Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าว - News

Earth Hour 2026 ในไทย ปิดไฟ 1 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนิสัยทั้งปี

โลกจะดีขึ้นได้ไหม จากการปิดไฟเพียง 1 ชั่วโมง คำตอบคือ ได้ในฐานะ “จุดเริ่มต้น” ที่ทรงพลัง เพราะ Earth Hour 2026 ไม่ได้ชวนให้คนไทยแค่กดสวิตช์ลง แต่ชวนให้ทบทวนวิธีใช้พลังงานในชีวิตประจำวันด้วย ปีนี้ Earth Hour ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เวลา…

Rebecca Kim

Published

on

กิจกรรม Earth Hour ปี 2026 ในประเทศไทย

โลกจะดีขึ้นได้ไหม จากการปิดไฟเพียง 1 ชั่วโมง คำตอบคือ ได้ในฐานะ “จุดเริ่มต้น” ที่ทรงพลัง เพราะ Earth Hour 2026 ไม่ได้ชวนให้คนไทยแค่กดสวิตช์ลง แต่ชวนให้ทบทวนวิธีใช้พลังงานในชีวิตประจำวันด้วย

ปีนี้ Earth Hour ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เวลา 20:30 ถึง 21:30 น. ตามเวลาไทย เป็นกิจกรรมระดับโลกที่ชวนกันปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เพื่อส่งสารเรื่องการประหยัดพลังงาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจเคยเห็นแลนด์มาร์กดังปิดไฟพร้อมกัน แต่ความหมายของงานไม่ได้อยู่แค่ภาพเมืองมืดลงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

บทความนี้สรุปให้ชัดว่า คนไทยมีส่วนร่วมกับ Earth Hour 2026 ได้อย่างไร ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และในชุมชน รวมถึงวิธีต่อยอดจากกิจกรรม 1 ชั่วโมง ไปสู่พฤติกรรมที่ช่วยโลกได้จริงตลอดทั้งปี

Earth Hour 2026 ในไทย ปิดไฟ 1 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนิสัยทั้งปี

Earth hour 2023 event. Planet Earth with sunlight in dark space. Turn off the lights. Save the environment. Elements of this image furnished by NASA

Earth Hour 2026 ในประเทศไทย จะเกิดขึ้นเมื่อไร และคาดว่าจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Earth Hour 2026 จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เวลา 20:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งในไทยก็คือช่วง 20:30 ถึง 21:30 น. ผู้ที่ต้องการดูข้อมูลหลักของงาน สามารถดูได้จากหน้ากิจกรรม Earth Hour 2026 ซึ่งยืนยันวันจัดงานและแนวคิด “Give an Hour for Earth” ในปีครบรอบ 20 ปีของกิจกรรมนี้

ตารางสรุปสั้น ๆ มีดังนี้

รายการ รายละเอียด
วันจัดงานในไทย เสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026
เวลา 20:30 ถึง 21:30 น.
รูปแบบหลัก ปิดไฟและอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น
จุดประสงค์ ประหยัดพลังงาน และสร้างการรับรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม
หมายเหตุ ตารางกิจกรรมใหญ่ในไทยอาจประกาศไม่ครบในช่วงต้นมีนาคม 2026

ดังนั้น คนที่อยากร่วมกิจกรรมภาคสนามควรติดตามข้อมูลใกล้วันงาน โดยเฉพาะช่องทางของ WWF Thailand และเพจที่เกี่ยวข้องกับ Earth Hour ในฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ หรือจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เพราะบางปีมีการประกาศกิจกรรมหน้างานค่อนข้างใกล้วันจริง

วัน เวลา และแนวคิดของการปิดไฟ 1 ชั่วโมง

Earth Hour มองเผิน ๆ เหมือนการปิดไฟ 60 นาที แต่ความหมายจริงลึกกว่านั้นมาก กิจกรรมนี้ใช้ “การปิดไฟ” เป็นสัญลักษณ์ว่า ผู้คนพร้อมหยุดพฤติกรรมเดิมชั่วคราว เพื่อหันมาคิดว่า พลังงานที่ใช้ทุกวันจำเป็นแค่ไหน

เมื่อทั้งบ้าน ทั้งอาคาร และทั้งเมืองร่วมกันในเวลาเดียวกัน ภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายการยกมือพร้อมกันของคนจำนวนมาก มันไม่ได้แก้ปัญหาโลกร้อนในชั่วข้ามคืน แต่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นทางสังคมได้ชัดเจน

Earth Hour มีความหมายที่สุด เมื่อ 1 ชั่วโมงในคืนนั้น กลายเป็นนิสัยที่ทำต่อได้ทั้งปี

Earth Hour 2026 ในไทย ปิดไฟ 1 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนิสัยทั้งปี

กิจกรรมที่คนไทยอาจพบในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

แม้ช่วงต้นมีนาคม 2026 ตารางใหญ่ในไทยอาจยังไม่ออกครบ แต่จากรูปแบบในปีก่อน ๆ คนไทยมักพบกิจกรรมคล้ายกัน เช่น การปิดไฟตามอาคารสำคัญ ดินเนอร์แบบใช้ไฟน้อย เดินรณรงค์ กิจกรรมในนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียน เวิร์กช็อปสิ่งแวดล้อม ตลาดสินค้ารักษ์โลก หรือกิจกรรมเก็บขยะในชุมชนและชายหาด

ในกรุงเทพฯ มักมีการชวนประชาชนร่วมปิดไฟในวงกว้าง และสื่อท้องถิ่นก็ติดตามทุกปี ตัวอย่างเช่นข่าวการชวนชาวกรุงเทพฯ ปิดไฟ ที่สะท้อนว่าเมืองหลวงยังคงใช้ Earth Hour เป็นกิจกรรมสื่อสารสาธารณะเรื่องพลังงานและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับต่างจังหวัด เมืองท่องเที่ยว และย่านธุรกิจ รูปแบบอาจยืดหยุ่นกว่า บางแห่งอาจจัดกิจกรรมเล็กแต่มีผลจริง เช่น ปลูกต้นไม้ เก็บขยะ หรือวงเสวนาเรื่องลดขยะพลาสติก ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาของ Earth Hour มากกว่าการปิดไฟเพื่อถ่ายรูปอย่างเดียว

คนไทยมีส่วนร่วมกับ Earth Hour 2026 ได้อย่างไร แบบง่ายและทำได้จริง

ส่วนที่สำคัญที่สุดของ Earth Hour ไม่ได้อยู่ที่เวทีใหญ่ แต่อยู่ที่การลงมือทำของคนธรรมดา เพราะถ้าทุกบ้านช่วยกันคนละเล็กน้อย ผลรวมจะใหญ่กว่าที่คิด

คนไทยไม่จำเป็นต้องรอจัดงานใหญ่ถึงจะร่วมได้ ไม่ว่าจะอยู่บ้าน คอนโด หอพัก โรงเรียน หรือออฟฟิศ ก็เริ่มได้ทันทีในคืนวันที่ 28 มีนาคม โดยเลือกปิดเฉพาะอุปกรณ์ที่ “ไม่จำเป็น” และทำอย่างปลอดภัย

เริ่มจากที่บ้าน ด้วยการปิดไฟและถอดปลั๊กที่ไม่จำเป็น

วิธีง่ายที่สุดคือ เดินสำรวจบ้านก่อนเวลา 20:30 น. แล้วปิดไฟที่ไม่ต้องใช้ เช่น ไฟตกแต่ง ไฟป้าย ทีวี เครื่องเสียง และเครื่องชาร์จที่เสียบทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งาน ถ้ามีคอมพิวเตอร์สำรองหรือจอที่เปิดค้างไว้ ก็ควรปิดด้วย

อย่างไรก็ตาม Earth Hour ไม่ได้ชวนให้ปิดทุกอย่างแบบไม่คิด จุดที่เสี่ยงต่อการสะดุดล้มยังควรมีแสงสว่างพอเหมาะ โดยเฉพาะบันได ทางเดิน ห้องผู้สูงอายุ หรือบ้านที่มีเด็กเล็ก ส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตู้เย็น หรือระบบที่จำเป็นต่อความปลอดภัย ไม่ควรปิดเพียงเพื่อให้ครบตามสัญลักษณ์

ถ้าหลายบ้านอยากสร้างบรรยากาศพิเศษ อาจเลือกไฟฉายหรือโคมไฟแบบประหยัดพลังงานแทนเทียน เพราะเทียนสวยก็จริง แต่ต้องระวังไฟไหม้เสมอ ถ้าใช้ ควรวางในภาชนะมั่นคง และไม่ทิ้งไว้ลำพัง

สำหรับคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ การร่วมกิจกรรมอาจยิ่งง่าย เพราะแค่ปิดไฟในห้อง ปิดเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็น และชวนเพื่อนบ้านร่วมกัน ก็ทำให้ทั้งชั้นหรือทั้งอาคารเห็นผลพร้อมกันได้

Earth Hour 2026 ในไทย ปิดไฟ 1 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนิสัยทั้งปี

ชวนครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน ทำกิจกรรมร่วมกัน

Earth Hour จะจำง่ายขึ้น เมื่อมันไม่ใช่แค่การนั่งรอให้ครบ 1 ชั่วโมง หลายบ้านจึงเปลี่ยนช่วงเวลานี้ให้เป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ที่อบอุ่น เช่น มื้อเย็นแบบใช้ไฟน้อย เล่นบอร์ดเกม พูดคุยเรื่องค่าไฟของบ้าน หรือช่วยกันตั้งเป้าว่าเดือนหน้าจะลดการใช้ไฟลงอย่างไร

ในออฟฟิศก็ทำได้เหมือนกัน บางทีมอาจชวนกันปิดไฟส่วนเกินในพื้นที่ส่วนกลาง จัดช่วงพูดคุยสั้น ๆ เรื่องการใช้แอร์อย่างพอดี หรือทำบอร์ดรวมไอเดียประหยัดพลังงานในที่ทำงาน แนวคิดแบบนี้เรียบง่าย แต่ช่วยให้คนในองค์กรรู้สึกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ไกลตัว

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ทันทีในคืน Earth Hour มีไม่กี่อย่าง แต่ได้ผลดีมาก เช่น

  • มื้อเย็นใช้ไฟน้อย: ลดแสงที่ไม่จำเป็น และใช้เวลาร่วมกันแทนหน้าจอ
  • คุยเรื่องค่าไฟในบ้าน: ช่วยกันหาเครื่องใช้ที่กินไฟเกินความจำเป็น
  • ตั้งเป้าหลังงานจบ: เช่น ปรับแอร์ให้พอดี หรือปิดปลั๊กก่อนนอน
  • กิจกรรมชุมชนขนาดเล็ก: เก็บขยะ เดินรณรงค์ หรือแลกเปลี่ยนของใช้ซ้ำได้

กรุงเทพฯ มีตัวอย่างการปิดไฟตามพื้นที่สำคัญและอาคารในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่าการร่วมกันของคนจำนวนมากสร้างบรรยากาศได้จริง ผู้อ่านที่อยากเห็นรูปแบบงานลักษณะนี้ สามารถดูตัวอย่างการปิดไฟแลนด์มาร์กในกรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจได้

โพสต์ แชร์ และชวนคนรอบตัวให้ร่วมกิจกรรม

โซเชียลมีเดียมีพลังมาก ถ้าใช้แบบมีสาระ การโพสต์ภาพห้องที่ปิดไฟ หรือกิจกรรมที่บ้านในช่วง 20:30 ถึง 21:30 น. สามารถชวนคนอื่นให้ทำตามได้ โดยเฉพาะเมื่อเล่าว่าได้ลงมือทำอะไรจริง ไม่ใช่แค่ติดแฮชแท็กเฉย ๆ

แฮชแท็กอย่าง #EarthHour2026 และ #GiveAnHourForEarth ยังช่วยให้คนเห็นว่ากิจกรรมนี้เชื่อมกับคนทั่วโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่ารูปสวย คือข้อความสั้น ๆ ที่บอกว่าบ้านนั้นปิดอะไรไปบ้าง ตั้งเป้าจะทำอะไรต่อ หรือชวนเพื่อนในคอนโดและออฟฟิศให้ทำเหมือนกัน

ถ้าจะโพสต์ให้มีความหมาย ควรเน้น “สิ่งที่ทำจริง” เช่น ปิดไฟตกแต่ง ลดเวลาเปิดแอร์ หรือเริ่มแยกขยะในบ้าน แบบนี้การบอกต่อจะไม่หยุดอยู่ที่สัญลักษณ์ แต่พาไปสู่พฤติกรรมจริงได้

Earth Hour 2026 ในไทย ปิดไฟ 1 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนิสัยทั้งปี

หลังไฟดับ 1 ชั่วโมงแล้ว จะต่อยอดเป็นนิสัยประหยัดพลังงานได้อย่างไร

พลังที่แท้จริงของ Earth Hour ไม่ได้อยู่ในคืนนั้นเพียงคืนเดียว แต่อยู่ที่เช้าวันถัดไป ว่าคนไทยจะเอาแนวคิดเรื่องการใช้พลังงานอย่างพอดีไปทำต่อหรือไม่

ถ้ากิจกรรม 1 ชั่วโมงเหมือนการกดปุ่มเริ่มต้น นิสัยประจำวันก็คือเส้นทางยาวที่ทำให้เกิดผลจริง ทั้งต่อค่าไฟในบ้านและต่อสิ่งแวดล้อม

นิสัยเล็ก ๆ ที่ช่วยลดค่าไฟและลดผลกระทบต่อโลกได้จริง

หลายบ้านเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัวมาก เช่น เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม ใช้พัดลมเมื่ออากาศไม่ได้ร้อนมาก ตากผ้าแทนการอบ และปิดจอหรือเครื่องใช้ทันทีเมื่อไม่ใช้งาน

ฟังดูเล็ก แต่ของเล็กที่ทำทุกวันมักให้ผลมากกว่ากิจกรรมใหญ่ที่ทำปีละครั้ง ยิ่งถ้าบ้านไหนลองจดค่าไฟรายเดือนควบคู่กัน จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปส่งผลกับกระเป๋าเงินจริง

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำความเข้าใจภาพรวมของ Earth Hour และเหตุผลที่กิจกรรมนี้ยังถูกพูดถึงทุกปี สามารถอ่านสรุป Earth Hour แบบเข้าใจง่าย เพื่อเห็นทั้งมิติเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมในมุมที่เข้าถึงง่าย

ทำ Earth Hour แบบย่อในชีวิตประจำวัน

อีกแนวคิดที่ใช้ได้ดีคือ “mini Earth Hour” หรือกำหนด 1 ชั่วโมงในแต่ละวันให้บ้านใช้ไฟอย่างประหยัดที่สุด เช่น ช่วงก่อนนอน หรือช่วงมื้อเย็นของครอบครัว

บางบ้านอาจเลือกวันอาทิตย์เป็นวันใช้พลังงานต่ำ ลดการเปิดหน้าจอ เปิดหน้าต่างแทนไฟบางจุด หรือทำอาหารจากของที่มีอยู่เพื่อลดทั้งพลังงานและขยะอาหาร แบบนี้ทำให้ Earth Hour ไม่จบที่วันที่ 28 มีนาคม แต่กลายเป็นระบบเล็ก ๆ ที่วัดผลได้จริงในบ้าน

ทำไม Earth Hour ยังสำคัญต่อประเทศไทย ในวันที่โลกเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมหนักขึ้น

ไทยยังเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการใช้พลังงานสูง มลพิษในเมือง อากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ขยะพลาสติก และแรงกดดันต่อพื้นที่ธรรมชาติ ตั้งแต่ป่าชายเลนจนถึงสัตว์ป่าในระบบนิเวศต่าง ๆ เพราะฉะนั้น แม้ Earth Hour จะเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่มันยังมีหน้าที่สำคัญมาก คือทำให้คนหยุดมองปัญหาเหล่านี้พร้อมกัน

การปิดไฟ 1 ชั่วโมงอาจไม่ได้ลดปัญหาทั้งหมด แต่ช่วยเปลี่ยน “เรื่องไกลตัว” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนลงมือได้ทันที” และนั่นคือเหตุผลที่กิจกรรมนี้ยังมีพื้นที่ในสังคมไทย

จากการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ สู่แรงกระเพื่อมของสังคม

เมื่อคนจำนวนมากทำสิ่งเดียวกันพร้อมกัน สังคมจะเห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่งานของนักอนุรักษ์เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องของบ้าน ร้านค้า โรงเรียน บริษัท และเมืองทั้งเมือง

แรงกระเพื่อมแบบนี้ต่อยอดไปสู่เรื่องใหญ่กว่าได้ เช่น การสนับสนุนพลังงานสะอาด การฟื้นฟูธรรมชาติ การลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว และการผลักดันนโยบายเมืองที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า Earth Hour จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นภาษาง่าย ๆ ที่ชวนคนจำนวนมากเริ่มต้นพร้อมกัน

คืนวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เวลา 20:30 ถึง 21:30 น. จึงไม่ใช่แค่ช่วงปิดไฟ แต่เป็นช่วงที่คนไทยสามารถส่งสัญญาณว่า การดูแลโลกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่เสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากสวิตช์ตัวเล็กที่สุดในบ้าน

สรุป

Earth Hour 2026 ในไทยตรงกับวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เวลา 20:30 ถึง 21:30 น. ใครจะอยู่บ้าน คอนโด ออฟฟิศ หรือชุมชน ก็ร่วมได้ด้วยการปิดไฟและอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นอย่างปลอดภัย แล้วใช้ 1 ชั่วโมงนั้นคุยกันเรื่องการประหยัดพลังงานที่ทำต่อได้จริง

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ไฟดับหนึ่งชั่วโมง แต่คือการเปลี่ยนชั่วโมงนั้นให้กลายเป็น นิสัย ทั้งปี เพราะโลกไม่ได้ต้องการภาพสวยเพียงคืนเดียว โลกต้องการการลงมือทำที่เกิดซ้ำได้ทุกวัน และนั่นคือเหตุผลที่ Earth Hour ยังมีความหมายเสมอ

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

วัยรุ่น 2 คนจมน้ำเสียชีวิตหลังเรือล่มขณะออกไปตกปลาที่หนองหลวงเชียงราย

เชียงรายโกลาหล! ประชาชนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน บางปั๊มจำกัดการซื้อน้ำมันเพียง 500 บาท

 

Continue Reading

ข่าว - News

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

Rebecca Kim

Published

on

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

ลำปาง – เหตุการณ์ความรุนแรงจากปัญหาความรักซ้อน เกิดขึ้นอีกครั้งในพื้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อสามีหนุ่มทนไม่ไหวหลังจับได้ว่าภรรยาแอบคบชู้ เขาตัดสินใจไปดักรอที่หอพักและพบภาพบาดตาบาดใจ เมื่อเห็นภรรยาจูบกับชายคนใหม่ในรถอย่างดูดดื่ม ความโมโหหึงทำให้เขาปรี่เข้าไปทำร้ายร่างกายชายคนดังกล่าว จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้ารับการรักษาด่วนในห้องไอซียู

หลังเกิดเหตุ ผู้กระทำความผิดเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการดื่มน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำเพื่อหนีการลงโทษ โชคดีที่ญาติพบและช่วยเหลือเขาได้ทันเวลา เมื่อไม่นานมานี้ ผู้กระทำความผิดได้ขอโทษพ่อของเหยื่อและสารภาพว่าเขาทำไปเพราะความโกรธชั่วขณะและไม่ได้ตั้งใจจะฆ่า

ประเด็นสำคัญ

  • การทำร้ายร่างกายสาหัส: สามีจับได้ว่าภรรยามีชู้ จึงไปดักรอและใช้จานรองกระถางต้นไม้ฟาดชายคนใหม่จนเลือดคั่งในสมอง อาการโคม่า
  • พยายามหนีความผิด: ผู้ก่อเหตุเครียดจัดจนกินยาล้างห้องน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย แต่รอดชีวิตมาได้ และได้เข้าขอขมาพ่อของผู้บาดเจ็บแล้ว
  • ผลกระทบต่อครอบครัวเหยื่อ: ผู้บาดเจ็บเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวและเป็นเสาหลักของบ้าน ซึ่งมีลูกชายวัยเพียง 6 ขวบที่ต้องคอยดูแล

นายบาส ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่าเขาคบหาและอยู่กินกับ น.ส.ปุ้ย แฟนสาวมานานกว่า 2 ปี จนกระทั่งช่วงกลางเดือนสิงหาคม เขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงแอบดูโทรศัพท์และพบข้อความสนทนา ทำให้ทราบว่าแฟนสาวแอบคบกับนายเอกพล (ผู้บาดเจ็บ) มาได้ประมาณ 5-6 เดือนแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายบาสเคยขอร้องให้ทั้งคู่ยุติความสัมพันธ์ เนื่องจากเขากับแฟนสาวยังไม่ได้เลิกรากันตามที่ฝ่ายหญิงมักจะนำไปกล่าวอ้าง แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ความบาดหมางเริ่มสะสมและรอวันปะทุ

แม้จะมีการตักเตือนแล้ว แต่ความสัมพันธ์ลับๆ ของทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสิ่งนี้ได้นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดในเวลาต่อมา

วินาทีเผชิญหน้าและเหตุการณ์บานปลาย

ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 22.00 น. นายบาสทราบว่าทั้งคู่แอบนัดพบกัน เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปดักรอที่หอพักของแฟนสาว โดยซ่อนตัวอยู่บริเวณหลังแท็งก์น้ำเพื่อจับตาดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ

เมื่อนายเอกพลขับรถมาส่งแฟนสาวที่หอพัก นายบาสเห็นภาพที่ทั้งคู่จูบกันในรถอย่างสนิทสนม ภาพบาดตานี้ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาจึงพุ่งเข้าไปทำร้ายนายเอกพลทันที โดยในช่วงชุลมุน เขาได้คว้าจานรองกระถางต้นไม้ฟาดเข้าที่ศีรษะของนายเอกพลอย่างแรง

การทำร้ายร่างกายครั้งนี้ส่งผลให้นายเอกพลล้มลงและได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลศูนย์ลำปางอย่างเร่งด่วน

อาการบาดเจ็บสาหัสและผลกระทบต่อครอบครัว

ปัจจุบัน นายเอกพลยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู เขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักจนมีเลือดคั่งในสมอง และแพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเจาะกะโหลกศีรษะเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอด

นายบุญส่ง อายุ 61 ปี พ่อของผู้บาดเจ็บ เปิดเผยด้วยความเศร้าว่า ลูกชายของเขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวและเป็นเสาหลักของครอบครัว หากลูกชายต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา หลานชายวัย 6 ขวบจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน

ครอบครัวของผู้บาดเจ็บยืนยันอย่างหนักแน่น ว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่รุนแรงและโหดร้ายเกินกว่าจะรับได้

การพยายามหนีความผิดและการขอขมาพ่อเหยื่อ

หลังจากก่อเหตุรุนแรง นายบาสได้กลับไปที่บ้านของแฟนสาวด้วยความเครียดจัด วันต่อมาเขาตัดสินใจดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อหวังฆ่าตัวตายและหนีความผิด แต่โชคดีที่พ่อของแฟนสาวพบเข้า และรีบแจ้งกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา

เมื่ออาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล นายบาสได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง และบังเอิญพบกับนายบุญส่ง พ่อของผู้บาดเจ็บ เขาจึงรีบเข้าไปก้มกราบเท้าเพื่อขอขมาในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

นายบาสยืนยันว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะฆ่า หรือทำร้ายให้ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แต่ทำไปเพราะความโมโหสุดขีดที่เห็นภาพบาดตา เขาพร้อมที่จะรับผิดชอบและเยียวยาตามกำลังทรัพย์ที่มี แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยก็ตาม

การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

ขณะนี้ น.ส.ปุ้ย แฟนสาวที่เป็นต้นเหตุ ได้กลับไปอยู่กินกับนายบาสแล้วตามคำขอร้องของผู้เป็นพ่อ และไม่เคยติดต่อมาหาครอบครัวของนายเอกพลเลยตั้งแต่เกิดเรื่องราวขึ้น

นายบุญส่งได้ขอความช่วยเหลือจากทนายความเจสาดา ฟูกุล เพื่อจัดการคดีนี้ เนื่องจากครอบครัวของเขาขาดความรู้ด้านกฎหมาย ทนายความได้พบกับเจ้าหน้าที่สอบสวนเพื่อเร่งรัดคดีและเตรียมการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจเกี่ยวกับความซับซ้อนของความรักและความสัมพันธ์ การใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาไม่เคยเป็นประโยชน์ต่อใคร นอกจากจะทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บแล้ว ผู้กระทำผิดยังต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายด้วย ครอบครัวของผู้เสียหายยังคงหวังว่าระบบยุติธรรมจะให้ความยุติธรรมแก่พวกเขาในที่สุด

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน

เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ

 

Continue Reading

ข่าว - News

เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ

Rebecca Kim

Published

on

เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ

ลำปาง – เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง รถบัสรับส่งคนงานของโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ชื่อดังเกิดเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางความตกใจของชาวบ้านในพื้นที่

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนสายบ้านเสด็จ-เขื่อนกิ่วลม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางเข้าออกโรงงาน เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานต้องเร่งระดมกำลังเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

ประเด็นสำคัญ

  • เกิดเหตุรถบัสพลิกคว่ำ: รถบัสรับส่งพนักงานโรงงานแปรรูปไก่เสียหลักตกลงไปในคันนาที่จังหวัดลำปาง มีผู้โดยสารอยู่ในรถราว 30 คน
  • มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย: เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลประมาณ 10 ราย ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
  • สาเหตุเบื้องต้น: คนขับอ้างว่าต้องหักหลบรถกระบะที่ขับสวนมา ประกอบกับมีฝนตกหนักทำให้ถนนลื่นจนรถเสียการควบคุม

ภายในรถบัสคันดังกล่าวมีพนักงานโดยสารมาด้วยประมาณ 30 ชีวิต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในแผนกเชือดและแปรรูปไก่ พวกเขาเพิ่งเลิกงานและกำลังเดินทางกลับที่พักในตัวเมืองลำปาง

การเดินทางกลับบ้านที่ควรจะราบรื่นกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อรถบัสขับออกจากหน้าโรงงานมาได้เพียงแค่ประมาณ 100 เมตรเท่านั้น รถก็เกิดสูญเสียการควบคุมและพลิกตะแคงตกลงไปในคันนาข้างทาง ทำให้คนงานร้องตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยความตกใจ

เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ

กู้ภัยระดมกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ สมาคมกู้ภัยลำปาง กู้ภัยสว่างลำปาง และกู้ภัยบ้านเสด็จ ได้ประสานงานร่วมกันลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีรถกู้ชีพจากโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีและโรงพยาบาลลำปางเข้าร่วมภารกิจด้วย

ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนจะทยอยลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บที่มีอาการหนักประมาณ 10 รายส่งไปยังโรงพยาบาล ส่วนคนงานที่เหลืออีกกว่า 10 รายได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในอาการขวัญเสีย

จากการสอบถามคนขับรถบัสวัย 50 ปี เขาได้เล่าถึงวินาทีระทึกว่า ขณะที่กำลังขับรถออกมาตามปกติ จู่ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งขับสวนทางมากะทันหัน ทำให้เขาต้องตัดสินใจหักพวงมาลัยหลบเพื่อป้องกันการชนประสานงา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝนตกก่อนหน้านี้ ทำให้พื้นผิวถนนลื่นกว่าปกติ การหักเลี้ยวอย่างกะทันหันทำให้รถบัสเสียการควบคุม ท้ายรถหมุนคว้าง และพุ่งออกนอกถนน ก่อนจะพลิกคว่ำในที่สุด ตามข้อมูลที่ได้รับรายงานจากตำรวจ

เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ

ตำรวจเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดี

เบื้องต้น คนขับรถบัสยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ก่อนที่จะมาขับรถรับส่งพนักงาน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเสด็จ จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ตำรวจได้ควบคุมตัวคนขับรายนี้ไปทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อุบัติเหตุในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัย ในการจัดการรถโดยสารรับส่งพนักงานของบริษัทและโรงงานต่างๆ การตรวจเช็กสภาพรถบัสให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การอบรมพนักงานขับรถให้มีความพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉิน และการขับขี่อย่างระมัดระวังในช่วงฤดูฝน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานทุกคนเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกๆ วัน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ยามรักษาความปลอดภัยผับถูกแทง!! ตำรวจจับกุมชายอายุ 26 ปี ในจังหวัดลำปาง

พระภิกษุจังหวัดเชียงรายพบอยู่กับหญิงฆราวาสในห้องเดียวกัน และระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 300 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร

Continue Reading

ข่าว - News

ทหารและอาสาสมัครเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในมณฑลน่าน

Rebecca Kim

Published

on

ทหารและอาสาสมัครเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในมณฑลน่าน

นาน – เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดน่านได้ทิ้งคราบดินโคลนและความเสียหายไว้เบื้องหลังอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปัวที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน บ้านเรือนหลายร้อยหลังเต็มไปด้วยโคลนหนาและเศษซากสิ่งของที่พัดมากับกระแสน้ำ ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ การลงพื้นที่ช่วยเหลือในครั้งนี้ถือเป็นความหวังสำคัญของชุมชนที่กำลังรอคอยการเยียวยา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ได้สั่งการด่วนให้จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ทันที โดยมีการผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มจิตอาสาและเจ้าหน้าที่จากกรมทหารพรานที่ 32 เข้าช่วยเหลือชาวบ้านในตำบลศิลาแลง ทีมงานได้ช่วยกันตักโคลน ล้างทำความสะอาดบ้านเรือน และขนย้ายสิ่งของที่พังเสียหายออกนอกพื้นที่ เป้าหมายหลักคือการลดความเหน็ดเหนื่อยของประชาชน และช่วยให้ทุกคนได้กลับเข้าพักอาศัยในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย

ประเด็นสำคัญ

  • ทหารและจิตอาสาเร่งลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อล้างโคลนและฟื้นฟูบ้านเรือนหลังถูกน้ำป่าซัดถล่มอย่างหนัก
  • เป้าหมายการช่วยเหลือมุ่งไปที่ตำบลศิลาแลง ตำบลปัว และตำบลแวง ซึ่งมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบหลายร้อยหลังคาเรือน
  • ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่เสียหายไปแล้วกว่าร้อยละ 40-60 ในหมู่บ้านหลัก และยังคงเดินหน้าช่วยเหลือต่อไป

ทหารและอาสาสมัครเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในมณฑลน่าน

เร่งทำความสะอาดบ้านเฮี้ยและบ้านฝาย ตำบลศิลาแลง

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในตำบลศิลาแลงคือ บ้านเฮี้ย หมู่ที่ 1 ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงถึง 180 หลังคาเรือน จากการสำรวจพบว่ามีบ้านที่พังเสียหายและเต็มไปด้วยดินโคลนจำนวน 90 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ได้จัดทีมปฏิบัติงาน 6 ชุดเข้าไปดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ขณะนี้ทีมงานสามารถล้างทำความสะอาดบ้านเรือนไปแล้ว 24 หลัง คิดเป็นความคืบหน้าร้อยละ 60 ของพื้นที่ที่ต้องจัดการเร่งด่วน การทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็วแม้จะมีอุปสรรคเรื่องความชื้นและสภาพอากาศ

ถัดมาที่บ้านฝาย หมู่ที่ 7 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่รับศึกหนักจากภัยพิบัติครั้งนี้เช่นเดียวกัน พื้นที่นี้มีบ้านเรือนรวม 92 หลังคาเรือน และมีบ้านที่ได้รับความเสียหายหนักจำนวน 31 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ทหารและจิตอาสาได้ใช้กำลัง 6 ชุดปฏิบัติการเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างเต็มกำลัง ปัจจุบันสามารถทำความสะอาดและฟื้นฟูไปได้แล้ว 5 หลังคาเรือน หรือประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่วิกฤต ชาวบ้านต่างรู้สึกดีใจที่หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในยามยากลำบากเช่นนี้

นอกจากภารกิจล้างโคลนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังช่วยตรวจสอบโครงสร้างบ้านที่อาจเป็นอันตรายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน การฟื้นฟูไม่เพียงแต่ทำให้บ้านเรือนสะอาดตาขึ้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยให้ดีขึ้นด้วย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือเพิ่มเติมได้จาก ข่าวสถานการณ์น้ำท่วมน่าน ล่าสุดจากสื่อมวลชนต่างๆ ทุกฝ่ายหวังว่ารอยยิ้มของชาวบ้านจะกลับมาอีกครั้งโดยเร็ว

ทหารและอาสาสมัครเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในมณฑลน่าน

ขยายพื้นที่ช่วยเหลือช่วงบ่าย ครอบคลุมตำบลปัวและตำบลแวง

การทำงานของทีมบรรเทาสาธารณภัยไม่ได้หยุดพักเพียงแค่ช่วงเช้าเท่านั้น ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ได้จัดกำลังพลและจิตอาสาชุดใหม่ลงพื้นที่เพิ่มเติม ทีมงานกลุ่มนี้ได้รับมอบหมายให้ขยายพื้นที่ช่วยเหลือไปยังตำบลปัวและตำบลแวง ซึ่งเป็นรอยต่อที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพโคลนที่เริ่มแห้งและจับตัวแข็ง ทำให้การทำความสะอาดต้องใช้แรงและอุปกรณ์ฉีดน้ำเข้าช่วยอย่างมาก

เป้าหมายในช่วงบ่ายมุ่งเน้นไปที่บ้านปรางค์และบ้านร้อง ในตำบลปัว รวมถึงบ้านหนองเงือก ในตำบลแวง อำเภอปัว กำลังพลได้กระจายกำลังกันเข้าตักดินโคลน ขนเศษกิ่งไม้ขนาดใหญ่ และยกสิ่งของเครื่องใช้ที่เปียกน้ำออกมาตากแดด การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องนี้ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม หลายคนเริ่มมีความหวังที่จะลุกขึ้นสู้และจัดแจงชีวิตใหม่หลังผ่านพ้นวิกฤต

เหตุการณ์น้ำป่าในอำเภอปัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมีน้ำใจและการทำงานร่วมกันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยงานท้องถิ่น หรือประชาชนจิตอาสา ทุกคนต่างมุ่งหน้าเข้ามาช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน การฟื้นฟูเมืองน่านให้กลับมาสวยงามและปลอดภัยยังคงต้องใช้เวลา แต่ด้วยพลังความร่วมมือที่แข็งแกร่ง ชุมชนแห่งนี้จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างแน่นอน

การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกชุมชนต้องให้ความใส่ใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มพูดคุยเรื่องการจัดระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ชาวบ้านอพยพได้ทันท่วงที บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบป้องกันภัยของจังหวัดน่านต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

เมืองนานฟื้นตัวหลัง “อุทกภัยร้ายแรง”ที่พัดถล่มเมือง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

ทหารระดมกำลังด่วน! ลุยน้ำท่วมฉับพลันอำเภอปง จ.พะเยา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending