สุขภาพและการแพทย์

การติดเชื้อเอชไอวีพุ่งสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี

**เอชไอวีในเยาวชนไทยเพิ่มขึ้น: สัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบรับมือ**
**ข้อมูลกรมควบคุมโรคชี้ ปีที่ผ่านมาเจอผู้ติดเชื้อใหม่ 13,357 ราย, กลุ่มอายุ 15-24 ปีคิดเป็น 35%, สาเหตุหลักมาจากเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน**

Published

on

กรุงเทพฯ – ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาพที่น่าห่วง เพราะประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จำนวนมาก ในปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่ 13,357 ราย ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสมที่ยังมีชีวิตอยู่เพิ่มเป็น 547,556 ราย

ที่น่ากังวลที่สุดคือ สัดส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 35% อยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่ใกล้กับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่า 96.4% ของการติดเชื้อเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แนวโน้มนี้มักเชื่อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในกลุ่มเยาวชน เช่น การนัดเจอผ่านแอปหาคู่ การใช้ถุงยางลดลง และความเข้าใจผิดว่า ถ้ามียาต้านแล้วเอชไอวีก็ไม่น่ากลัว แม้บางแหล่งข้อมูลคาดว่าในปี 2568 ผู้ติดเชื้อใหม่อาจลดลงเหลือราว 8,000-9,000 ราย แต่สัดส่วนในกลุ่มเยาวชนยังสูง และหลายพื้นที่ยังเพิ่มเร็ว

เยาวชนกลายเป็นกลุ่มหลักของผู้ติดเชื้อรายใหม่

กลุ่มอายุ 15-24 ปี กลายเป็นจุดที่ต้องจับตา เพราะหลายปัจจัยมาเจอกันพอดี ทั้งการเริ่มทดลองมีเพศสัมพันธ์ ความเข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ที่กระตุ้นพฤติกรรมเสี่ยง และความกลัวโรคที่ลดลงจากความก้าวหน้าของการรักษา ผลคือ หลายคนตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือป้องกันไม่สม่ำเสมอ

ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่หลายร้อยรายต่อปี โดยพบมากในกลุ่ม MSM (ชายรักชาย) และในเยาวชนบางส่วน นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังระบุว่า บางจังหวัดเห็นแนวโน้มผู้ติดเชื้อวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น หน่วยงานรัฐและภาคีอย่าง Aids Healthcare Foundation (AHF) Thailand จึงเดินหน้าแคมเปญ “Just Use It” เพื่อชวนให้ใช้ถุงยาง และช่วยลดการตีตราเรื่องเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “กลุ่มเสี่ยงหลัก” อีกแล้ว เพราะกระจายไปถึงเยาวชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และวัยทำงานตอนต้นด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อโรงเรียนและครอบครัวให้ความรู้เรื่องเพศแบบไม่ครอบคลุม เด็กจำนวนหนึ่งจึงโตมากับข้อมูลไม่ครบ และตัดสินใจจากความเชื่อหรือคำบอกต่อ

อุตสาหกรรมบริการทางเพศไทย, บทเรียนเก่า และความเสี่ยงที่ยังอยู่

ในอดีต อุตสาหกรรมบริการทางเพศเคยเป็นปัจจัยสำคัญของการระบาดเอชไอวี ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้น 1990 อัตราติดเชื้อในกลุ่มผู้ให้บริการและลูกค้าเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลไทยจึงเริ่มโครงการ “100% ถุงยาง” ในปี 2534 เพื่อผลักดันให้ใช้ถุงยางในสถานบริการทุกแห่ง

โครงการดังกล่าวได้ผลชัดเจน เพราะการใช้ถุงยางในเพศสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นจนเกิน 90% ภายในไม่กี่ปี ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลดลงเร็ว และเคยถูกยกเป็นตัวอย่างในต่างประเทศ

แต่ปัจจุบัน รูปแบบบริการเปลี่ยนไป ซ่องแบบเดิมลดลงก็จริง อย่างไรก็ตาม บริการทางอ้อมยังมีอยู่ เช่น บาร์ นวดแผนไทย สปา หรือการนัดหมายผ่านออนไลน์ นั่นทำให้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเยาวชนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ยังเสี่ยงถ้าขาดการป้องกัน แม้ภาพรวมวันนี้การติดเชื้อจำนวนมากจะเกิดจากเพศสัมพันธ์นอกระบบบริการ และในกลุ่ม MSM มากขึ้น แต่เครือข่ายทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ป้องกันเอชไอวีในไทยทำได้จริง, เครื่องมือมีพร้อม

การป้องกันเอชไอวีไม่ได้ยาก และทำได้ผลดีมาก ไทยมีบริการรองรับทั้งโรงพยาบาลรัฐ คลินิกชุมชน และหน่วยบริการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในหลายพื้นที่

วิธีหลักที่ทำได้ทันที ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
    เลือกถุงยางแบบ latex หรือ polyurethane และใช้คู่กับน้ำยาหล่อลื่นแบบฐานน้ำเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก หลายหน่วยบริการมีถุงยางแจกฟรี เช่น โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์สุขภาพชุมชน และจุดบริการต่างๆ
  • ตรวจเอชไอวีสม่ำเสมอ
    คนไทยตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้งที่หน่วยบริการรัฐ หรือเลือกใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ที่หาซื้อได้ตามร้านยา เมื่อรู้สถานะเร็ว ก็เริ่มรักษาได้เร็ว และลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น
  • ใช้ PrEP (ยาป้องกันก่อนสัมผัส)
    ยากินทุกวัน (เช่น tenofovir/emtricitabine) ช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า 99% เมื่อกินต่อเนื่อง ไทยเริ่มครอบคลุม PrEP ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ตั้งแต่ปี 2562 และขยายจุดบริการกว่า 300 แห่ง รวมถึงศูนย์ KPLHS (Key Population-Led Health Services) นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกแบบฉีดออกฤทธิ์ยาวในโครงการทดลองตามข้อมูลปีล่าสุด
  • ใช้ PEP (ยาป้องกันหลังสัมผัส)
    ถ้าเกิดเหตุเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ให้ไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมง จากนั้นกินยาต่อเนื่อง 28 วัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ
  • ลดจำนวนคู่นอน และคุยกันให้ชัด
    การพูดเรื่องสถานะเอชไอวีกับคู่นอนช่วยลดความเสี่ยงได้มาก นอกจากนี้ ควรเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตอนมึนเมาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลสารเสพติด เพราะมักทำให้ตัดสินใจพลาด
  • ไม่ใช้เข็มร่วมกัน
    สำหรับผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ควรใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง และเข้าร่วมบริการลดอันตรายที่มีในบางพื้นที่

แนวทางที่ถูกใช้บ่อยคือการป้องกันแบบผสมผสาน (Combination Prevention) ซึ่งรวม PrEP, การใช้ถุงยาง และการตรวจสม่ำเสมอ หลายจังหวัดมีคลินิกเยาวชนและบริการแบบ one-stop ที่เน้นความเป็นมิตร และลดการตีตรา

มองไปข้างหน้า, โอกาสยุติเอดส์ยังมี แต่ต้องผ่านด่านเยาวชน

ประเทศไทยลงทุนงบภายในประเทศต่อเนื่อง และตั้งเป้าลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ต่ำกว่า 1,000 รายต่อปีภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เพิ่มในเยาวชนยังเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะยังมีทั้งการตีตรา ความรู้เรื่องเพศที่ไม่ครอบคลุม และการเข้าถึง PrEP ที่ยังไม่ทั่วถึง

ภาครัฐจึงผลักดันให้เพิ่มการให้ความรู้ ทำแคมเปญสื่อสารที่เข้าถึงเยาวชน และผูกบริการสุขภาพเข้ากับชีวิตจริงมากขึ้น เมื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น PrEP และ ART (เมื่อรักษาจน viral load ตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อแทบเป็นศูนย์) เป้าหมายการยุติเอดส์ในฐานะภัยคุกคามด้านสาธารณสุขก็ยังเป็นไปได้

สุดท้ายแล้ว ทุกคนช่วยกันได้ด้วยการตรวจ ใช้การป้องกัน และเข้ารับบริการที่มีให้ฟรี เพราะเอชไอวีป้องกันได้ เมื่อรู้ให้พอและทำให้จริง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

น่าเศร้า! หญิงสาวอายุ 20 ปีจากเชียงรายถูกรถกระบะชนขณะข้ามถนน

Trending

Exit mobile version