สุขภาพและการแพทย์

สธ.เร่งสื่อสารสยบข่าวลือ “ไวรัสนิปาห์” หลังข้อมูลผิดพลาดแพร่ในออนไลน์

ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ แม้เพื่อนบ้านในภูมิภาคมีความกังวล

Published

on

กรุงเทพฯ – ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” หลังมีข่าวการระบาดเฉพาะพื้นที่ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ปลายเดือนมกราคม 2026 กรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคนแม้แต่รายเดียว

กระแสกังวลส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือในโลกออนไลน์ ที่พยายามโยงไวรัสเข้ากับค้างคาวในไทย จนหลายคนรู้สึกคล้ายบรรยากาศช่วงเริ่มต้นโควิด-19

ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 1998 เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยพาหะหลักคือค้างคาวกินผลไม้ (flying foxes) การติดเชื้อในคนเกิดได้จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ อาหารปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด หรือบางกรณีพบการติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราเสียชีวิตรายงานอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับความพร้อมของระบบรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ ทำให้เมื่อมีการระบาดที่ไหนก็มักถูกจับตาเป็นพิเศษ

ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง

ความไม่สบายใจในไทยรอบนี้เกิดจากโพสต์และข้อความส่งต่อที่ยังไม่ตรวจสอบ บางเนื้อหาบอกว่า “ค้างคาวไทยติดเชื้อจำนวนมาก” และกำลังจะเกิดการระบาดใหญ่ มีการเทียบกับโควิด-19 พร้อมภาพค้างคาวในถ้ำหรือวัดที่ถูกแชร์ต่อใน Facebook และ Line อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนเริ่มเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือกังวลกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การกินผลไม้ทั่วไป

นักวิชาการด้านไวรัส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า เคยมีการตรวจพบแอนติบอดีหรือร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์ในค้างคาวกินผลไม้ในไทยราว 10% ถึง 16% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพื้นที่ที่พบการระบาดบ่อย (บางแห่งพบได้ถึง 40% ถึง 50%) ที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากค้างคาวไปสู่สุกรหรือคนในไทย โดยไทยมีมาตรการป้องกันมานาน เช่น ข้อจำกัดเรื่องการเลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าเป็นการพบเชื้อในสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินทันที

ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่อง “จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เหมือนโควิด-19” หน่วยงานรัฐย้ำความต่างชัดเจนว่า นิปาห์แพร่ได้ยากกว่าโควิด-19 มาก โดยการติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายแบบละอองฝอยทั่วไป จึงไม่ค่อยเกิดการระบาดในชุมชนวงกว้าง หากไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ

เพิ่มการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อกันการนำเชื้อเข้าประเทศ

หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตก (พบ 5 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ไทยจึงกลับมาใช้มาตรการคัดกรองแบบเจาะจงที่สนามบินหลัก

ตั้งแต่ 25 มกราคม 2026 เป็นต้นไป มีการเพิ่มมาตรการที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เบงกอลตะวันตกของอินเดีย ขั้นตอนประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ กรอกแบบฟอร์มสุขภาพ และประเมินอาการในจุดคัดกรอง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก หากพบอาการเข้าข่าย จะถูกส่งต่อไปยังจุดกักกันเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง

ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงยังได้รับ “Health Beware Card” ระบุอาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนะนำให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หากมีอาการภายใน 21 วันหลังเดินทางถึงไทย มาตรการนี้เน้นเที่ยวบินจากโกลกาตาเป็นหลัก และไม่ได้ขยายไปยังผู้เดินทางจากทุกพื้นที่ของอินเดีย เพราะการระบาดยังอยู่ในวงจำกัด

มาตรการเฝ้าระวังในประเทศ เดินตามแนวคิด One Health

นอกเหนือจากสนามบิน ภาครัฐยังขยายการเฝ้าระวังตามแนวคิด “One Health” ที่ทำงานร่วมกันทั้งด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มคำแนะนำสำหรับแหล่งท่องเที่ยวถ้ำและธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการสัมผัสมูลค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง หากสัมผัสควรล้างทำความสะอาดทันที

คำแนะนำต่อประชาชนยังเน้นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้จริง เช่น ล้างมือหลังจับสัตว์ ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลที่ตกพื้น และเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลโตนดสดหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปอินเดีย หน่วยงานรัฐแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ เลี่ยงพื้นที่ระบาด และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

โรงพยาบาลทั่วประเทศถูกสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องแยก บุคลากรเฉพาะทาง และระบบตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตามสุขภาพสัตว์ป่า และการเฝ้าระวังในฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดการข้ามสายพันธุ์สู่คน

ย้ำความมั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท

หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรครุนแรงในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่ไทยยังปลอดผู้ป่วยในคน การคัดกรองตามจุดเสี่ยง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดการด้านสัตว์ป่า ช่วยให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้เป็นระบบ

ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้นิปาห์เป็นเชื้อที่ต้องจับตาเพราะมีโอกาสก่อการระบาด ไทยเลือกแนวทางที่ระมัดระวังแบบพอดี ไม่ทำให้คนตื่นกลัวเกินจำเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรยึดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก มากกว่าข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เมื่อเฝ้าระวังต่อเนื่องและทำตามคำแนะนำพื้นฐาน ประเทศก็พร้อมรับมือหากมีความเสี่ยงใหม่ โดยไม่ต้องกลับไปเจอผลกระทบหนักแบบช่วงโควิด-19 อีกครั้ง

หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ 

Trending

Exit mobile version