ข่าวระดับชาติ - National
โลกดิจิทัลและเทคโนโลยีของไทยปี 2025 ความเชื่อมั่นเป็นตัวเร่งสำคัญในการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ
โดยมีความเชื่อมั่นเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก Artificial Intelligence (AI) มีแนวโน้มมุ่งเน้นไปที่ความเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้ความโปร่งใสและความมีจริยธรรม ด้านการใช้งาน Cloud Computing…
โดยมีความเชื่อมั่นเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก Artificial Intelligence (AI) มีแนวโน้มมุ่งเน้นไปที่ความเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้ความโปร่งใสและความมีจริยธรรม ด้านการใช้งาน Cloud Computing มีแนวโน้มในการปรับขยายปริมาณการใช้งานเพื่อรองรับความต้องการทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ในขณะที่ 5G เพิ่มประสิทธิภาพด้านความรวดเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลและการเชื่อมต่อ Enterprise Resource Planning (ERP) systems มีแนวโน้มจะเชื่อมโยงกันมากขึ้นจนกลายเป็นแกนหลักของการ transform ดิจิทัลในองค์กร และ Cloud-based ERP จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องมาจากความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับขยาย และความคุ้มค่า อีกทั้ง ระบบประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร">เมืองอัจฉริยะ (Smart Cities Solutions) มีแนวโน้มจะเติบโต โดยใช้ประโยชน์จาก AI, ML และ IoT เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมของเมืองให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ขนาดตลาดในระดับโลกของ AI คาดว่าจะเติบโตในช่วงปี 2567 ถึง 2573 ในอัตราเฉลี่ย28.46% ต่อปี ส่งผลให้มูลค่าตลาดแตะ 826.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 ตามรายงานของ Statista
- การใช้จ่ายของผู้ใช้ Public Cloud Services ทั่วโลก คาดว่าจะแตะถึง 723.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งแสดงถึงอัตราการเติบโต 21.5% ในปี 2568 ตามรายงานของ Gartner
- จำนวนการเชื่อมต่อ 5G คาดว่าจะถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2573 ตามรายงานของ GSMA Intelligence
- ภาพรวมของขนาดตลาด ERP จะมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยในช่วงปี 2567 ถึง 2568 ประมาณ 11.7% โดยมีการใช้จ่ายรวมถึง 147.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ตามรายงานของ HG Insights
- ขนาดตลาดเมืองอัจฉริยะทั่วโลกนั้นมีมูลค่า 748.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในช่วงปี 2566 ถึง 2573 ในอัตราเฉลี่ย 25.8% ตามรายงานของ GrandView Research
แนวโน้มการเติบโตข้างต้นนี้ ตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการพัฒนาในนวัตกรรมภายใต้ความโปร่งใส เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีประโยชน์ต่อสังคม และเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2568 ดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางธุรกิจนั้นจะมีการผสมผสานกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมีบทบาทที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นจึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ โดยความเชื่อมั่นในบริบทนี้หมายถึงการขยายขอบเขตจากเดิมที่เน้นเพียงความสัมพันธ์กับลูกค้าและความภักดีต่อแบรนด์ สู่การมุ่งเน้นความเชื่อมั่นที่ช่วยเสริมสร้างนวัตกรรมในทั้ง 3 ด้าน ประกอบไปด้วย ความเชื่อมั่นในคนและเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของข้อมูล และความเชื่อมั่นในพันธมิตร
ความเชื่อมั่นในคนและเทคโนโลยี
กรณีตัวอย่างของ TCC Technology (TCCtech) บริษัทชั้นนำด้าน IT ในกลุ่ม TCC ที่มีกลยุทธ์ทางธุรกิจมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นเป็นหลักในการส่งเสริมนวัตกรรมต่างๆ โดย TCCtech เชื่อมั่นว่าบริษัทมีโซลูชั่นที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ยังสามารถต่อยอดขึ้นไปได้ในอีกหลากหลายมิติ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีที่ทันสมัยและบุคลากรที่มีคุณภาพมีความโปร่งใสต่อลูกค้าให้อยู่เคียงคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการยึดมั่นในการให้ความสำคัญต่อความเชื่อมั่นนี้ ช่วยให้ TCCtech สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ส่งผลให้ TCCtech ก้าวสู่การเป็น Trusted Technology Solutions Partner ในยุคที่ภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของข้อมูล
ปัจจุบัน TCCtech กำลังมุ่งเน้นไปที่หลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการผลิตและภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งการผสมผสานร่วมกันของเครื่องมืออัจฉริยะและระบบที่ล้ำสมัยนั้นจะเข้ามามีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ในทิศทางของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การลดต้นทุน และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการให้บริการลูกค้านั้นย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้วย โดยลูกค้าจะต้องมั่นใจได้ว่าข้อมูลของพวกเขาปลอดภัย มีการดำเนินงานที่เหมาะสม และสามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจของลูกค้า
ความเชื่อมั่นในพันธมิตร
การร่วมมือกันระหว่างธุรกิจ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ โดยการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สามารถจัดทำโครงการด้านนวัตกรรมร่วมกันได้นั้น ส่งผลให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อนำไปใช้วางแผนแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ ซึ่งความเชื่อมั่นในพันธมิตรเหล่านี้เข้ามามีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถก้าวผ่านยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจและคล่องตัว
“สำหรับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด ด้วยรากฐาน 3S (SMART, SYNERGY, และ SUSTAINABILITY) ของเรานั้นจะเสริมแกร่งขึ้นด้วย TRUST ที่ครอบคลุมความเชื่อมั่นในคนและเทคโนโลยี กระบวนการ และพันธมิตร ซึ่ง TCCtech เรามุ่งมั่นในการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าของเรา โดยการมอบโซลูชั่นทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพและการเติบโต และด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเรานั้น TCCtech จะพาธุรกิจของลูกค้าให้ก้าวผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่ท้าทายไปได้ด้วยความมั่นใจ” คุณธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย Managing Director (TCC Technology) กล่าว
“เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทางธุรกิจนั้น TCCtech ได้มุ่งเน้นสร้าง Community ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิเช่น ManuTech, PropTech, EduTech โดยตั้งใจเชื่อมช่องว่างระหว่างธุรกิจ/อุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในคนรุ่นใหม่ โดยแนวทางการทำงานร่วมกันนี้จะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เสริมสร้าง TRUST และต่อยอดวัฒนธรรมการเรียนรู้ การพัฒนา โดยCommunity Centric Initiative จะช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี และสร้างผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนต่อสังคมอีกด้วย” คุณวลีพร สายะสิต Assistant Managing Director – Corporate Communications (TCC Technology) กล่าว
เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2568 และอนาคต ความเชื่อมั่นถือเป็นสิ่งกระตุ้นที่สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโต การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
เชียงรายสิงห์ปาร์ค เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2025
ข่าวระดับชาติ - National
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย
ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
- ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
- ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ
ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย
ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง
สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ
ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง
ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว
ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน
จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย
การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวระดับชาติ - National
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มต้นจากประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
- บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
- รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ
พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011
หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ
บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore
ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II
ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล
ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ
ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม
กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ
ประเด็นสำคัญ
- รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
- เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
- ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ
ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า
เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ
เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ
ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา
หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.
การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต
อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoเชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน
-
ข่าว - News7 days agoวิกฤตอุทกภัยส่งผลกระทบต่อ 31 จังหวัดในประเทศไทย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมพุ่งสูงถึง 24 ราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoสำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน

