Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวระดับชาติ - National

เครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยทิ้งระเบิดฐานยิงจรวดของกองทัพกัมพูชาใกล้เมืองปอยเปต

กรุงเทพฯ – ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม เมื่อกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force, RTAF ) ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ปฏิบัติการโจมตีแบบเจาะจงต่อจุดที่ไทยระบุว่าเป็นฐานและสิ่งปลูกสร้างทางทหารของกัมพูชา…

Published

on

กรุงเทพฯ – ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม เมื่อกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force, RTAF) ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ปฏิบัติการโจมตีแบบเจาะจงต่อจุดที่ไทยระบุว่าเป็นฐานและสิ่งปลูกสร้างทางทหารของกัมพูชา บริเวณใกล้เมืองคาสิโนสำคัญอย่าง Poipet

ฝ่ายไทยระบุว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอบโต้เชิงป้องกัน เพื่อหยุดยั้งภัยจากอาวุธหนัก โดยเฉพาะระบบจรวดหลายลำกล้อง เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 Grad หลังมีรายงานว่าเกิดการยิงจรวดข้ามแดนเข้ามาในเขตไทยหลายครั้ง นับตั้งแต่การปะทะกลับมาปะทุเมื่อต้นเดือน

ตามข้อมูลสรุปของไทย เป้าหมายที่ถูกโจมตีอยู่บริเวณรอบนอกปอยเปต ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยเน้นจุดส่งกำลังบำรุง และพื้นที่เก็บอาวุธ ไทยอ้างอิงรายงานข่าวกรองว่า กัมพูชามีการสะสมจรวดและเตรียมโจมตีเพิ่มเติม โฆษก RTAF Air Marshal Chakkrit Thammavichai ระบุว่า ก่อนการโจมตีมีการพบความเคลื่อนไหวของอาวุธหนัก ซึ่งไทยประเมินว่าเป็นความเสี่ยงทันทีต่อทหารและประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แนวชายแดนอย่างจังหวัดสระแก้ว

เครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยทิ้งระเบิดฐานยิงจรวดของกองทัพกัมพูชาใกล้เมืองปอยเปต

โฟกัสที่ภัย BM-21 และการยิงข้ามแดน

การใช้ F-16 เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาเพิ่มการยิงด้วยระบบ BM-21 ซึ่งสามารถยิงจรวดได้จำนวนมากต่อการยิงหนึ่งครั้ง แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของไทยระบุว่า ระบบนี้ถูกใช้ในการโจมตีข้ามแดนหลายรอบ และบางครั้งกระทบถึงพื้นที่พลเรือนในจังหวัดอย่าง สุรินทร์และศรีสะเกษ

รายงานจากไทยยังโยงเหตุในศรีสะเกษ ที่จรวดถูกกล่าวหาว่าตกใส่ปั๊มน้ำมัน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเกิดความเสียหายหนัก

โฆษกกระทรวงกลาโหมไทยย้ำว่า เป้าหมายทั้งหมดเป็น “เป้าหมายทางทหาร” โดยชี้ว่าเป็นคลังอาวุธและจุดสนับสนุนการยิงจรวด BM-21 วิดีโอที่เผยแพร่โดยกองทัพภาคที่ 2 ปรากฏภาพคล้ายการระเบิดต่อเนื่องหลังการโจมตี ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่าอาจเกิดจากกระสุนหรือยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ติดไฟ

ไทยยังระบุด้วยว่า พยายามจำกัดการโจมตีให้อยู่ห่างจากเขตใจกลางปอยเปตเพื่อลดความเสี่ยงต่อพลเรือน แต่ฝ่ายกัมพูชาโต้แย้งว่า ระเบิดตกในพื้นที่เมือง

ในช่วงเวลารายงาน ยังไม่มีข้อมูลอิสระที่ยืนยันจำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการโจมตีวันที่ 18 ธันวาคม เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการโจมตีทางอากาศครั้งสำคัญใกล้ปอยเปตในรอบความขัดแย้งระยะล่าสุด ซึ่งเริ่มกลับมารุนแรงอีกครั้งตั้งแต่ 7 ธันวาคม หลังข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมเริ่มสั่นคลอน

นายกฯ <a href=อนุทิน ชาญวีรกูล สนับสนุนปฏิบัติการ" width="1016" height="688" />

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล สนับสนุนปฏิบัติการ

นายกรัฐมนตรี Anutin Charnvirakul แถลงที่ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ หลังเหตุการณ์ไม่นาน โดยสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพไทย เขาระบุว่าไทยตอบโต้จากการถูกโจมตีซ้ำ และทำเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการโจมตี ถอนอาวุธหนัก และจัดการทุ่นระเบิด ก่อนจะเดินหน้าพูดคุยอย่างจริงจัง

อนุทินซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปีนี้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ ยืนยันว่าไทยต้องปกป้องอธิปไตย แต่ยังเปิดช่องให้ลดความตึงเครียดด้วยการคุยกันโดยตรง

เขายังกล่าวถึงความพยายามจากภายนอกที่ต้องการช่วยลดความร้อนแรง รวมถึงกระแสการติดต่อที่เชื่อมโยงถึงอดีตผู้นำสหรัฐฯ Donald Trump แต่ย้ำว่ากัมพูชาต้องแสดงความจริงใจก่อน ขณะเดียวกัน รายงานจากฝั่งไทยยังสะท้อนว่า กรุงเทพฯต้องการเจรจาโดยตรงมากกว่าการให้บุคคลที่สามเข้ามามีบทบาท

ด้านกัมพูชา กระทรวงกลาโหมในพนมเปญออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที กล่าวหาว่าไทยใช้ “ความรุนแรง” และระบุว่า F-16 ทิ้งระเบิดหลายลูกใส่ปอยเปต ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องคาสิโน และมีคนไทยเดินทางไปจำนวนมาก เพราะไทยห้ามการพนัน

กัมพูชายืนยันว่า การโจมตีเกิดบนแผ่นดินกัมพูชา และเสี่ยงต่อชีวิตพลเรือนรวมถึงอาคารบ้านเรือน โดยมีการพูดถึงความเสียหายของสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังไม่ให้ตัวเลขผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่ชัดเจน

ประธานวุฒิสภา Hun Sen อดีตผู้นำที่ยังมีอิทธิพล โพสต์ข้อความออนไลน์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้น แต่ก็กล่าวหาไทยว่าเป็นฝ่ายผลักความขัดแย้งให้บานปลาย กัมพูชายังระบุว่ากองกำลังของตนตอบโต้ตามสถานการณ์ และได้ปิดด่านพรมแดนทางบกทั้งหมด รวมถึงด่านปอยเปต

การปิดด่านทำให้คนไทยจำนวนมากติดค้างอยู่ฝั่งชายแดน พนมเปญยังขอให้อาเซียนและสหประชาชาติเข้ามามีส่วนช่วย โดยระบุว่าการโจมตีของไทยขัดต่อหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ

เครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยทิ้งระเบิดฐานยิงจรวดของกองทัพกัมพูชาใกล้เมืองปอยเปต

ยอดสูญเสียเพิ่ม คนอพยพมากขึ้น

นับตั้งแต่การสู้รบกลับมารุนแรงเมื่อ 7 ธันวาคม ทั้งสองฝ่ายรายงานความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ฝั่งไทยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย ในจำนวนนี้เป็นทหาร 16 นาย และมีพลเรือนเสียชีวิตด้วย รวมถึงผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน ส่วนฝั่งกัมพูชารายงานการเสียชีวิตของพลเรือนราว 17 ถึง 18 ราย และมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน ขณะที่พนมเปญยังไม่เปิดเผยตัวเลขความสูญเสียของทหาร

ผลกระทบโดยรวมหนักขึ้น เมื่อมีการใช้อาวุธปืนใหญ่ รถถัง โดรน และกำลังทางอากาศ มีรายงานว่าประชาชนมากกว่า 800,000 คนจากทั้งสองฝั่งต้องอพยพออกจากบ้าน ศูนย์พักพิงในพื้นที่อย่างสุรินทร์และบันเตียเมียนเจยเริ่มตึงมือ หลายครอบครัวเดินทางมาด้วยของจำเป็นไม่กี่ชิ้น และยังไม่เห็นแนวโน้มว่าสถานการณ์จะจบลงเร็ว

ฝ่ายไทยเชื่อมโยงการโจมตีด้วย BM-21 ก่อนหน้านี้เข้ากับเหตุที่กระทบพื้นที่พลเรือน รวมถึงรายงานเด็กได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดใกล้ปั๊มน้ำมัน ไทยยังกล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายกระตุ้นรอบความรุนแรงนี้ ด้วยการขยับกำลังและวางทุ่นระเบิด

ความตึงเครียดยังขยายไปถึงทะเล รายงานจากการลาดตระเวนของกองทัพเรือไทยในอ่าวไทยระบุว่า พบโดรนทหารกัมพูชาใกล้แท่นขุดเจาะน้ำมันของไทย โดยไทยสงสัยว่าโดรนอาจใช้เพื่อสอดแนมหรือสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงาน แหล่งข่าวในกองทัพเรือไทยชี้ว่า เหตุนี้ทำให้ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดแค่แนวชายแดนบนบก และจะเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังให้เข้มข้นขึ้น

ขณะเดียวกัน โดรนถูกพูดถึงมากขึ้นในสนามรบ มีรายงานการใช้โดรน FPV แบบพุ่งชนเป้าหมาย เพื่อโจมตีบังเกอร์หรือแนวป้องกัน ฝ่ายไทยอ้างว่าสามารถยิงตกได้หลายลำ และบางลำมีลักษณะการควบคุมที่ซับซ้อน จนเกิดการพูดถึงความเป็นไปได้ของความช่วยเหลือด้านเทคนิคจากภายนอก

ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชามีรากลึกจากเส้นเขตแดนยุคอาณานิคม และความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ รวมถึงประเด็นรอบปราสาทพระวิหาร เหตุปะทะในเดือนกรกฎาคม 2025 เคยสงบลงหลังมีแรงกดดันจากภายนอก แต่ความไม่ไว้วางใจที่สะสมมานานทำให้ความรุนแรงกลับมาได้ง่าย

ท่ามกลางแรงผลักดันจากอาเซียนให้เปิดการพูดคุยเร่งด่วน และเสียงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ ชาวบ้านตามแนวชายแดนยังต้องอยู่กับความไม่แน่นอนทุกวัน ในเชียงรายและจังหวัดภาคเหนืออื่น ๆ ก็เริ่มมีความกังวลเรื่องเสถียรภาพและการค้า เพราะเส้นทางขนส่งบางจุดได้รับผลกระทบจากการปิดด่านและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

อนุทินส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อกัมพูชา ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงเรียกร้องให้เปิดโต๊ะเจรจาจากหลายฝ่าย เพราะสงครามที่ขยายวงจะสร้างต้นทุนสูงเกินรับไหวสำหรับทั้งสองประเทศ

ไทยยังคงยกระดับการเฝ้าระวังของ RTAF และกำลังภาคพื้นดิน เมื่อปอยเปตได้รับผลกระทบจากการโจมตีล่าสุด และเมืองชายแดนหลายแห่งเตรียมรับความเสี่ยงจากเหตุปะทะระลอกใหม่ ทิศทางต่อไปจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ว่าจะกดความร้อนแรงให้ลดลง หรือปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

วัยรุ่นปะทะกันกลางดึกที่เชียงราย เด็ก 13 ปีเสียชีวิต เจ็บอีก 5 ราย

ศาลพิพากษาลงโทษครูฝึกทหาร 2 นาย คดีทหารเกณฑ์เสียชีวิตหลังถูกลงโทษที่ค่ายดังเชียงราย

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

Naree Srisuk

Published

on

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

โดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย

ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
  • ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
  • ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ

ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย

ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง

สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ

ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง

ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน

จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย

การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

Published

on

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
  • บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
  • รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ

พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011

หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี

อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ

บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore

ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II

ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล

ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ

ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม

กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้

เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

Naree Srisuk

Published

on

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ

ประเด็นสำคัญ 

  • รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
  • เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
  • ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ

ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า

เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ

ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา

หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.

การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ

อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต

อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending