วและการเพรสของบาร์เซโลนาไม่ไหว จนแนวรับเริ่มเสียรูป และโดนลงโทษต่อเนื่อง
บรูโน กิเมารายส์ และโจเอลินตัน พยายามช่วยทีมในแดนกลาง แต่จังหวะของเกมเข้าทางเจ้าบ้านมากกว่า ขณะที่แนวรับเองก็โดนบีบจนพลาดง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
เอ็ดดี้ ฮาว ยอมรับหลังเกมว่า “ครึ่งแรกเราเล่นได้ดีมาก แต่การเสียประตูจากเซ็ตพีซและจุดโทษเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ส่วนครึ่งหลัง บาร์เซโลนาเล่นได้สุดยอด เราต้องกลับไปแก้ไขจากสิ่งที่ผิดพลาด”
ตารางทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (ตัวจริงและผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญ)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | ผลงานเด่น | นาทีลงเล่น |
|---|---|---|---|
| GK | อารอน แรมส์เดล | เซฟหลายครั้ง แม้ต้องเสียถึง 7 ประตู | 90 |
| DF | เคียแรน ทริปเปียร์ | เปิดบอลดี แต่เสียจุดโทษ | 90 |
| DF | ฟาเบียน ชาร์ | พยายามรับมือเกมตัวต่อตัว | 90 |
| DF | ดาน เบิร์น | เด่นลูกกลางอากาศ แต่มีจังหวะหลุดตำแหน่ง | 90 |
| DF | ลูอิส ฮอลล์ | ทำ 1 แอสซิสต์ จากประตูแรกของทีม | 90 |
| MF | บรูโน กิเมารายส์ | ช่วยคุมกลางสนาม แต่เริ่มหมดแรง | 90 |
| MF | โจเอลินตัน | ใส่พลังเต็มที่ตลอดเกม | 90 |
| MF | ฌอน ลองสตาฟฟ์ | ช่วยไล่บีบแดนกลาง | 90 |
| FW | แอนโธนี่ เอลังก้า | 2 ประตู นาที 15 และ 28, เด่นสุดฝั่งทีมเยือน | 90 |
| FW | อเล็กซานเดอร์ อิซัค | เคลื่อนที่ดี แต่เปลี่ยนโอกาสเป็นประตูไม่ได้ | 90 |
| FW | จาค็อบ เมอร์ฟี่ | มีส่วนกับเกมริมเส้นหลายจังหวะ | 90 |
ตัวสำรอง: ฮาร์วีย์ บาร์นส์ และคนอื่น ๆ พยายามช่วยเปลี่ยนเกม แต่ไม่อาจหยุดความร้อนแรงของเจ้าถิ่นได้
วิเคราะห์แท็กติกและผลที่ตามมา
สิ่งที่เห็นชัดจากเกมนี้คือ บาร์เซโลนาเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้นภายใต้ฟลิค ทีมมีทั้งความแน่นในจังหวะเพรส และความเร็วในตอนเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ซึ่งทำให้ครึ่งหลังออกมาขาดลอย
อีกด้านหนึ่ง นิวคาสเซิลแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีคุณภาพพอจะสู้ในระดับนี้ โดยเฉพาะครึ่งแรก แต่เมื่อเจอกับแรงกดดันต่อเนื่องจากบาร์ซ่า พวกเขาก็เสียสมดุล และไม่สามารถดึงเกมกลับมาได้
ผลการแข่งขันนัดนี้ส่งสัญญาณชัดว่า บาร์เซโลนาพร้อมไปต่อในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก พวกเขาไม่ได้แค่ชนะ แต่ชนะด้วยฟอร์มที่ทำให้คู่แข่งต้องระวัง ขณะที่นิวคาสเซิลต้องยุติเส้นทางในยุโรปไว้เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้จะน่าเสียดาย แต่ประสบการณ์จากรายการนี้ยังมีค่ามากสำหรับการพัฒนาทีมต่อไป
สำหรับบาร์เซโลนา ค่ำคืนนี้ไม่ใช่แค่การเข้ารอบ แต่เป็นการประกาศชัดว่า พวกเขากลับมาเป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตาที่สุดของยุโรปอีกครั้ง และพร้อมเดินหน้าลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท เผยการเข้าพักช่วงสงกรานต์สุดพิเศษ
ฟุตบอล
ลิเวอร์พูล ประเดิมยุค อิราโอลา สุดหรู อัด ซันเดอร์แลนด์ 4-2
การเริ่มต้นยุคใหม่ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลภายใต้การนำของผู้จัดการทีมคนใหม่ อันโดนี่ อิราโอลา เริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงามและน่าประทับใจในเกมกระชับมิตรช่วงปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกา โดยทีม “หงส์แดง” สามารถเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ไปได้อย่างสนุกด้วยสกอร์ 4-2 การแข่งขันจัดขึ้นที่สนามจีโอดิส พาร์ค ในเมืองแนชวิลล์ ท่ามกลางแฟนบอลที่เข้ามาชมเกมอย่างหนาแน่น เกมนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจในการเล่นเกมบุกแบบใหม่ที่ทีมกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดก่อนที่การแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่จะเปิดฉากขึ้นในเดือนหน้า ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก Sky Sports
เกมในนัดนี้ถือเป็นการทดสอบความฟิตของนักเตะทั้งสองทีมอย่างแท้จริง เนื่องจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวในแนชวิลล์ ส่งผลให้นักเตะต้องใช้พลังงานอย่างมาก ลิเวอร์พูลมีการสลับสับเปลี่ยนผู้เล่นหลายคนเพื่อให้โอกาสดาวรุ่งและตัวสำรองได้ลงสนาม ส่วนทางด้านซันเดอร์แลนด์ภายใต้การคุมทีมของ เรจิส เลอ บริส ก็สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีและสร้างความลำบากใจให้กับแนวรับของลิเวอร์พูลได้ตลอดทั้งเกม แม้ผลลัพธ์จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทีมเยือน แต่ก็ถือเป็นบททดสอบที่มีค่าสำหรับทั้งสองฝ่าย ทางด้านเว็บไซต์ Liverpool FC Official ยืนยันว่าผู้จัดการทีมรู้สึกพอใจกับจุดเริ่มต้นนี้และมองเห็นแนวทางในการพัฒนาทีมต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- ชัยชนะนัดแรกของโค้ชใหม่: อันโดนี่ อิราโอลา ประเดิมการคุมทีมลิเวอร์พูลด้วยชัยชนะที่สวยงาม แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการบุกที่หลากหลายและสามารถหวังผลได้จริง
- เกมรุกกระจายการทำประตู: ลิเวอร์พูลได้ประตูจากนักเตะ 4 คนที่ไม่ซ้ำกัน ได้แก่ คีแรน มอร์ริสัน, โดมินิก โซบอสซ์ไล, เฟเดริโก้ เคียซ่า และ ลูอิส คูมาส สะท้อนให้เห็นถึงความอันตรายจากผู้เล่นหลายตำแหน่ง
- ข่าวร้ายเรื่องอาการบาดเจ็บ: โจ โกเมซ กองหลังตัวเก่งของลิเวอร์พูล มีอาการบาดเจ็บและต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ช่วงต้นเกม ซึ่งทีมแพทย์ต้องติดตามและประเมินอาการอย่างใกล้ชิด
ไฮไลท์การแข่งขันครึ่งแรก
เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายครองบอลและเปิดเกมบุกเข้าใส่ทันที ความพยายามมาประสบผลสำเร็จในนาทีที่ 13 เมื่อ คีแรน มอร์ริสัน ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปี เลี้ยงบอลตัดเข้าในจากฝั่งขวา ก่อนจะปั่นบอลโค้งๆ เข้ามุมซ้ายล่างอย่างสวยงาม ทำให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้ทำให้หลายคนนึกถึงสไตล์การยิงอันเฉียบขาดของรุ่นพี่อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เลยทีเดียว
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในนาทีที่ 28 ซันเดอร์แลนด์ก็ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดในการส่งบอลของแดนกลางลิเวอร์พูล เอ็นโซ เลอ เฟ ได้จังหวะยิงไกล บอลพุ่งเสียบมุมบนขวาอย่างแรงจนผู้รักษาประตูหมดสิทธิ์รับ ทำให้เกมกลับมาเสมอกัน 1-1 ก่อนจบครึ่งแรก ลิเวอร์พูลต้องพบกับความกังวลเมื่อ โจ โกเมซ มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวและต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไป เหตุการณ์สำคัญนี้ได้รับการรายงานอย่างละเอียดโดย Sports Mole
ครึ่งหลังสุดมันส์และการพลิกเกม
เมื่อเริ่มครึ่งหลัง ทั้งสองทีมเปลี่ยนตัวผู้เล่นหลายตำแหน่งเพื่อทดสอบความพร้อมของขุมกำลัง ซันเดอร์แลนด์เริ่มต้นครึ่งหลังได้ดีกว่าและมาได้ประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 ในนาทีที่ 49 จากจังหวะที่ เยเรมี่ ฟริมปง กองหลังลิเวอร์พูลเกิดลื่นล้ม ทำให้ ติมูร์ ตูเตียรอฟ ได้โอกาสยิงระยะเผาขนเข้าไปง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลไม่ยอมแพ้และตั้งสติกลับมาโหมบุกหนัก จนมาได้ประตูตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 56 จากจังหวะยิงฮาล์ฟวอลเลย์สุดสวยของ โดมินิก โซบอสซ์ไล ซึ่งสวมปลอกแขนกัปตันทีมในเกมนี้ หลังจากนั้นเกมรุกของลิเวอร์พูลก็ทำงานอย่างต่อเนื่อง นาทีที่ 72 เฟเดริโก้ เคียซ่า ยิงให้ทีมแซงขึ้นนำ 3-2 ก่อนที่ ลูอิส คูมาส จะมาทำประตูปิดท้ายในนาทีที่ 85 ช่วยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้อย่างเด็ดขาด 4-2 การรายงานสดจาก VAVEL ระบุว่าลิเวอร์พูลสามารถควบคุมเกมและเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงท้ายเกม
รายชื่อผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
เพื่อความเข้าใจที่ง่ายและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ด้านล่างนี้คือตารางรายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนามในเกมนี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างตัวหลักและผู้เล่นดาวรุ่งเพื่อทดสอบทีม
ตารางผู้เล่นตัวจริงสโมสร ลิเวอร์พูล
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | หมายเลขเสื้อ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ | 25 |
| กองหลัง | โจ โกเมซ | 2 |
| กองหลัง | เยเรมี่ ฟริมปง | 30 |
| กองหลัง | คอสตาส ซิมิกาส | 21 |
| กองหลัง | มอร์ ทัลลา เอ็นดิอาย | 75 |
| กองกลาง | ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ | 19 |
| กองกลาง | เคอร์ติส โจนส์ | 17 |
| กองกลาง | เจมส์ แม็คคอนเนลล์ | 53 |
| กองกลาง | คีแรน มอร์ริสัน | 68 |
| กองหน้า | ริโอ เอ็นกูโมฮา | 73 |
| กองหน้า | วิลล์ ไรท์ | 79 |
ตารางผู้เล่นตัวจริงสโมสร ซันเดอร์แลนด์
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | หมายเลขเสื้อ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | เมลเกอร์ เอลบอร์ก | 31 |
| กองหลัง | เทร ฮูม | 32 |
| กองหลัง | แดเนียล บัลลาร์ด | 5 |
| กองหลัง | นอร์ดี้ มูกิเอเล่ | 20 |
| กองหลัง | เรนิลโด้ มันดาว่า | 17 |
| กองกลาง | คริส ริกก์ | 11 |
| กองกลาง | อลัน บราวน์ | 8 |
| กองกลาง | ลุค โอนีน | 13 |
| กองกลาง | เอ็นโซ เลอ เฟ | 28 |
| กองกลาง | โรเมน มันเดิล | 14 |
| กองหน้า | วิลสัน อิซิดอร์ | 18 |
บทสรุปและก้าวต่อไป
การแข่งขันนัดนี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับลิเวอร์พูล ในการปรับจูนความเข้าใจของนักเตะในทีมก่อนที่การแข่งขันพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญจะเริ่มต้นขึ้น การได้เห็นผู้เล่นหน้าใหม่และดาวรุ่งโชว์ผลงานได้ดีถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับแฟนบอลทุกคน แม้จะยังมีข้อผิดพลาดในจังหวะป้องกันที่ต้องนำไปแก้ไขให้รัดกุมมากขึ้นก็ตาม การทดสอบแท็กติกใหม่ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับฤดูกาลที่ยาวนาน
ส่วนทางฝั่งซันเดอร์แลนด์ แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีความสามารถในการสร้างปัญหาให้กับทีมระดับใหญ่ได้ การลงเล่นกับลิเวอร์พูลจะเป็นประสบการณ์ชั้นดีที่นักเตะสามารถนำไปปรับใช้ในการแข่งขันลีกของตนเองได้อย่างแน่นอน ทั้งสองทีมต่างได้รับบทเรียนที่ล้ำค่าจากเกมกระชับมิตรในครั้งนี้
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
Q: นัดนี้ ลิเวอร์พูล พบ ซันเดอร์แลนด์ ผลการแข่งขันเป็นอย่างไร?
A: ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ไปได้อย่างสนุกด้วยสกอร์ 4-2
Q: ใครเป็นคนยิงประตูให้ลิเวอร์พูลในเกมนี้บ้าง?
A: ผู้ทำประตูให้ลิเวอร์พูลประกอบไปด้วย คีแรน มอร์ริสัน, โดมินิก โซบอสซ์ไล, เฟเดริโก้ เคียซ่า และ ลูอิส คูมาส
Q: ผู้จัดการทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูลที่เริ่มคุมทีมในเกมนี้คือใคร?
A: อันโดนี่ อิราโอลา (Andoni Iraola) เป็นผู้รับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งเกมนี้คือการคุมทีมลงแข่งขันนัดแรกของเขาอย่างเป็นทางการ
Q: การแข่งขันนัดนี้จัดขึ้นที่สนามใด?
A: เกมนัดนี้จัดขึ้นที่สนาม จีโอดิส พาร์ค (GEODIS Park) ในเมืองแนชวิลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทัวร์ปรีซีซั่น
ลิเวอร์พูล, ซันเดอร์แลนด์, ลิเวอร์พูล พบ ซันเดอร์แลนด์ 4-2, อันโดนี่ อิราโอลา, ปรีซีซั่นลิเวอร์พูล, ข่าวฟุตบอล, ไฮไลท์ฟุตบอล, โดมินิก โซบอสซ์ไล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ฟุตบอลอังกฤษ: ทำไมพรีเมียร์ลีกถึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนไทย
ปิซ่า พบ ยูเวนตุส ดูบอลสด ฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา 2025/26 วันที่ 27 ธ.ค. 68
ฟุตบอล
ฟุตบอลโลก 2026 ทำลายสถิติผู้เข้าชมและครองพื้นที่บนโซเชียลมีเดีย
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026">ฟุตบอลโลกปี 2026 ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการกีฬาอย่างเป็นทางการแล้ว ทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่นี้สามารถทำลายสถิติยอดผู้เข้าชมในสนามของการแข่งขันครั้งก่อนๆ ทั้งหมดลงได้อย่างราบคาบ
จากรายงานล่าสุดของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) พบว่ามีแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาลแห่กันไปชมการแข่งขันสดในสนามกีฬา จำนวนแฟนบอลที่ผ่านประตูสนามกีฬาทั่วโลกในสัปดาห์นี้มีจำนวนถึง 3,605,357 คน และจำนวนนี้ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ การแข่งขัน
ประเด็นสำคัญ – Key Takeaways
- ทำลายสถิติปี 1994: ยอดผู้ชมรวม 3.6 ล้านคนในปัจจุบัน ได้แซงหน้าสถิติเดิม 3,587,538 คนของฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพลงได้สำเร็จ
- อัตราการครองความจุสูงลิ่ว: ทัวร์นาเมนต์นี้มีอัตราการเข้าชมหรือความหนาแน่นของแฟนบอลในสเตเดียมสูงถึง 99.7% ซึ่งถือเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
- อานิสงส์จากการปรับระบบใหม่: การขยายรูปแบบการแข่งขันเป็น 48 ทีม และเพิ่มแมตช์การแข่งขันเป็น 104 เกม คือปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดสถิติตัวเลขแฟนบอลถล่มทลายในครั้งนี้
ปัจจัยแห่งความสำเร็จและการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในด้านยอดผู้ชมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจครั้งสำคัญขององค์กรลูกหนังระดับโลก การเพิ่มจำนวนทีมจากเดิม 32 ทีมเป็น 48 ทีม ทำให้สัดส่วนของเกมการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แฟนบอลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้รับโอกาสในการเดินทางเข้ามาเชียร์ชาติตัวเองในสเตเดียมชั้นนำของทวีปอเมริกาเหนือมากขึ้น
นอกจากนี้ การเลือกใช้สนามกีฬาระดับหรูหราที่มีความจุขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ก็มีส่วนช่วยอย่างมาก สนามกีฬาเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับแฟนบอลได้คราวละหลายหมื่นคนอย่างปลอดภัย ส่งผลให้เกิดแมตช์ประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลเต็มความจุแทบทุกนัด โดยเกมนัดสำคัญที่ทำให้สถิติเดิมถูกทำลายลงอย่างเป็นทางการ คือเกมที่เอกวาดอร์เอาชนะเยอรมนีไปได้ 2 ประตูต่อ 1 ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลที่เข้ามาชมจนเต็มความจุของสนามนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอนาคตของกีฬาฟุตบอล
ยอดผู้ชมระดับปรากฏการณ์นี้ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการโรงแรมในเมืองเจ้าภาพอย่างมหาศาล เม็ดเงินจำนวนมากหลังไหลเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านการจับจ่ายซื้อของ การเดินทาง และการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า กีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่นในภูมิภาคอเมริกาเหนือ และพร้อมที่จะเติบโตต่อไปอย่างก้าวกระโดด
ผู้เชี่ยวชาญในวงการกีฬาคาดการณ์ว่า มาตรฐานยอดผู้ชมและระบบการจัดการในฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้กับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ในอนาคต ความร่วมมือร่วมใจกันของทั้งสามประเทศเจ้าภาพ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกขนาดใหญ่สามารถทำออกมาได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จอย่างงดงามเหนือความคาดหมาย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ทลายเว็บไซต์พนันฟุตบอลโลก 2026
อัปเดตล่าสุด! ตารางคะแนนฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม ใครรอด ใครร่วง?
ฟุตบอล
อัปเดตล่าสุด! ตารางคะแนนฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม ใครรอด ใครร่วง?
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026">ฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตามองสถานการณ์ของทีมโปรด ทัวร์นาเมนต์นี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่มีทีมเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 48 ทีมเลยทีเดียว
ขณะนี้การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มผ่านไปแล้วหลายนัด สถานการณ์ของแต่ละกลุ่มเริ่มชัดเจนและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ บางทีมโชว์ฟอร์มเก่งการันตีการผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายแล้ว ในขณะที่อีกหลายทีมยังต้องลุ้นเหนื่อยในนัดสุดท้าย มาดูตารางคะแนนอัปเดตล่าสุดกันเลยว่าทีมไหนอยู่ในจุดใดบ้าง
ประเด็นสำคัญ – Key Takeaways
- ทีมเต็งผงาด: เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี โชว์ฟอร์มสุดแกร่ง เก็บชัยชนะรวด การันตีแชมป์กลุ่มและผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้ว
- จบรอบแรกบางกลุ่ม: กลุ่ม A, B และ C แข่งขันครบ 3 นัดแล้ว สวิตเซอร์แลนด์และบราซิลคว้าแชมป์กลุ่มตามลำดับ
- โควตาพิเศษ: ทีมอันดับสามที่ดีที่สุด 8 ทีมจากทั้งหมด 12 กลุ่ม จะได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายต่อไป
- การแข่งขันสุดสูสี: ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีความดุเดือดมาก หลายกลุ่มมีคะแนนเบียดกัน ทำให้ต้องลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้าย
สรุปตารางคะแนนกลุ่ม A ถึงกลุ่ม D
การแข่งขันในกลุ่มแรกๆ เต็มไปด้วยความสนุกสนาน บางกลุ่มแข่งจบไปแล้วและได้บทสรุปที่ชัดเจน
กลุ่ม A: เม็กซิโกคว้าแชมป์กลุ่มตามคาด
ในกลุ่มนี้ เม็กซิโกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินต้านทาน พวกเขาเก็บชัยชนะ 3 นัดรวด มี 9 คะแนนเต็ม คว้าแชมป์กลุ่มไปครองได้อย่างสวยงาม แอฟริกาใต้จบอันดับสอง มี 4 คะแนน ส่วนเกาหลีใต้มี 3 คะแนน ต้องไปลุ้นโควตาอันดับสามที่ดีที่สุดต่อไป
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เม็กซิโก | 3 | 3 | 0 | 0 | +6 | 9 |
| 2. แอฟริกาใต้ | 3 | 1 | 1 | 1 | -1 | 4 |
| 3. เกาหลีใต้ | 3 | 1 | 0 | 2 | -1 | 3 |
| 4. สาธารณรัฐเช็ก | 3 | 0 | 1 | 2 | -4 | 1 |
กลุ่ม B: สวิตเซอร์แลนด์และแคนาดากอดคอเข้ารอบ
กลุ่มบีแข่งขันครบ 3 นัดเรียบร้อยแล้วเช่นกัน สวิตเซอร์แลนด์ทำผลงานได้คงเส้นคงวา จบอันดับหนึ่งด้วย 7 คะแนน ขณะที่เจ้าภาพร่วมอย่างแคนาดาตามมาเป็นอันดับสองด้วย 4 คะแนน ทั้งสองทีมกอดคอกันผ่านเข้ารอบต่อไปอย่างเป็นทางการ
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. สวิตเซอร์แลนด์ | 3 | 2 | 1 | 0 | +4 | 7 |
| 2. แคนาดา | 3 | 1 | 1 | 1 | +5 | 4 |
| 3. บอสเนียฯ | 3 | 1 | 1 | 1 | -1 | 4 |
| 4. กาตาร์ | 3 | 0 | 1 | 2 | -8 | 1 |
กลุ่ม C: ทัพแซมบ้าไร้พ่าย นำแชมป์กลุ่ม
ทัพแซมบ้า บราซิล จบแชมป์กลุ่มซีแบบไร้พ่าย พวกเขามี 7 คะแนนเท่ากับทีมม้ามืดอย่างโมร็อกโก แต่บราซิลมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า สกอตแลนด์จบอันดับสามด้วย 3 คะแนน ต้องลุ้นเข้ารอบจากโควตาอันดับสามที่ดีที่สุดต่อไป
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. บราซิล | 3 | 2 | 1 | 0 | +6 | 7 |
| 2. โมร็อกโก | 3 | 2 | 1 | 1 | +3 | 7 |
| 3. สกอตแลนด์ | 3 | 1 | 0 | 2 | -3 | 3 |
| 4. เฮติ | 3 | 0 | 0 | 3 | -6 | 0 |
กลุ่ม D: สหรัฐอเมริกาโชว์ฟอร์มดุ
สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพร่วมอีกหนึ่งชาติ โชว์ฟอร์มได้อย่างดุดัน ชนะ 2 นัดรวด เก็บ 6 คะแนนเต็ม การันตีแชมป์กลุ่มดีเรียบร้อยแล้ว ส่วนออสเตรเลียและปารากวัยมี 3 คะแนนเท่ากัน ต้องลุ้นเข้ารอบในนัดสุดท้ายอย่างหนัก
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. สหรัฐอเมริกา | 2 | 2 | 0 | 0 | +5 | 6 |
| 2. ออสเตรเลีย | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 3. ปารากวัย | 2 | 1 | 0 | 1 | -2 | 3 |
| 4. ตุรกี | 2 | 0 | 0 | 2 | -3 | 0 |
สรุปตารางคะแนนกลุ่ม E ถึงกลุ่ม H
มาดูกันต่อที่กลุ่มกลางตาราง ซึ่งมีทีมยักษ์ใหญ่จากยุโรปลงแข่งขันมากมาย สถานการณ์หลายกลุ่มยังคงเปิดกว้างให้ลุ้นกันต่อ
กลุ่ม E: อินทรีเหล็กผงาดนำฝูง
ทีมชาติเยอรมนีไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังเลยทีเดียว พวกเขาโชว์ฟอร์มสมราคาเต็งแชมป์ เก็บ 6 คะแนนเต็มจากการลงเล่น 2 นัดแรก ผ่านเข้ารอบต่อไปแน่นอนแล้ว ไอวอรี่โคสต์ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 3 คะแนน ยังมีโอกาสเข้ารอบสูง
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เยอรมนี | 2 | 2 | 0 | 0 | +7 | 6 |
| 2. ไอวอรี่โคสต์ | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 3. เอกวาดอร์ | 2 | 0 | 1 | 1 | -1 | 1 |
| 4. คูราเซา | 2 | 0 | 1 | 1 | -6 | 1 |
กลุ่ม F: อัศวินสีส้มและซามูไรบลูขับเคี่ยวสูสี
เนเธอร์แลนด์และวีซ่าท่องเที่ยวเป็น 15,000 เยน เริ่ม 1 ก.ค. 2026">ญี่ปุ่นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและสูสีกันมาก ทั้งสองทีมมี 4 คะแนนเท่ากันจาก 2 นัดแรก สวีเดนยังมีโอกาสเข้ารอบด้วย 3 คะแนน ส่วนตูนิเซียยังไม่มีคะแนน ตกรอบแน่นอนแล้ว
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เนเธอร์แลนด์ | 2 | 1 | 1 | 0 | +4 | 4 |
| 2. ญี่ปุ่น | 2 | 1 | 1 | 0 | +4 | 4 |
| 3. สวีเดน | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 4. ตูนิเซีย | 2 | 0 | 0 | 2 | -8 | 0 |
กลุ่ม G: อียิปต์รั้งจ่าฝูง สถานการณ์เปิดกว้าง
กลุ่มนี้สถานการณ์ยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกทีม อียิปต์นำเป็นจ่าฝูงมี 4 คะแนน ตามมาด้วยอิหร่านและเบลเยียมที่มี 2 คะแนนเท่ากัน ทุกทีมยังมีลุ้นสร้างเซอร์ไพรส์ในนัดสุดท้ายได้ทั้งหมด
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. อียิปต์ | 2 | 1 | 1 | 0 | +2 | 4 |
| 2. อิหร่าน | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 3. เบลเยียม | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 4. นิวซีแลนด์ | 2 | 0 | 1 | 1 | -2 | 1 |
กลุ่ม H: ทัพกระทิงดุจ่อทะลุรอบน็อกเอาต์
สเปนนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มเอช มี 4 คะแนน โอกาสเข้ารอบค่อนข้างสดใสมาก อุรุกวัยและเคปเวิร์ดมี 2 คะแนนเท่ากัน ทั้งสองทีมต้องลุ้นเหนื่อยในนัดตัดสินเพื่อแย่งตั๋วเข้ารอบใบที่สองของกลุ่ม
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. สเปน | 2 | 1 | 1 | 0 | +4 | 4 |
| 2. อุรุกวัย | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 3. เคปเวิร์ด | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 4. ซาอุดีอาระเบีย | 2 | 0 | 1 | 1 | -4 | 1 |
สรุปตารางคะแนนกลุ่ม I ถึงกลุ่ม L
ในช่วงท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม I ถึง L ก็มีความตื่นเต้นไม่แพ้กัน หลายทีมยักษ์ใหญ่แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่
กลุ่ม I: ฝรั่งเศสและนอร์เวย์ฉลุยเข้ารอบ
ทัพตราไก่ ฝรั่งเศส และทีมชาตินอร์เวย์ กอดคอกันเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายอย่างแน่นอนแล้ว ทั้งคู่เก็บชัยชนะ 2 นัดรวด มี 6 คะแนนเต็ม ทิ้งห่างเซเนกัลและอิรักที่ยังไม่มีคะแนนไปอย่างขาดลอย
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. ฝรั่งเศส | 2 | 2 | 0 | 0 | +5 | 6 |
| 2. นอร์เวย์ | 2 | 2 | 0 | 0 | +4 | 6 |
| 3. เซเนกัล | 2 | 0 | 0 | 2 | -3 | 0 |
| 4. อิรัก | 2 | 0 | 0 | 2 | -6 | 0 |
กลุ่ม J: ฟ้าขาวอาร์เจนตินาโชว์ฟอร์มแชมป์เก่า
แชมป์เก่า อาร์เจนตินา ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ เก็บ 6 คะแนนเต็ม นำเป็นแชมป์กลุ่มอย่างสง่างาม ออสเตรียและแอลจีเรียมีทีมละ 3 คะแนน ต้องดวลกันเพื่อแย่งอันดับสองในนัดสุดท้าย
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. อาร์เจนตินา | 2 | 2 | 0 | 0 | +5 | 6 |
| 2. ออสเตรีย | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 3. แอลจีเรีย | 2 | 1 | 0 | 1 | -2 | 3 |
| 4. จอร์แดน | 2 | 0 | 0 | 2 | -3 | 0 |
กลุ่ม K และ L: โคลอมเบียและอังกฤษครองความได้เปรียบ
ในกลุ่ม K โคลอมเบียนำเป็นจ่าฝูงด้วย 6 คะแนนเต็ม การันตีการเข้ารอบไปแล้ว ส่วนโปรตุเกสตามมาเป็นอันดับสองด้วย 4 คะแนน ขณะที่กลุ่ม L สิงโตคำราม อังกฤษ นำจ่าฝูงร่วมกับกานา มี 4 คะแนนเท่ากัน
ตารางคะแนนกลุ่ม K
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. โคลอมเบีย | 2 | 2 | 0 | 0 | +3 | 6 |
| 2. โปรตุเกส | 2 | 1 | 1 | 0 | +5 | 4 |
| 3. ดีอาร์ คองโก | 2 | 0 | 1 | 1 | -1 | 1 |
| 4. อุซเบกิสถาน | 2 | 0 | 0 | 2 | -7 | 0 |
ตารางคะแนนกลุ่ม L
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. อังกฤษ | 2 | 1 | 1 | 0 | +2 | 4 |
| 2. กานา | 2 | 1 | 1 | 0 | +1 | 4 |
| 3. โครเอเชีย | 2 | 1 | 0 | 1 | -1 | 3 |
| 4. ปานามา | 2 | 0 | 0 | 2 | -2 | 0 |
ฟุตบอลโลกปี 2026 นี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและผลการแข่งขันที่พลิกล็อกมากมาย แฟนๆ กีฬาฟุตบอลสามารถติดตามการแข่งขันนัดต่อไปและดูอัปเดต ตารางคะแนนล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของ FIFA ได้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญในทัวร์นาเมนต์นี้
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน




