ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับกุมแม่ต้องสงสัยบังคับลูกสาววัย 12 ปีค้าประเวณีในญี่ปุ่น
กรุงเทพฯ – ตำรวจจับกุมหญิงคนหนึ่งเมื่อวันอังคารในข้อหาบังคับลูกสาววัย 12 ปีให้ค้าประเวณีในญี่ปุ่น ผู้ต้องสงสัยถูกส่งตัวกลับประเทศจากไต้หวันแล้ว ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงอายุ 29 ปี ตำรวจระบุชื่อเพียงว่า “ลัค”…
กรุงเทพฯ – ตำรวจจับกุมหญิงคนหนึ่งเมื่อวันอังคารในข้อหาบังคับลูกสาววัย 12 ปีให้ค้าประเวณีในญี่ปุ่น ผู้ต้องสงสัยถูกส่งตัวกลับประเทศจากไต้หวันแล้ว
ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงอายุ 29 ปี ตำรวจระบุชื่อเพียงว่า “ลัค” เธอถูกควบคุมตัวทันทีหลังเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ราว 17.00 น. ด้วยเที่ยวบินจากไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่จับกุมตัวเธอไว้ก่อน แล้วส่งมอบให้ทางการไทย
เจ้าหน้าที่พาตัวเธอไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง">ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในน้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ เพื่อสอบปากคำ ตำรวจระบุว่าจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมในการแถลงข่าวช่วงบ่ายวันพุธ
พนักงานสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทิ้งลูกสาวไว้ที่กรุงโตเกียวกับเจ้าของร้านนวดรายหนึ่ง ก่อนที่เด็กจะถูกบังคับให้ค้าประเวณี ขณะเดียวกันมีข้อมูลว่าแม่รายนี้หลบหนีไปไต้หวันเมื่อเดือนกันยายน
เด็กหญิงยังอยู่ในการดูแลของทางการญี่ปุ่น และถูกปฏิบัติในฐานะ “ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์”
ตำรวจเชื่อว่าในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนปีนี้ ผู้ต้องสงสัยซึ่งมีรายงานว่าเคยทำงานค้าประเวณี ได้จัดให้มีการซื้อบริการทางเพศจากลูกสาวในหลายจุด ทั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ และที่ร้านนวดในกรุงโตเกียว
ตำรวจระบุว่าเธอถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง เช่น การจัดให้มีการค้าประเวณีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ และความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยโทษอาจสูงสุดจำคุก 20 ปี และปรับสูงสุด 2 ล้านบาท
ภาพรวมปัญหาการค้ามนุษย์เด็กในไทย
ในอดีต ปัญหาการค้ามนุษย์เด็กเพื่อค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในไทย เคยมีกรณีครอบครัวยากจนมากขายลูกสาวเข้าสู่วงการค้าประเวณี เหตุการณ์ลักษณะนี้ถูกพูดถึงบ่อยในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000
ปัจจัยสำคัญมักเกี่ยวกับความยากจน หนี้สิน และความจำเป็นต้องส่งเงินกลับบ้าน โดยพบมากในพื้นที่ชนบทภาคเหนือ และบางชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง (รวมถึงกลุ่มอาข่า)
กลุ่มชุมชนบนพื้นที่สูงและแรงงานอพยพจากประเทศใกล้เคียง เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา มักมีความเสี่ยงสูงกว่า หลายคนไม่มีสัญชาติไทย ทำให้เข้าถึงโรงเรียน การรักษาพยาบาล และงานถูกกฎหมายได้ยาก ความเปราะบางเหล่านี้ทำให้ครอบครัวยิ่งติดอยู่กับความยากจน ขบวนการค้ามนุษย์มักเข้าหาด้วยคำสัญญาเรื่องงานจริง แต่สุดท้ายบังคับเด็กผู้หญิงเข้าสถานบริการในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือเมืองท่องเที่ยว
ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก ยังมีบางกรณีที่แม่หรือญาติบังคับเด็กให้ค้าประเวณี และมีรายงานเป็นระยะในช่วงปี 2010s และ 2020s โดยเด็กมีอายุราว 9 ถึง 13 ปี หน่วยงานรัฐมองกรณีเหล่านี้เป็นคดีค้ามนุษย์ และดำเนินคดีอย่างจริงจัง
การค้ามนุษย์เด็กเพื่อประโยชน์ทางเพศในไทยยังคงเกิดขึ้น แต่ภาพที่พบบ่อยขึ้นคือกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานอพยพ การล่อลวงทางออนไลน์ และการบังคับโดยเครือข่ายจัดตั้ง มากกว่าการ “ขายลูก” โดยพ่อแม่โดยตรง ความยากจนยังเป็นปัจจัยหลักอยู่เสมอ การเข้าถึงการศึกษาเพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายเรียนฟรีถึงชั้น ม.6 ช่วยลดความเสี่ยงในเด็กสัญชาติไทยจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงกลับไปกระจุกอยู่ในกลุ่มเด็กไร้สัญชาติ เด็กไม่มีเอกสาร หรือเด็กอพยพที่เพิ่งเข้ามา
กฎหมายคุ้มครองเด็กและการปราบปรามค้ามนุษย์ในไทย
ไทยมีกฎหมายที่เอาผิดการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กและการค้ามนุษย์ค่อนข้างเข้ม เช่น
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (1996) ห้ามการชักชวน จัดหา จัดให้มี หรือหาประโยชน์จากการค้าประเวณี และเพิ่มโทษเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์
- กฎหมายอายุความยินยอมและมาตรการคุ้มครองเด็ก การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 15 ปีถูกมองเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือข่มขืนตามกฎหมาย การนำผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไปเกี่ยวข้องกับสถานค้าประเวณีเป็นความผิด แม้เด็กจะแสดงท่าที “ยินยอม” ก็ตาม
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (2008) ครอบคลุมการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และสนับสนุนงานบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงหน่วยงานอย่าง TICAC (Thailand Internet Crimes Against Children) ที่ทำคดีเกี่ยวกับออนไลน์
หน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชน (NGOs) รวมถึง ECPAT, Destiny Rescue และ World Vision ยังรายงานปัญหาอย่างการล่อลวงทางออนไลน์ และการล่วงละเมิดที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน มีการรายงานว่าคดีแบบเปิดเผยตามท้องถนนลดลงเมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการบังคับใช้กฎหมายและความตระหนักของสังคมที่เพิ่มขึ้น
งานป้องกันและอุดช่องโหว่
หลายองค์กรทำงานป้องกันในพื้นที่เสี่ยง ผ่านการสนับสนุนการศึกษา บ้านพักพิง และกิจกรรมชุมชน รายงาน U.S. Trafficking in Persons ในช่วงหลังมักระบุว่ามีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ทั้งด้านการสืบสวน การช่วยเหลือผู้เสียหาย และการดำเนินคดี แต่ก็ยังมีช่องโหว่ โดยเฉพาะเรื่องค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และการคุ้มครองชุมชนแรงงานอพยพ
ทั้งหมดนี้ยังเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง ซึ่งผูกกับความเหลื่อมล้ำและทางเลือกที่จำกัด ไม่ใช่เรื่องที่สะท้อนว่าเป็น “ค่านิยมปกติ” ของสังคมไทยในปัจจุบัน รายงานที่น่าเชื่อถือจำนวนมากชี้ว่าแรงขับหลักของคดีส่วนใหญ่ในยุคนี้คือการหลอกลวง การบังคับ และเครือข่ายค้ามนุษย์ที่จัดตั้ง มากกว่าการขายเด็กโดยครอบครัวแบบที่เคยพบมากในอดีต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเด็กชายอายุ 13 ปี
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจจันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดในกรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน: คนร้ายใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท: เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการพนันออนไลน์: ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่าขบวนการค้ายาเสพติดชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าว - News4 days agoสลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเชียงรายอัปเกรดระบบเตือนภัยน้ำท่วม-ดินถล่ม รับมือภัยพิบัติ

