เชียงราย – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนปัญหาเงียบที่เกิดขึ้นบนถนนในพื้นที่ตลอดปี 2025 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี มีอุบัติเหตุจำนวนมาก บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่า 1 คนต่อวัน
รูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงยังคงวนอยู่ในวงจรเดิม คือ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก
จากสถานการณ์นี้ จังหวัดเชียงรายจึงดึงพลังจากชุมชนให้ขึ้นมาอยู่ด่านหน้าในการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยร่วมงานผ่านผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และอสม. ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในช่วง “7 วันควบคุมเข้มข้น” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026
เป้าหมายระยะยาวถูกวางไว้อย่างชัดเจน คือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยทุกเทศกาล”
จุดเริ่มต้นในเชียงราย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568
ที่ประชุมได้ทบทวนสถานการณ์ปัจจุบัน และกำหนดทิศทางมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 ตามรายงานของนครเชียงราย
รายงานสถิติอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดเชียงราย ช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2025 พบว่า
- เกิดอุบัติเหตุรวม 1,962 ครั้ง ภายในเวลาเพียง 10 เดือน
- มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย
- มีผู้เสียชีวิต 337 ราย
เมื่อเฉลี่ยออกมา เท่ากับว่ามีคนเสียชีวิตบนถนนเชียงรายมากกว่าวันละ 1 คนเกือบทุกวัน
เมื่อลงลึกไปที่ข้อมูล จะเห็นภาพชัดขึ้นทั้งในมิติรูปแบบและปัญหาระยะยาว
- ร้อยละ 75.08 ของผู้ประสบอุบัติเหตุ เป็นคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดียวกับจุดเกิดเหตุ
- กลุ่มอายุที่ประสบอุบัติเหตุสูงสุด คือ 20 ถึง 29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเสี่ยงของคนวัยทำงานตอนต้น
- ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด คือ 18.01 ถึง 21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ตรงกับช่วงเลิกงาน สังสรรค์ และเดินทางกลับบ้าน
- รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 เหตุการณ์
- ประมาณร้อยละ 90 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันภัย เช่น หมวกกันน็อก
ด้านพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายมีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงที่สุด เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลและถนนหมู่บ้าน ร้อยละ 33.22
ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลักระดับประเทศ ถนนท้องถิ่นที่เชื่อมหมู่บ้านและชุมชนก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
เมื่อเห็นตัวเลขทั้งหมดบนโต๊ะ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความปลอดภัยทางถนนในเชียงรายไม่ใช่เรื่อง “เทศกาล” เท่านั้น แต่เป็นโจทย์ตลอดทั้งปีที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ช่วงปีใหม่ 2026 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมให้เข้มข้นขึ้น
โฟกัสพฤติกรรมเสี่ยง
ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ชี้ให้เห็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ 3 เรื่องสำคัญ คือ
- ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 62.91
- ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 29.73
- ตัดหน้าหรือเลี้ยวกะทันหัน ร้อยละ 23.14
เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่อายุ 20 ถึง 29 ปี ภาพรวมยิ่งชัดขึ้น
หลายคนรู้สึกคุ้นเคยกับถนนในชุมชนของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ทุกโค้ง ทุกทางแยก จึงกล้าเสี่ยงมากขึ้น การดื่มสังสรรค์ในหมู่บ้านเป็นเรื่องปกติ การไม่สวมหมวกกันน็อกกลายเป็น “ภาพชินตา” มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
รถจักรยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 86.61 เป็นยานพาหนะหลักของคนเชียงราย ทั้งในเขตเมืองและชนบท
ชาวบ้านใช้รถจักรยานยนต์แทบทุกเรื่อง ทั้งไปทำงาน ไปไร่ไปนา ไปตลาด ไปหาเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน
ในบริบทแบบนี้ การไม่สวมหมวกกันน็อกจึงไม่ใช่แค่การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร แต่กลายเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง 18.01 ถึง 21.00 น. เป็นช่วงที่คนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนจากโหมดทำงานไปสู่การพักผ่อน ออกไปกินข้าว พบเพื่อน หรือขับรถกลับจากสวนไร่นา ในหลายพื้นที่ของเชียงราย ช่วงนี้ยังเป็นเวลาเริ่มต้นของกิจกรรมบันเทิงยามค่ำ
เมื่อการขับรถในสภาพแสงน้อย ถนนมืด และมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความเสี่ยงก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ภาพรวมความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย
แม้ข้อมูลชุดนี้จะเป็นของจังหวัดเชียงรายโดยตรง แต่รูปแบบปัญหาคล้ายกับอีกหลายจังหวัดภาคเหนือที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและท่องเที่ยว
พื้นที่เหล่านี้มีทั้งเส้นทางของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการเดินทางของคนในพื้นที่สลับกับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งภูมิภาค
อำเภอเมืองเชียงรายที่มีอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นศูนย์กลางของทั้งจังหวัด ทั้งด้านราชการ การค้า การบริการ และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง
ข้อเท็จจริงที่ว่าอุบัติเหตุรุนแรงส่วนใหญ่เกิดบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ทำให้เห็นชัดว่า ปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่แค่ปลายทางบนถนนหมู่บ้านเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่เส้นทางสายหลักที่รองรับการเดินทางของทั้งภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 75.08 ของผู้ประสบอุบัติเหตุเป็นคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดียวกับที่เกิดเหตุ
ข้อมูลตรงนี้ทำให้ที่ประชุมย้ำว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเริ่มจากระดับชุมชน ครอบครัว และหมู่บ้าน ไม่สามารถหวังพึ่งเพียงการกวดขันจากหน่วยงานภายนอก
แปลงนโยบายระดับชาติให้เข้ากับบริบทเชียงราย
ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำทิศทางจากคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาใช้เป็นกรอบ แล้วปรับให้สอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่
หัวใจคือการผสาน “กลไกชุมชน” เข้ากับ “การควบคุมเข้มบนเส้นทางหลัก”
แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่
ให้ผู้นำชุมชนเป็นหัวขบวน
ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำชุมชน และอสม. จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการลดพฤติกรรมเสี่ยง
กลุ่มนี้จะช่วยสื่อสาร เตือน และย้ำกับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ผ่านการประชุมหมู่บ้าน งานชุมชน และช่องทางสื่อสารท้องถิ่นที่คนเชื่อถือและติดตามอยู่แล้ว
จับตาการเดินทางแบบเหมารถเป็นกลุ่ม
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจรถรับจ้างไม่ประจำทางที่มีการเช่าเหมาสำหรับเดินทางเป็นหมู่คณะช่วงเทศกาล เช่น รถตู้ รถมินิบัส และรถเช่าเหมาคันประเภทต่าง ๆ
กลุ่มรถเหล่านี้อาจมีคนขับที่ไม่คุ้นเส้นทางในเชียงราย หรือสภาพรถอาจไม่พร้อมใช้งาน หากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว ความสูญเสียอาจสูงในทันทีจากจำนวนผู้โดยสารทั้งคัน
สื่อสารตรงกับครอบครัวและหัวหน้าครัวเรือน
จังหวัดจะทำงานผ่านหัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชน เพื่อพูดคุยเรื่องผลกระทบจริงของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกกันน็อก และการฝ่าฝืนกฎจราจร
สารที่ใช้จะเชื่อมโยงให้เห็นผลต่อคนในบ้าน ทั้งเรื่องชีวิต สุขภาพระยะยาว และภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา
มาตรการเหล่านี้ตั้งเป้าสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขี่รถไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ทุกคนอยากให้คนในครอบครัวเดินทางไปกลับอย่างปลอดภัย
ช่วง 7 วันควบคุมเข้มงวด
สำหรับเทศกาลปีใหม่ 2026 จังหวัดเชียงรายกำหนดการทำงานหลัก 2 ระยะ คือ
- ระยะรณรงค์และสื่อสารประชาสัมพันธ์
- ระยะ 7 วันควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026
ในทางปฏิบัติ ช่วง 7 วันนี้จำเป็นต้องมีการประสานงานใกล้ชิดทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ อปท. ไปจนถึงชุมชน โดยเน้นงานสำคัญ เช่น
- ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าผ่านช่องทางสื่อสารในชุมชน
- เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
- ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับจุดเสี่ยงบนถนนของกรมทางหลวง และถนนในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน
แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบกิจกรรมและมาตรการย่อยให้เหมาะกับของตัวเองได้ แต่ในปีนี้จังหวัดวางแนวคิดร่วมกันว่า “ชุมชนต้องมาก่อน” และใช้ “ข้อมูลอุบัติเหตุจริง” เป็นตัวชี้นำการทำงาน
ทีมปฏิบัติจะวิเคราะห์จุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ช่วงเวลาที่อุบัติเหตุพุ่งสูง และกลุ่มอายุที่เสี่ยงที่สุด เพื่อนำทรัพยากรที่มีจำกัดไปใช้ให้เกิดผลสูงสุด
จากตัวเลขสู่โจทย์เชิงโครงสร้าง
สถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 ในเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการนับจำนวนเหตุการณ์ แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ
วัฒนธรรมรถจักรยานยนต์ที่ขาดนิสัยสวมหมวกกันน็อก
รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักของคนเชียงราย แต่การสวมหมวกกันน็อกยังไม่ใช่วิถีปกติในชีวิตประจำวันของหลายคน
ตัวเลขที่ระบุว่า ร้อยละ 90 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันภัย บอกได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับทัศนคติ ความเคยชิน และสิ่งที่สังคมในพื้นที่ยอมรับร่วมกัน
ความเปราะบางของคนอายุ 20 ถึง 29 ปี
กลุ่มวัย 20 ถึง 29 ปี เป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานในจังหวัด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงที่สุด
ทุกครั้งที่คนวัยนี้เสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุ ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่กับครอบครัว แต่ยังสะเทือนต่อกำลังคนของจังหวัด และทิศทางการพัฒนาระยะยาว
คนในพื้นที่กับถนนที่คุ้นเคย
ผู้ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในอำเภอเดียวกับจุดเกิดเหตุ
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงอยู่บนถนนที่ใช้ทุกวันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ถนนสายไกลหรือเส้นทางท่องเที่ยว การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งแต่คำสั่งระดับชาติ จำเป็นต้องให้ชุมชนเข้ามามีบทบาท ตรวจสอบ และเตือนกันเองในระดับหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ความคุ้นชินกับถนนแปรเปลี่ยนเป็นความประมาทที่อันตรายถึงชีวิต
ในภาพรวม การที่เชียงรายเลือกนำกรอบนโยบายระดับประเทศมาปรับให้เป็นมาตรการที่ขับเคลื่อนผ่านชุมชน นับเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่เน้นงานบนถนนสายหลัก มาสู่การเริ่มต้นที่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของคนในพื้นที่เอง
เชียงราย เมืองปลอดภัยทุกเทศกาล
การทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนช่วงปีใหม่ 2026 ของเชียงราย ไม่ได้มุ่งแค่ผ่านพ้น “7 วันอันตราย” แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระยะยาว ที่จะขยับไปสู่การเป็นเมืองที่ปลอดภัยในทุกเทศกาล
ถ้ามาตรการที่วางไว้ช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มวัย 20 ถึง 29 ปีที่ใช้รถจักรยานยนต์ หากมีคนสวมหมวกกันน็อกเพิ่มขึ้น การดื่มแล้วขับลดลง และการใช้ความเร็วบนถนนสายหลักและถนนชุมชนลดลง จังหวัดก็มีโอกาสเห็นตัวเลขอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะไม่เกิดจากคำสั่งทางราชการหรือมติที่ประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ทรถ
การสวมหมวกกันน็อก การปฏิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ การไม่ขับเร็วเกินสมควร และการเคารพป้ายจราจรรวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่น เป็นการเลือกที่ดูเรียบง่าย แต่ส่งผลมหาศาลต่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง
เมื่อใกล้ถึงช่วงปีใหม่ 2026 คำถามที่สำคัญสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่แค่ว่าจะตั้งด่านตรวจจุดไหนบ้าง แต่คือ แต่ละคนจะช่วยให้คนในครอบครัวและคนในชุมชนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยและครบถ้วนได้อย่างไรในทุกการเดินทาง

