ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ เรอัล มาดริด 2-1 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก
เอติฮัด สเตเดียม, เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ, วันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย กลายเป็นอีกคืนที่แฟนบอลยุโรปพูดถึงกันทั่ว เมื่อ เรอัล มาดริด บุกชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง…
เอติฮัด สเตเดียม, เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ, วันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย กลายเป็นอีกคืนที่แฟนบอลยุโรปพูดถึงกันทั่ว เมื่อ เรอัล มาดริด บุกชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง
แม้เจ้าถิ่นจะเหลือผู้เล่นแค่ 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 20 แต่ก็ยังสู้เต็มที่จนเกือบยื้อเกมได้ อย่างไรก็ตาม ประตูในช่วงทดเจ็บของทีมเยือนทำให้แมนซิตี้ต้องแพ้คาบ้าน และจบเส้นทางด้วยสกอร์รวม 1-5 ตกรอบไปอีกครั้ง
เกมนี้เป็นอีกนัดที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องจดจำในฐานะบททดสอบหนักของทีม ขณะที่ อัลบาโร อาร์เบโลอา พาเรอัล มาดริด เล่นด้วยความนิ่งและเฉียบคม แม้จะเป็นซีซันแรกในบทบาทกุนซือเต็มตัวก็ตาม
2026/03/1-3.avif" alt="แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ เรอัล มาดริด 2-1" width="1200" height="800" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/1-3.avif 1200w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-300x200.avif 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-1024x683.avif 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-768x512.avif 768w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" />
สรุปผลการแข่งขันและภาพรวมของเกม – ชมไฮไลท์การแข่งขัน
ก่อนลงเล่นนัดนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แล้ว เพราะแพ้มาก่อนในเลกแรกที่ซานติอาโก เบร์นาเบว 0-3 ทำให้เกมที่เอติฮัดพวกเขาจำเป็นต้องยิงอย่างน้อย 4 ประตู หากหวังพลิกสถานการณ์เข้ารอบ
แต่สถานการณ์กลับยิ่งยากขึ้นตั้งแต่ครึ่งแรก เมื่อกัปตันทีม บอร์นาร์โด ซิลวา โดนใบแดงโดยตรงในนาทีที่ 20 หลังใช้มือขวางลูกยิงของ วินิซิอุส จูเนียร์ ผู้ตัดสินเช็ก VAR แล้วชี้เป็นจุดโทษทันที ส่งผลให้แมนซิตี้ต้องเล่น 10 คนแทบตลอดทั้งเกม
ถึงอย่างนั้น ทีมของกวาร์ดิโอลาก็ยังไม่ยอมง่าย ๆ และตามตีเสมอได้จาก เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ จนเกมทำท่าว่าจะจบลงด้วยผลเสมอ แต่ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 วินิซิอุสก็มายิงประตูตัดสิน ส่งเรอัล มาดริด บุกชนะ 2-1 และผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายแบบมั่นใจ
แฟนบอลในสนามจำนวน 51,103 คน ต่างปรบมือให้ความพยายามของแมนซิตี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า เรอัล มาดริด มีความเด็ดขาดและประสบการณ์ในเวทียุโรปเหนือกว่า
จังหวะสำคัญของเกม, ใบแดง จุดโทษ และประตูปิดท้ายสุดดราม่า
เกมเปิดมาอย่างดุเดือด และมีหลายจังหวะสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางการแข่งขัน
- นาทีที่ 1: เฟเดริโก วัลเวร์เด ลองส่องไกล แต่บอลยังไม่อันตรายพอ
- นาทีที่ 20: บอร์นาร์โด ซิลวา โดนใบแดง หลัง VAR ยืนยันว่าใช้มือป้องกันลูกยิงของวินิซิอุส ทำให้แมนซิตี้เหลือ 10 คน
- นาทีที่ 22: วินิซิอุส จูเนียร์ รับหน้าที่สังหารจุดโทษไม่พลาด เรอัล มาดริด ขึ้นนำ 1-0
- นาทีที่ 41: เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ยิงตีเสมอ 1-1 จากจังหวะเข้าชาร์จหน้าประตู หลังเพื่อนได้เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้ามาอย่างแม่นยำ
- นาทีที่ 90+1: วินิซิอุสส่งบอลเข้าประตูได้อีกครั้ง แต่ VAR เช็กแล้วริบคืน เพราะอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า
- นาทีที่ 90+4: วินิซิอุส จูเนียร์ ซัดประตูชัย จากลูกครอสของ ออริย็อง ชูอาเมนี่ พาเรอัล มาดริด แซงชนะ 2-1
แม้แมนซิตี้จะยิงมากถึง 22 ครั้ง และเข้ากรอบ 8 หน แต่เรอัล มาดริด มีค่า xG สูงกว่าอยู่ที่ 2.93 ต่อ 1.91 ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ทีมเยือนใช้โอกาสได้คมกว่า
รายชื่อผู้เล่นตัวจริงและสถิติเด่น
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาในระบบ 4-2-3-1 โดยเป๊ปวางแผนให้ทีมเดินเกมรุกเพื่อทวงสกอร์คืนตั้งแต่ต้น
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | เรตติ้ง (Fotmob) |
|---|---|---|
| GK | Gianluigi Donnarumma | 6.8 |
| RB | Matheus Nunes | 6.4 |
| CB | Abdukodir Khusanov | 7.9 |
| CB | Rúben Dias | 6.6 |
| LB | Rayan Aït-Nouri | 6.9 |
| CM | Bernardo Silva (c) | 5.3 |
| CM | Rodri | 7.8 |
| AM | Rayan Cherki | 7.1 |
| AM | Tijjani Reijnders | 6.2 |
| AM | Jérémy Doku | 7.0 |
| ST | Erling Haaland | 8.0 |
ผู้เล่นสำรองที่มีบทบาท: Marc Guéhi, Nathan Aké, Antoine Semenyo, Omar Marmoush, Nico González
ฝั่ง เรอัล มาดริด ใช้แผน 4-4-2 และเน้นเกมสวนกลับที่รวดเร็วและแม่นยำ
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | เรตติ้ง (Fotmob) |
|---|---|---|
| GK | Thibaut Courtois | 7.0 |
| RB | Trent Alexander-Arnold | 7.5 |
| CB | Antonio Rüdiger | 6.2 |
| CB | Dean Huijsen | 6.9 |
| LB | Fran García | 6.7 |
| CM | Federico Valverde (c) | 7.2 |
| CM | Thiago Pitarch | 6.7 |
| CM | Aurélien Tchouaméni | 8.4 |
| CM | Arda Güler | 7.3 |
| FW | Brahim Díaz | 6.6 |
| FW | Vinícius Júnior | 9.0 |
ผู้เล่นสำรองสำคัญ: Andriy Lunin, Kylian Mbappé, Eduardo Camavinga, Manuel Ángel, Daniel Carvajal
สถิติโดยรวมของเกมนี้ค่อนข้างสูสี แมนซิตี้ครองบอล 47 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรอัล มาดริด ครอง 53 เปอร์เซ็นต์ เจ้าถิ่นได้เตะมุม 9 ครั้ง ขณะที่ทีมเยือนได้ 6 ครั้ง แม้แมนซิตี้จะยิงมากกว่า 22 ต่อ 14 แต่ความต่างอยู่ที่การจบสกอร์ ซึ่งเรอัลทำได้มีคุณภาพกว่าอย่างชัดเจน
ฟอร์มเด่นของนักเตะและมุมวิเคราะห์หลังเกม
คนที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้น วินิซิอุส จูเนียร์ เจ้าของเรตติ้ง 9.0 เขายิง 2 ประตู ทั้งจากจุดโทษและลูกปิดเกมช่วงทดเจ็บ นอกจากนี้ยังสร้างปัญหาให้แนวรับแมนซิตี้ตลอดทั้งนัดด้วยความเร็วและการเล่นแบบตัวต่อตัว
อีกคนที่มีส่วนสำคัญมากคือ ออริย็อง ชูอาเมนี่ ซึ่งได้เรตติ้ง 8.4 เขาช่วยคุมจังหวะแดนกลางได้ดี และยังเป็นคนเปิดบอลให้วินิซิอุสยิงประตูชัยอีกด้วย
ฝั่งแมนซิตี้ แม้ทีมจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ยังทำผลงานได้ดี เขาได้เรตติ้ง 8.0 จากประตูตีเสมอและความอันตรายในเขตโทษ ส่วน โรดรี กับ อับดูกอดิร์ คูซานอฟ ก็เล่นได้แข็งแกร่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนใหญ่ของเกมก็คือใบแดงของบอร์นาร์โด ซิลวา เพราะหลังจากนั้นแมนซิตี้ต้องใช้พลังไปกับการประคองเกมมากขึ้น และเสียความต่อเนื่องในเกมรุกอย่างชัดเจน
หลังจบเกม กวาร์ดิโอลากล่าวว่า ทีมของเขายังเล่นด้วยใจแม้จะเหลือ 10 คน แต่สุดท้ายความนิ่งและประสบการณ์ของเรอัล มาดริด เป็นตัวตัดสินผลการแข่งขัน ขณะที่อาร์เบโลอาแสดงความพอใจกับผลงานลูกทีม พร้อมย้ำว่าทีมเล่นด้วยความเชื่อมั่นตั้งแต่ต้นจนจบ
ผลต่อฤดูกาลของทั้งสองทีม
การตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งนี้ ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหลือลุ้นแชมป์แค่ในพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลถ้วยภายในประเทศเท่านั้น โดยสถานการณ์ในลีกตอนนี้ก็ยังตามหลังอาร์เซนอลอยู่ 9 คะแนน
ส่วนเรอัล มาดริด เดินหน้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ และมีคิวพบกับ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งน่าจะเป็นอีกคู่ใหญ่ที่แฟนบอลรอชมกันมากที่สุดคู่หนึ่งของฤดูกาล
ด้าน คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ลงมาเป็นตัวสำรองราว 20 นาที แม้สภาพร่างกายยังไม่เต็มร้อย แต่การมีเขาอยู่ในทีมก็เพิ่มทางเลือกในเกมรุกให้เรอัล มาดริด ได้ชัดเจน
นัดนี้ย้ำภาพเดิมได้อีกครั้งว่า เมื่อเข้าสู่เวทียุโรป เรอัล มาดริด ยังเป็นทีมที่รับมือยากเสมอ ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ม้านั่งข้างสนาม พวกเขาก็ยังรักษามาตรฐานของทีมลุ้นแชมป์เอาไว้ได้ครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บาร์เซโลน่า ถล่มเซบีย่า 5-2 ยึดจ่าฝูงลา ลีกา ต่อเนื่อง, ราฟินญากดแฮตทริก
ฟุตบอล
ฟุตบอลโลก 2026 ทำลายสถิติผู้เข้าชมและครองพื้นที่บนโซเชียลมีเดีย
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026">ฟุตบอลโลกปี 2026 ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการกีฬาอย่างเป็นทางการแล้ว ทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่นี้สามารถทำลายสถิติยอดผู้เข้าชมในสนามของการแข่งขันครั้งก่อนๆ ทั้งหมดลงได้อย่างราบคาบ
จากรายงานล่าสุดของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) พบว่ามีแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาลแห่กันไปชมการแข่งขันสดในสนามกีฬา จำนวนแฟนบอลที่ผ่านประตูสนามกีฬาทั่วโลกในสัปดาห์นี้มีจำนวนถึง 3,605,357 คน และจำนวนนี้ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ การแข่งขัน
ประเด็นสำคัญ – Key Takeaways
- ทำลายสถิติปี 1994: ยอดผู้ชมรวม 3.6 ล้านคนในปัจจุบัน ได้แซงหน้าสถิติเดิม 3,587,538 คนของฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพลงได้สำเร็จ
- อัตราการครองความจุสูงลิ่ว: ทัวร์นาเมนต์นี้มีอัตราการเข้าชมหรือความหนาแน่นของแฟนบอลในสเตเดียมสูงถึง 99.7% ซึ่งถือเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
- อานิสงส์จากการปรับระบบใหม่: การขยายรูปแบบการแข่งขันเป็น 48 ทีม และเพิ่มแมตช์การแข่งขันเป็น 104 เกม คือปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดสถิติตัวเลขแฟนบอลถล่มทลายในครั้งนี้
ปัจจัยแห่งความสำเร็จและการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในด้านยอดผู้ชมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจครั้งสำคัญขององค์กรลูกหนังระดับโลก การเพิ่มจำนวนทีมจากเดิม 32 ทีมเป็น 48 ทีม ทำให้สัดส่วนของเกมการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แฟนบอลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้รับโอกาสในการเดินทางเข้ามาเชียร์ชาติตัวเองในสเตเดียมชั้นนำของทวีปอเมริกาเหนือมากขึ้น
นอกจากนี้ การเลือกใช้สนามกีฬาระดับหรูหราที่มีความจุขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ก็มีส่วนช่วยอย่างมาก สนามกีฬาเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับแฟนบอลได้คราวละหลายหมื่นคนอย่างปลอดภัย ส่งผลให้เกิดแมตช์ประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลเต็มความจุแทบทุกนัด โดยเกมนัดสำคัญที่ทำให้สถิติเดิมถูกทำลายลงอย่างเป็นทางการ คือเกมที่เอกวาดอร์เอาชนะเยอรมนีไปได้ 2 ประตูต่อ 1 ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลที่เข้ามาชมจนเต็มความจุของสนามนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอนาคตของกีฬาฟุตบอล
ยอดผู้ชมระดับปรากฏการณ์นี้ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการโรงแรมในเมืองเจ้าภาพอย่างมหาศาล เม็ดเงินจำนวนมากหลังไหลเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านการจับจ่ายซื้อของ การเดินทาง และการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า กีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่นในภูมิภาคอเมริกาเหนือ และพร้อมที่จะเติบโตต่อไปอย่างก้าวกระโดด
ผู้เชี่ยวชาญในวงการกีฬาคาดการณ์ว่า มาตรฐานยอดผู้ชมและระบบการจัดการในฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้กับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ในอนาคต ความร่วมมือร่วมใจกันของทั้งสามประเทศเจ้าภาพ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกขนาดใหญ่สามารถทำออกมาได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จอย่างงดงามเหนือความคาดหมาย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ทลายเว็บไซต์พนันฟุตบอลโลก 2026
อัปเดตล่าสุด! ตารางคะแนนฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม ใครรอด ใครร่วง?
ฟุตบอล
อัปเดตล่าสุด! ตารางคะแนนฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม ใครรอด ใครร่วง?
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026">ฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตามองสถานการณ์ของทีมโปรด ทัวร์นาเมนต์นี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่มีทีมเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 48 ทีมเลยทีเดียว
ขณะนี้การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มผ่านไปแล้วหลายนัด สถานการณ์ของแต่ละกลุ่มเริ่มชัดเจนและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ บางทีมโชว์ฟอร์มเก่งการันตีการผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายแล้ว ในขณะที่อีกหลายทีมยังต้องลุ้นเหนื่อยในนัดสุดท้าย มาดูตารางคะแนนอัปเดตล่าสุดกันเลยว่าทีมไหนอยู่ในจุดใดบ้าง
ประเด็นสำคัญ – Key Takeaways
- ทีมเต็งผงาด: เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี โชว์ฟอร์มสุดแกร่ง เก็บชัยชนะรวด การันตีแชมป์กลุ่มและผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้ว
- จบรอบแรกบางกลุ่ม: กลุ่ม A, B และ C แข่งขันครบ 3 นัดแล้ว สวิตเซอร์แลนด์และบราซิลคว้าแชมป์กลุ่มตามลำดับ
- โควตาพิเศษ: ทีมอันดับสามที่ดีที่สุด 8 ทีมจากทั้งหมด 12 กลุ่ม จะได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายต่อไป
- การแข่งขันสุดสูสี: ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีความดุเดือดมาก หลายกลุ่มมีคะแนนเบียดกัน ทำให้ต้องลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้าย
สรุปตารางคะแนนกลุ่ม A ถึงกลุ่ม D
การแข่งขันในกลุ่มแรกๆ เต็มไปด้วยความสนุกสนาน บางกลุ่มแข่งจบไปแล้วและได้บทสรุปที่ชัดเจน
กลุ่ม A: เม็กซิโกคว้าแชมป์กลุ่มตามคาด
ในกลุ่มนี้ เม็กซิโกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินต้านทาน พวกเขาเก็บชัยชนะ 3 นัดรวด มี 9 คะแนนเต็ม คว้าแชมป์กลุ่มไปครองได้อย่างสวยงาม แอฟริกาใต้จบอันดับสอง มี 4 คะแนน ส่วนเกาหลีใต้มี 3 คะแนน ต้องไปลุ้นโควตาอันดับสามที่ดีที่สุดต่อไป
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เม็กซิโก | 3 | 3 | 0 | 0 | +6 | 9 |
| 2. แอฟริกาใต้ | 3 | 1 | 1 | 1 | -1 | 4 |
| 3. เกาหลีใต้ | 3 | 1 | 0 | 2 | -1 | 3 |
| 4. สาธารณรัฐเช็ก | 3 | 0 | 1 | 2 | -4 | 1 |
กลุ่ม B: สวิตเซอร์แลนด์และแคนาดากอดคอเข้ารอบ
กลุ่มบีแข่งขันครบ 3 นัดเรียบร้อยแล้วเช่นกัน สวิตเซอร์แลนด์ทำผลงานได้คงเส้นคงวา จบอันดับหนึ่งด้วย 7 คะแนน ขณะที่เจ้าภาพร่วมอย่างแคนาดาตามมาเป็นอันดับสองด้วย 4 คะแนน ทั้งสองทีมกอดคอกันผ่านเข้ารอบต่อไปอย่างเป็นทางการ
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. สวิตเซอร์แลนด์ | 3 | 2 | 1 | 0 | +4 | 7 |
| 2. แคนาดา | 3 | 1 | 1 | 1 | +5 | 4 |
| 3. บอสเนียฯ | 3 | 1 | 1 | 1 | -1 | 4 |
| 4. กาตาร์ | 3 | 0 | 1 | 2 | -8 | 1 |
กลุ่ม C: ทัพแซมบ้าไร้พ่าย นำแชมป์กลุ่ม
ทัพแซมบ้า บราซิล จบแชมป์กลุ่มซีแบบไร้พ่าย พวกเขามี 7 คะแนนเท่ากับทีมม้ามืดอย่างโมร็อกโก แต่บราซิลมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า สกอตแลนด์จบอันดับสามด้วย 3 คะแนน ต้องลุ้นเข้ารอบจากโควตาอันดับสามที่ดีที่สุดต่อไป
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. บราซิล | 3 | 2 | 1 | 0 | +6 | 7 |
| 2. โมร็อกโก | 3 | 2 | 1 | 1 | +3 | 7 |
| 3. สกอตแลนด์ | 3 | 1 | 0 | 2 | -3 | 3 |
| 4. เฮติ | 3 | 0 | 0 | 3 | -6 | 0 |
กลุ่ม D: สหรัฐอเมริกาโชว์ฟอร์มดุ
สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพร่วมอีกหนึ่งชาติ โชว์ฟอร์มได้อย่างดุดัน ชนะ 2 นัดรวด เก็บ 6 คะแนนเต็ม การันตีแชมป์กลุ่มดีเรียบร้อยแล้ว ส่วนออสเตรเลียและปารากวัยมี 3 คะแนนเท่ากัน ต้องลุ้นเข้ารอบในนัดสุดท้ายอย่างหนัก
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. สหรัฐอเมริกา | 2 | 2 | 0 | 0 | +5 | 6 |
| 2. ออสเตรเลีย | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 3. ปารากวัย | 2 | 1 | 0 | 1 | -2 | 3 |
| 4. ตุรกี | 2 | 0 | 0 | 2 | -3 | 0 |
สรุปตารางคะแนนกลุ่ม E ถึงกลุ่ม H
มาดูกันต่อที่กลุ่มกลางตาราง ซึ่งมีทีมยักษ์ใหญ่จากยุโรปลงแข่งขันมากมาย สถานการณ์หลายกลุ่มยังคงเปิดกว้างให้ลุ้นกันต่อ
กลุ่ม E: อินทรีเหล็กผงาดนำฝูง
ทีมชาติเยอรมนีไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังเลยทีเดียว พวกเขาโชว์ฟอร์มสมราคาเต็งแชมป์ เก็บ 6 คะแนนเต็มจากการลงเล่น 2 นัดแรก ผ่านเข้ารอบต่อไปแน่นอนแล้ว ไอวอรี่โคสต์ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 3 คะแนน ยังมีโอกาสเข้ารอบสูง
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เยอรมนี | 2 | 2 | 0 | 0 | +7 | 6 |
| 2. ไอวอรี่โคสต์ | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 3. เอกวาดอร์ | 2 | 0 | 1 | 1 | -1 | 1 |
| 4. คูราเซา | 2 | 0 | 1 | 1 | -6 | 1 |
กลุ่ม F: อัศวินสีส้มและซามูไรบลูขับเคี่ยวสูสี
เนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและสูสีกันมาก ทั้งสองทีมมี 4 คะแนนเท่ากันจาก 2 นัดแรก สวีเดนยังมีโอกาสเข้ารอบด้วย 3 คะแนน ส่วนตูนิเซียยังไม่มีคะแนน ตกรอบแน่นอนแล้ว
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เนเธอร์แลนด์ | 2 | 1 | 1 | 0 | +4 | 4 |
| 2. ญี่ปุ่น | 2 | 1 | 1 | 0 | +4 | 4 |
| 3. สวีเดน | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 4. ตูนิเซีย | 2 | 0 | 0 | 2 | -8 | 0 |
กลุ่ม G: อียิปต์รั้งจ่าฝูง สถานการณ์เปิดกว้าง
กลุ่มนี้สถานการณ์ยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกทีม อียิปต์นำเป็นจ่าฝูงมี 4 คะแนน ตามมาด้วยอิหร่านและเบลเยียมที่มี 2 คะแนนเท่ากัน ทุกทีมยังมีลุ้นสร้างเซอร์ไพรส์ในนัดสุดท้ายได้ทั้งหมด
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. อียิปต์ | 2 | 1 | 1 | 0 | +2 | 4 |
| 2. อิหร่าน | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 3. เบลเยียม | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 4. นิวซีแลนด์ | 2 | 0 | 1 | 1 | -2 | 1 |
กลุ่ม H: ทัพกระทิงดุจ่อทะลุรอบน็อกเอาต์
สเปนนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มเอช มี 4 คะแนน โอกาสเข้ารอบค่อนข้างสดใสมาก อุรุกวัยและเคปเวิร์ดมี 2 คะแนนเท่ากัน ทั้งสองทีมต้องลุ้นเหนื่อยในนัดตัดสินเพื่อแย่งตั๋วเข้ารอบใบที่สองของกลุ่ม
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. สเปน | 2 | 1 | 1 | 0 | +4 | 4 |
| 2. อุรุกวัย | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 3. เคปเวิร์ด | 2 | 0 | 2 | 0 | 0 | 2 |
| 4. ซาอุดีอาระเบีย | 2 | 0 | 1 | 1 | -4 | 1 |
สรุปตารางคะแนนกลุ่ม I ถึงกลุ่ม L
ในช่วงท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม I ถึง L ก็มีความตื่นเต้นไม่แพ้กัน หลายทีมยักษ์ใหญ่แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่
กลุ่ม I: ฝรั่งเศสและนอร์เวย์ฉลุยเข้ารอบ
ทัพตราไก่ ฝรั่งเศส และทีมชาตินอร์เวย์ กอดคอกันเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายอย่างแน่นอนแล้ว ทั้งคู่เก็บชัยชนะ 2 นัดรวด มี 6 คะแนนเต็ม ทิ้งห่างเซเนกัลและอิรักที่ยังไม่มีคะแนนไปอย่างขาดลอย
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. ฝรั่งเศส | 2 | 2 | 0 | 0 | +5 | 6 |
| 2. นอร์เวย์ | 2 | 2 | 0 | 0 | +4 | 6 |
| 3. เซเนกัล | 2 | 0 | 0 | 2 | -3 | 0 |
| 4. อิรัก | 2 | 0 | 0 | 2 | -6 | 0 |
กลุ่ม J: ฟ้าขาวอาร์เจนตินาโชว์ฟอร์มแชมป์เก่า
แชมป์เก่า อาร์เจนตินา ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ เก็บ 6 คะแนนเต็ม นำเป็นแชมป์กลุ่มอย่างสง่างาม ออสเตรียและแอลจีเรียมีทีมละ 3 คะแนน ต้องดวลกันเพื่อแย่งอันดับสองในนัดสุดท้าย
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. อาร์เจนตินา | 2 | 2 | 0 | 0 | +5 | 6 |
| 2. ออสเตรีย | 2 | 1 | 0 | 1 | 0 | 3 |
| 3. แอลจีเรีย | 2 | 1 | 0 | 1 | -2 | 3 |
| 4. จอร์แดน | 2 | 0 | 0 | 2 | -3 | 0 |
กลุ่ม K และ L: โคลอมเบียและอังกฤษครองความได้เปรียบ
ในกลุ่ม K โคลอมเบียนำเป็นจ่าฝูงด้วย 6 คะแนนเต็ม การันตีการเข้ารอบไปแล้ว ส่วนโปรตุเกสตามมาเป็นอันดับสองด้วย 4 คะแนน ขณะที่กลุ่ม L สิงโตคำราม อังกฤษ นำจ่าฝูงร่วมกับกานา มี 4 คะแนนเท่ากัน
ตารางคะแนนกลุ่ม K
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. โคลอมเบีย | 2 | 2 | 0 | 0 | +3 | 6 |
| 2. โปรตุเกส | 2 | 1 | 1 | 0 | +5 | 4 |
| 3. ดีอาร์ คองโก | 2 | 0 | 1 | 1 | -1 | 1 |
| 4. อุซเบกิสถาน | 2 | 0 | 0 | 2 | -7 | 0 |
ตารางคะแนนกลุ่ม L
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูได้เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. อังกฤษ | 2 | 1 | 1 | 0 | +2 | 4 |
| 2. กานา | 2 | 1 | 1 | 0 | +1 | 4 |
| 3. โครเอเชีย | 2 | 1 | 0 | 1 | -1 | 3 |
| 4. ปานามา | 2 | 0 | 0 | 2 | -2 | 0 |
ฟุตบอลโลกปี 2026 นี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและผลการแข่งขันที่พลิกล็อกมากมาย แฟนๆ กีฬาฟุตบอลสามารถติดตามการแข่งขันนัดต่อไปและดูอัปเดต ตารางคะแนนล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของ FIFA ได้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญในทัวร์นาเมนต์นี้
ฟุตบอล
นอร์เวย์โชว์ฟอร์มดุ ถล่มอิรัก 4-1 เออร์ลิง ฮาลันด์ เหมาสองประตูในศึกฟุตบอลโลก 2026
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026">ฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม ใครรอด ใครร่วง?">ฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026™) ดำเนินมาถึงช่วงเวลาสำคัญในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม I โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ทีมชาตินอร์เวย์ได้ลงสนามพบกับทีมชาติอิรัก ณ สนามบอสตัน สเตเดียม (Boston Stadium) รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เกมนี้ถือเป็นการกลับมาลงเล่นในรายการระดับโลกที่แฟนบอลของทั้งสองประเทศรอคอยมาอย่างยาวนาน นอร์เวย์ไม่ได้ปรากฏตัวในฟุตบอลโลกเลยตั้งแต่ปี 1998 ในขณะที่อิรักก็ห่างหายเวทีนี้ไปตั้งแต่ปี 1986 การพบกันครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง และผลจบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของทีมชาตินอร์เวย์ด้วยสกอร์ 4-1
บทสรุปการแข่งขัน: อิรักสู้เต็มที่แต่ต้านความเฉียบคมไม่ไหว
เกมเริ่มต้นด้วยความตื่นเต้น นอร์เวย์เป็นฝ่ายครองบอลและสร้างโอกาสได้อย่างต่อเนื่อง การต่อบอลของพวกเขาทำได้ดีและไหลลื่น จนกระทั่งในนาทีที่ 29 เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าตัวเก่งจากนอร์เวย์ ก็สามารถทำประตูแรกเบิกร่องให้กับทีมได้สำเร็จ จากจังหวะการทำเกมที่เริ่มต้นจากผู้รักษาประตูและต่อบอลกันอย่างสวยงาม
แต่อิรักก็ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ ในนาทีที่ 39 อายเมน ฮุสเซน ศูนย์หน้าตัวเก๋าของอิรัก โหม่งทำประตูตีเสมอเป็น 1-1 ซึ่งถือเป็น ประตูที่สองในประวัติศาสตร์ของทีมชาติอิรักในฟุตบอลโลก สร้างความดีใจให้กับแฟนบอลชาวอิรักที่เข้ามาชมในสนามเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ความสุขของอิรักอยู่ได้ไม่นาน นาทีที่ 43 ก่อนจบครึ่งแรก ฮาลันด์ ใช้ความผิดพลาดของแนวรับอิรัก ทำประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ ทำให้นอร์เวย์ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 ก่อนหมดเวลาครึ่งแรก
เออร์ลิง ฮาลันด์ กับฟอร์มระดับโลก
เข้าสู่ครึ่งหลัง นอร์เวย์ยังคงเล่นด้วยความมั่นใจและพยายามครองบอลเพื่อกดดันอิรักอย่างต่อเนื่อง ในนาทีที่ 76 เลโอ ออสติการ์ด ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาเป็นตัวสำรอง โหม่งทำประตูที่สามให้นอร์เวย์ทิ้งห่างเป็น 3-1 ทำให้รูปเกมของนอร์เวย์ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงท้ายเกม นาทีที่ 90+6 โชคร้ายตกเป็นของอิรักเมื่อ อายเมน ฮุสเซน สกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเอง (Own Goal) ส่งผลให้จบเกม ทีมชาตินอร์เวย์เอาชนะทีมชาติอิรักไปได้อย่างสวยงาม 4-1 เออร์ลิง ฮาลันด์ คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์ (Player of the Match) ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี
อัปเดตตารางคะแนนฟุตบอลโลก 2026 ล่าสุด
หลังจากผ่านการแข่งขันนัดแรกของหลายๆ กลุ่ม นี่คือสรุปตารางคะแนนและสถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มที่น่าสนใจ เพื่อให้ทุกคนได้ติดตามทิศทางของฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้ง่ายและชัดเจนที่สุด
กลุ่ม I (กลุ่มของนอร์เวย์และอิรัก)
ในกลุ่ม I นอร์เวย์ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงหลังจากการเก็บ 3 คะแนนเต็มและมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีเยี่ยม ในขณะที่ทีมชาติฝรั่งเศสก็ทำผลงานได้ดีในนัดเปิดสนามเช่นกัน
- 1. นอร์เวย์: แข่ง 1, ชนะ 1, เสมอ 0, แพ้ 0, คะแนน 3 (ได้ 4 เสีย 1)
- 2. ฝรั่งเศส: แข่ง 1, ชนะ 1, เสมอ 0, แพ้ 0, คะแนน 3 (ได้ 3 เสีย 1)
- 3. เซเนกัล: แข่ง 1, ชนะ 0, เสมอ 0, แพ้ 1, คะแนน 0 (ได้ 1 เสีย 3)
- 4. อิรัก: แข่ง 1, ชนะ 0, เสมอ 0, แพ้ 1, คะแนน 0 (ได้ 1 เสีย 4)
กลุ่ม D: สหรัฐอเมริกาเปิดตัวสวยงาม
หนึ่งในประเทศเจ้าภาพร่วมอย่างสหรัฐอเมริกา ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในนัดเปิดสนาม โดยสามารถยิงคู่แข่งไปถึง 4 ประตู
- 1. สหรัฐอเมริกา: คะแนน 3 (ได้ 4 เสีย 1)
- 2. ออสเตรเลีย: คะแนน 3 (ได้ 2 เสีย 0)
- 3. ตุรกี (Türkiye): คะแนน 0
- 4. ปารากวัย: คะแนน 0
กลุ่ม E: เยอรมนีโชว์ฟอร์มโหด
ทีมชาติเยอรมนีประกาศศักดาความเป็นทีมเต็งแชมป์ด้วยการถล่มคู่แข่งในนัดแรกไปถึง 7-1 แสดงให้เห็นถึงแนวรุกที่ดุดัน
- 1. เยอรมนี: คะแนน 3 (ได้ 7 เสีย 1)
- 2. ไอวอรีโคสต์: คะแนน 3 (ได้ 1 เสีย 0)
- 3. เอกวาดอร์: คะแนน 0
- 4. กือราเซา: คะแนน 0
กลุ่ม J: แชมป์เก่าอาร์เจนตินายังคงแข็งแกร่ง
แชมป์เก่าอย่างอาร์เจนตินา เริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยความมั่นใจ เก็บ 3 แต้มเต็มได้สำเร็จโดยไม่เสียประตู
- 1. อาร์เจนตินา: คะแนน 3 (ได้ 3 เสีย 0)
- 2. ออสเตรีย: ยังไม่ได้ลงแข่ง
- 3. จอร์แดน: ยังไม่ได้ลงแข่ง
- 4. แอลจีเรีย: คะแนน 0
(สรุปกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ)
- กลุ่ม A: เม็กซิโก และ เกาหลีใต้ ต่างเก็บ 3 คะแนนแรกได้สำเร็จ โดยเม็กซิโกนำเป็นจ่าฝูง
- กลุ่ม C: สกอตแลนด์ สร้างผลงานยอดเยี่ยมขึ้นนำจ่าฝูงของกลุ่ม โดยมี โมร็อกโก และ บราซิล ตามมาหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1
- กลุ่ม F: สวีเดน ขึ้นนำจ่าฝูงหลังโชว์ฟอร์มเก่งเอาชนะคู่แข่งไปได้ 5-1
ความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลก 2026 และก้าวต่อไป
ศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายถึง 48 ทีม และเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก การขยายจำนวนทีมทำให้แฟนกีฬาได้เห็นชาติที่ห่างหายไปนานอย่างนอร์เวย์และอิรัก ได้กลับมามีพื้นที่และแสดงความสามารถอีกครั้ง ระบบการแข่งขันที่แบ่งออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม ทำให้ทุกทีมต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายต่อไป
ชัยชนะของนอร์เวย์ในแมตช์นี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงคู่แข่งในกลุ่มฝรั่งเศสและเซเนกัล ว่าพวกเขาเป็นทีมที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยแนวรุกที่จบสกอร์ได้เด็ดขาด ในส่วนของทีมชาติอิรัก แม้จะพ่ายแพ้ในเกมนี้ แต่การทำประตูใส่ทีมแกร่งจากยุโรปได้อย่างรวดเร็ว ก็แสดงให้เห็นถึงใจสู้ของนักเตะ พวกเขาต้องนำข้อผิดพลาดในแนวรับไปแก้ไขเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนัดต่อไป
การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มยังคงมีความเข้มข้นรออยู่อีกมากมาย แฟนฟุตบอลสามารถติดตามข่าวสาร ผลการแข่งขัน และเรื่องราวของศึกฟุตบอลโลกได้ตลอดเวลาผ่าน เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของฟีฟ่า เพื่อไม่ให้พลาดทุกจังหวะสำคัญของการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เมสซี่ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริก! อาร์เจนตินา ถล่ม แอลจีเรีย 3-0 เปิดหัวฟุตบอลโลก 2026 อย่างยิ่งใหญ่
อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2026: สรุปผลการแข่งขันและผลงานที่น่าตื่นเต้น
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
รถกระบะพุ่งชนตลาดในเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai6 days ago
ด่วน! ถนนดอยแหลม เชียงใหม่ ทรุดตัวหนัก รถทุกชนิดผ่านไม่ได้ เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม
-
สุขภาพและการแพทย์ Health6 days ago
จังหวัดเชียงรายเดินหน้าโครงการ “การดูแลแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
กลุ่มผู้พิทักษ์แม่น้ำเชียงรายเรียกร้องความเป็นธรรมหลังเกิดการปะทะกันในการประท้วงกรณีเหมืองแร่พิษ




